จับน้ำเสียง ‘บิ๊กตู่’ เปิดประเทศ 1 พ.ย.

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการภาครัฐและเอกชน กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยประกาศ 1 พ.ย. เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวไม่ต้องกักตัวตามเงื่อนไขและตั้งเป้าภายใน 1 ธ.ค. กลับมาดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน สถานบันเทิงเปิดได้ก่อนเข้าสู่ปีใหม่

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

การเปิดประเทศมีความจำเป็นและส่งผลให้เศรษฐกิจของโลกดีขึ้น รวมทั้งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจโลกดีขึ้นแล้ว ถ้าไทยยังไม่เปิดประเทศ ก็อาจจะได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น อาทิ ค่าน้ำมันที่สูงขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว แต่หากไทยยังอยู่เฉยๆ ไม่มีแผนเรื่องการเปิดประเทศ ก็จะทำให้ไทยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศเกิดความเสียหายได้ รวมถึงส่งผลให้ไทยไม่สามารถเติบโต หรืออาจจะไม่สามารถทำให้ภาคประชาชนกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้งด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้ที่มีการคลายล็อกดาวน์ให้กับกิจการต่างๆ มากขึ้น มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมทันตาเห็น เชื่อว่าในส่วนของภาคธุรกิจอื่นๆ อาทิ การท่องเที่ยวและบริการ ก็จะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น และมั่นใจว่าตอนนี้ประเทศไทยก็ยังเป็นประเทศที่น่าสนใจ ทั้งในด้านของการลงทุนและการท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของภาคการท่องเที่ยว อย่างที่ทราบกันว่ามีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) กว่า 10% หากไม่สามารถกู้คืนการเติบโตส่วนนี้ได้ในปัจจุบัน จะเป็นเรื่องใหญ่มากๆ จึงย้ำว่าการเปิดประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำให้เกิดขึ้น

นอกจากเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งเตรียมเปิดประเทศรับนักลงทุน และนักท่องเที่ยวแล้ว การช่วยเหลือผู้ประกอบการก็ยังเป็นเรื่องที่จะจำเป็นต้องทำอยู่ เนื่องจากหลายกิจการต้องปิดชั่วคราวไปกว่า 1 ปี เพราะฉะนั้นการกลับมาเปิดธุรกิจอีกครั้งจึงไม่สามารถทำกำไรได้ภายใน 6 เดือนแน่นอน ดังนั้น รัฐต้องช่วยเรื่องการชำระหนี้ ยังคงต้องยืดอายุหนี้ออกไปอีกประมาณ 1 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการกลับมามีสภาพคล่องที่ดีขึ้นก่อน ทั้งนี้ เชื่อว่าอย่างน้อย 3 ปี ผู้ประกอบการเหล่านี้จะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ต่อไป

โดยโจทย์ของรัฐบาล คือ เมื่อกลับมาเปิดประเทศแล้ว จะทำอย่างไรให้ธุรกิจที่ปิดตัวไปเป็นระยะเวลานานกลับมาฟื้นตัวได้ ซึ่งปัจจัยหลัก คือเรื่องของเงินทุนใหม่ จึงอยากเสนอให้ธนาคารต่างๆ อัดฉีด และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพิ่มการค้ำประกันเป็น 70% ให้กับธุรกิจที่เคยสร้างรายได้แต่ปัจจุบันขาดสภาพคล่อง หากธุรกิจเหล่านี้ได้รับการเติมสภาพคล่องเข้าไปก็จะช่วยให้การเติบโตของผู้ประกอบการกลับมาเติบโตอย่างแข็งแรงได้อีกครั้ง เพราะการเพิ่มวงเงิน บสย. ให้เป็น 70% ไม่ใช่เป็นเงินให้เปล่า เชื่อว่าประมาณ 2-3 ปี หนี้ก้อนนี้ก็จะถูกชำระจนหมดได้ และไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย เพราะภาครัฐเองก็จะได้เงินในส่วนนี้กลับมาในรูปแบบของภาษีเงินได้อีกด้วย

