‘ฝ่ายค้าน’ลั่นกลองรบ ศึกซักฟอก‘บิ๊กตู่-5รมต.’

22.08.21 | 11:11 น.
‘ฝ่ายค้าน’ลั่นกลองรบ ศึกซักฟอก‘บิ๊กตู่-5รมต.’ หมายเหตุ - ความคิดเห็น

หมายเหตุความคิดเห็นของนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ถึงความพร้อมของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ได้ยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีอีก 5 คน

ชัยธวัช ตุลาธน
เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลจำนวน 6 คน คือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 2.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 3.นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 4.นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 5.นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 6.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยพรรค ก.ก.จะมุ่งอภิปรายโฟกัส 3 รัฐมนตรี ที่เป็นเป้าหลักคือ พล.อ.ประยุทธ์ นายอนุทิน และนายชัยวุฒิ ความจริงแล้วเราได้เสนอชื่อรัฐมนตรีคนอื่นด้วยคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้ถูกบรรจุในญัตติ

เนื้อหาหลักที่จะใช้ในการอภิปรายของเราจะเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับความล้มเหลวและความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการแก้ไขวิกฤต โควิด-19 ซึ่งพรรค ก.ก.เห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีประสิทธิภาพ หรือวิสัยทัศน์เท่านั้น แต่เกิดจากการใช้อำนาจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์พวกตน โดยนำเอาชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจของทั้งประเทศเข้ามาเป็นเดิมพัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ นอกจากนี้จะอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายชัยวุฒิ ถึงประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับโควิดโดยตรง เพราะการอภิปรายรอบนี้เราได้รับข้อมูลสำคัญจากข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ และประชาชนด้วย

Advertisement

สำหรับพรรค ก.ก. ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้แทนราษฎรกับประชาชน ซึ่งเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนในการสะท้อนความรู้สึกนึกคิดที่อยู่นอกสภา ว่าพวกเขาและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่อาจยินยอมที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศต่อไปเพราะยิ่งบริหารมากขึ้นเท่าไหร่ประเทศชาติก็จะยิ่งเสียหายรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น อาจจะถึงจุดที่รัฐบาลไม่สามารถชดใช้ได้

เราพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำหน้าที่ได้ดีแน่นอน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เรามีความตั้งใจที่จะให้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของ พล.อ.ประยุทธ์ และหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังจากนี้ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญคือ พรรคร่วมรัฐบาล ที่จะต้องชั่งใจและตัดสินใจให้ดี โดยต้องฟังเสียงประชาชนนอกสภา ว่าวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่คิดเห็นอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลจะเลือกฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ หรือจะเลือกยึดเอาผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง และยอมที่จะลงเรือลำเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ไปอีกหรือไม่ ภายใต้ความเดือดร้อนและความสูญเสียของพี่น้องประชาชน ต่อให้พรรคร่วมรัฐบาลเลือกที่จะอุ้ม พล.อ.ประยุทธ์ต่อ เพื่อหวังที่จะแบ่งสรรประโยชน์ส่วนตนกันต่อไป ผมคิดว่าเสียงของประชาชนข้างนอกสภา จะมีส่วนสำคัญ อย่าลืมว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือการดำรงอยู่ของรัฐบาล ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเสียงของคนข้างนอกสภา และสื่อมวลชนเป็นสำคัญ ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดด้วย

แม้เสียงของรัฐบาลชนะฝ่ายค้านอยู่แล้ว แต่ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังจากนั้นได้ เช่น ยุบสภา ลาออก หรือการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอดีตที่ผ่านมาก็มักจะเป็นเช่นนี้ เพราะสุดท้ายรัฐบาลไม่สามารถต้านเสียง หรือความรู้สึกของสังคมข้างนอกได้ ครั้งนี้เราก็คิดว่าหากพรรคฝ่ายค้านทำงานได้ดี และเข้าเป้า ก็จะทำให้สังคมข้างนอกรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ไม่สามารถยอมรับรัฐบาลชุดนี้ได้อีกแล้ว นี่ก็จะเป็นปัจจัยหลัก ทางพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลต้องตัดสินใจให้ดีว่าจะยืนอยู่ข้างผลประโยชน์ส่วนตนหรือผลประโยชน์ของประชาชน

ส่วนกระบวนการคัดเลือกรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อนยื่นญัตติ ซึ่งเกิดข้อครหาที่จงใจละเว้นไม่อภิปรายรัฐมนตรีบางคน เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั้นจะมีดีลลับอะไรหรือไม่พรรค ก.ก.ไม่สามารถที่จะไปตัดสินได้ เพราะเราไม่มีข้อมูลอะไร เป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรค แต่สำหรับพรรค ก.ก.ก็เห็นว่า พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส มีความสำคัญต่อรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)เราจึงตั้งเป้าที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่แล้ว จึงพยายามตรวจสอบข้อมูลอย่างเต็มที่จนวันสุดท้ายเพื่อให้หนักแน่นพอที่จะใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อสรุปได้แล้วก็ยื่นไปที่แกนนำพรรคฝ่ายค้านตามกระบวนการ ผมคิดว่าสำหรับพรรค ก.ก. เราพยายามตลอดเวลาที่จะทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรให้ดีที่สุด เพื่อตอบสนองต่อพี่น้องประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม พรรค ก.ก.พยายามรักษาบรรยากาศในการทำงานร่วมกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้านให้ดีที่สุด โดยการทำงานและการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน เราก็พยายามที่จะประคับประคองให้สามารถทำงานร่วมกันในประเด็นที่เห็นร่วมกันได้ ทั้งนี้ ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) จนถึงพรรค ก.ก. ได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพราะเรามองว่าไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนความเห็นของพวกเราได้ เราจึงตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เราเชื่อว่าถูกต้อง เราจะทำงานการเมืองที่ต่างออกไปจากพรรคการเมืองที่มีอยู่

ดังนั้น ความแตกต่างกันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา หากไม่แตกต่างกันเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งพรรคการเมือง

ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ส.ส.นครราชสีมาและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.)

รายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายทั้งหมดรวม 6 คน เรามั่นใจทุกรายชื่อที่จะสามารถชี้ให้สมาชิก และประชาชนเห็นไปตามข้อกล่าวหาที่เราได้ยื่นในญัตติไว้ เพราะเรามีความมั่นใจเรื่องข้อมูลที่เราได้มา ถ้าเป็นเรื่องการทุจริตเรามั่นใจ 100% แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาด ล้มเหลวนั้นเราเชื่อว่าเราสามารถชี้ให้เห็นว่า เมื่อบริหารไม่ดีความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมานั้นเป็นอย่างไร รวมแล้วเรามีทั้งเรื่องทุจริต โควิด และการบริหารที่ล้มเหลว ผิดพลาด

เนื้อหาหลักที่เราจะอภิปรายรอบนี้ การบริหารสถานการณ์โควิดที่ล้มเหลว ผิดพลาด ส่งผลกระทบในเรื่องอื่นๆ ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ และมีผู้เสียชีวิตจำนวนวมาก เรียกว่าค้าความตายกับประชาชน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเศรษฐกิจที่เรียกว่าได้รับผลกระทบอย่างมาก และได้รับความเสียหายจากการบริหารงานของรัฐบาล โดยที่เขาไม่ควรจะได้รับความเสียหายถ้าบริหารดี รวมไปถึงทุจริตเรื่องอื่นๆ ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เราคิดมีข้อมูลที่เพียงพอในการอภิปรายร่วมกับพรรคอื่นๆ ด้วย

สำหรับการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้าน และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) นั้น ยังโอเค ประเด็นที่มีความไม่เข้าใจกันนั้น หากได้ตั้งสติและใช้เหตุใช้ผลจะสามารถทำความเข้าใจกันได้เลย อย่างกรณีรายชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุสรรณ รองนายกฯ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั้น ชื่อ ร.อ.ธรรมนัสไม่เคยมีการถูกเสนอมาตั้งแต่ต้นจนวันที่มีญัตติ ส่วน พล.อ.ประวิตร มีการหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมไม่ว่าจะเป็นจากทางฝั่งพรรค พท. และพรรคอื่นๆ แต่จนสุดท้ายก่อนยื่นญัตติ คือวันที่ 15 สิงหาคม เวลาประมาณ 14.30 น. ทางพรรค ก.ก.แจ้งว่าจะมีชื่อนี้เพิ่ม ซึ่งเป็นการแก้ไขในหลักการ เป็นการแก้ไขจำนวนคน ไม่ใช่การแก้ไขคำถูกคำผิด เราจึงจำเป็นต้องหารือกับพรรคอื่นๆ เพราะเป็นญัตติที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ปรากฏว่าหลังจากที่เราหารือไปพรรคร่วมอื่นๆ ไม่เห็นด้วย ความจริงเรื่องนี้ไม่ควรเป็นประเด็นเลย ถ้าคุณมีเนื้อหาและหลักฐานพร้อม แล้วเสนอมาก่อนหน้านี้ตั้งแต่ก่อนจะมีญัตติออกมา ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาระหว่างพรรค พท. และพรรค ก.ก. แต่เป็นปัญหาของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งการทำงานเป็นทีมเราจำเป็นที่จะต้องหารือร่วมกัน เพราะสุดท้ายมันคือ การรับผิดชอบร่วมกันของฝ่ายค้านไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง ขอให้ปัญหานี้ใช้เหตุใช้ผลในการพูดคุย พรรคร่วมฝ่ายค้านมีเป้าหมายเดียวกัน คือไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดังนั้น ขอให้เอาจุดหมายปลายทางเป็นหลัก และทำหน้าที่ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตนให้ดีที่สุดดีกว่า

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ฝ่ายค้านจะโน้มน้าว ส.ส.ซีกรัฐบาลให้เห็นว่าการบริหารของรัฐบาลนี้มีความล้มเหลว ไม่ควรมีการสนับสนุนต่อไป เราอยากให้ ส.ส.รัฐบาลฟังการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน อย่าตัดสินเพียงแค่ว่าท่านอยู่ฝ่ายรัฐบาล แต่อยากให้ท่านตัดสินใจจากเนื้อหาสาระการอภิปราย และความรู้สึกของประชาชนว่าเขารู้สึกอย่างไร ท่านจะยืนเคียงข้างประชาชน หรือจะเป็นนั่งร้านให้ พล.อ.ประยุทธ์ต่อ ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคร่วมฝ่ายค้านมีข้อมูลและหลักฐานที่จะยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญต่อไปด้วย ตอนนี้มีประเด็นแล้ว