ส่วนการเปิดประเทศในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้จีดีพีปี 2564 เติบโตได้อีกหรือไม่ได้นั้น ตอนนี้เราเหลือเวลาอีกประมาณ 2 เดือนก่อนสิ้นสุดปี 2564 คาดว่าจะไม่ติดลบ และอาจเติบโตอยู่ที่ประมาณ 0-1% แต่สิ่งสำคัญคือบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารไปถึงผู้ประกอบการและประชาชนที่ต้องมีความชัดเจน ยกตัวอย่างแผนการเปิดสถานบันเทิง ในวันที่ 1 ธันวาคม รัฐต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าแต่ละกลุ่มจังหวัดที่แบ่งเป็นสีต่างๆ แต่ละพื้นที่สามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง นักดนตรีสามารถเล่นได้กี่คน กำหนดคนเข้าร้านกี่คน และต้องมีมาตรการอย่างไรบ้าง เนื่องจากในปัจจุบันการสื่อสารระหว่างภาครัฐและเอกชนยังมีปัญหาอยู่ จึงอยากให้มีการระบุให้ชัดเจนเพื่อให้ทุกจังหวัดนำไปสู่การปฏิบัติจริงและไม่เกิดปัญหาเหมือนในอดีตที่ผ่านมาต่อไป

ส่วนเรื่องที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้ คือการพบผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มขึ้น ปัจจุบันวัคซีนที่ฉีดให้กับประชาชนยังสามารถรักษาอาการป่วยได้ นอกจากนี้ยังมีการรักษาใหม่ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขออกมาอีก ทั้งในรูปแบบของยาและวัคซีน จึงเชื่อมั่นว่าจากการปฏิบัติดังกล่าวจะสามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์โควิดให้เบาลงกว่านี้ได้ต่อไป ทั้งนี้ หากโควิดไม่กลายพันธุ์เพิ่มอีก จะได้เห็นหลายประเทศกลับมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนเพิ่มขึ้นอีก และที่สำคัญในปี 2565 ไทยจะได้เป็นเจ้าภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับนักเดินทาง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ฟื้นตัวขึ้น และมั่นใจว่าจะเป็นปีที่ดีของไทยอย่างแน่นอน

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา
และประธานชมรมแพทย์ชนบท

เบื้องต้นสาระสำคัญในการแถลงต้องแยก เรื่องที่จะเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา คงทำเหมือนกับหลายประเทศจากมาตรการเดียวกัน ต้องฉีดวัคซีนครบโดส ผ่านการตรวจ RT-PCR จากประเทศต้นทางในประเทศที่มีการระบาดต่ำ หรือประเทศสีเขียว เมื่อมาถึงก็ตรวจที่ปลายทางอีกครั้ง หากทำได้จริง เข้มงวดในทางปฏิบัติก็คงไม่มีใครนำเชื้อเข้าประเทศ

แต่ประเด็นที่มีปัญหาน่าจะเป็นการเปิดสถานบริการเพื่อให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในวันที่ 1 ธันวาคม เรื่องนี้น่าเป็นห่วงมา เพราะอาจนำมาสู่การระบาดครั้งใหม่ มีผลกระทบทำให้คนไทยอดฉลองเคาต์ดาวน์ในเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากเชื้อโควิดชอบสถานที่อับ อากาศเป็นห้องปิด อากาศถ่ายเทน้อยมีความแออัด การเปิดสถานบริการมีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนโอกาสจะเข้าไปต้นรำ ดื่มกินแล้วเว้นระยะห่างเป็นไปได้ยากมาก ยืนยันว่าสถานบริการเป็นแหล่งเสี่ยงแพร่เชื้อสูงสุดในด้านการแพร่เชื้อ

เชื่อว่าเรื่องนี้บุคลากรทางการแพทย์น่าจะมีความกังวล มีข้อห่วงใยเป็นอย่างมาก ในความเป็นจริงหากจะออกมาโยนหินถามทางหรือต้องการหยั่งกระแส ควรให้ ศบค.ออกมาดำเนินการ ไม่จำเป็นที่นายกรัฐมนตรีจะออกมาพูดเรื่องเหล่านี้ จะมีปัญหาตามมาเพราะนายกรัฐมนตรีพูดนำร่องไว้แล้ว ขณะที่สัญญาณชัดเจนร้อนแรงขนาดนี้ นักลงทุนในธุรกิจสถานบันเทิงทั่วประเทศก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกด้าน จำเป็นต้องมีเม็ดเงินลงทุนพอสมควร น่าห่วงว่าหากเปิดแล้ว 2-3 สัปดาห์มีเชื้อระบาดหนักก็ต้องปิดอีกครั้ง สิ่งที่นักลงทุนทุ่มเทลงไป คือ ความเสียหายประเทศก็เสียหายด้วย

การตัดสินใจหงายหน้าไพ่เรื่องนี้น่าจะมีทีมกุนซือพยายามจะใช้ประเด็นนี้เป็นตัวช่วยสำหรับการเลือกตั้งใหม่ที่จะถึงในอนาคตอันใกล้ บรรยากาศโดยรวมต้องผ่านคลาย อาจทำให้มีพื้นที่สำหรับฝ่ายการเมืองออกไปทำกิจกรรมพบปะประชาชน สิ่งที่สำคัญที่นายกรัฐมนตรีจะไปให้สุดทางได้หรือไม่ตามที่พูดไว้ หัวใจหลัก คือ วัคซีนที่ประชาชนจะได้รับในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนนี้ วัคซีนจะมีมากพอสร้างภูมิคุ้มกันในระดับ 70-80% ของจำนวนประชากรได้หรือไม่ หากทำได้การเปิดประเทศเต็มรูปแบบในวันที่ 1 ธันวาคมก็เป็นไปได้ แต่ถ้าวัคซีนยังมีน้อยฉีดไม่เพียงพอ โอกาสของการระบาดระลอกใหม่ก็มีสูง

ปัจจุบันการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR สามารถตรวจได้วันละ 1 แสนราย หากนักเที่ยวต่างชาติเข้ามาวันละ 2 แสนราย เชื่อว่าตรวจได้ หากภาคเอกชนมีความพร้อมในการลงทุน สำหรับการกำหนดไทม์ไลน์ในการเปิดประเทศครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นการเปิดแบบวัดดวง หากจะเปิดจริงตามหลักการต้องดูจำนวนการฉีดวัคซีน หากวันที่ 1 ธันวาคม มีการฉีดวัคซีนจากทุกภาคส่วนมาร่วมทั้งหมดเกิน 80% ก็เปิดได้ แต่ส่วนตัวยังยืนยันว่าเป็นห่วงการระบาดในประเทศจากคลัสเตอร์สถานบริการ หากประเมินผิดพลาดก็จะลำบากมาก เป็นการเริ่มปีใหม่ 2565 ที่เหนื่อยยากมากขึ้น ทั้งที่ที่ผ่านมาทุกฝ่ายพยายามทำดีแล้ว

ถึงที่สุดไม่จำเป็นต้องเปิดประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีนำเสนอ แต่ไม่ปฏิเสธหากจะเปิดให้เศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าได้บ้าง แต่ไม่ใช่เปิดเพื่อเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาด หากจะเปิดสถานบริการ โรงเรียน มหาวิทยาลัยควรเปิดให้ได้ก่อน แต่ถ้าให้ผับบาร์เปิดได้ก่อนมหาวิทยาลัยจึงน่าจะดูเป็นเรื่องตลก และหากมีการระบาดเพิ่มผู้ปกครองก็อาจจะไม่ให้บุตรหลานไปโรงเรียน

สิ่งสำคัญถ้าเปิดประเทศแล้วเจอโรคระบาดซ้ำบุคลากรทั้งระบบจะเหนื่อยยากไปอีกอย่างน้อย 3-6 เดือน หรือสุดท้ายอาจจะไม่ได้ตามที่นายกรัฐมนตรีบอกไว้ เพราะการระบาดในครึ่งเดือนหลังของตุลาคมควบคุมได้ยาก และอาจมีการระบาดระลอกใหม่ในเดือนพฤศจิกายน แผนการเปิดประเทศก็คงไม่สำเร็จ เพราะช่วงนี้เป็นโควิดขาขึ้น การเปิดประเทศส่วนหนึ่งคงได้รับแรงกดดันมาจากกลุ่มทุนเครือข่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากไม่ได้ขายในสถานบันเทิงมานานแล้ว นอกจากจะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้าย เพื่อหวังเปิดพื้นที่ทางการเมืองจะเลือกตั้งแล้ว ยังน่าสงสัยว่ามีแรงกดดันอะไรที่ทำให้รัฐบาลต้องรีบออกมาประกาศแบบนี้เพื่อแบกรับภาระความเสี่ยง

วันวิชิต บุญโปร่ง
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

เป็นการเดิมพันอนาคตทางการเมืองและสิ่งที่คุณประยุทธ์เคยพูดว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน ซึ่งตนเองก็ได้ทำตามพันธสัญญาที่เคยแถลงไว้เมื่อ 120 วันก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในทางการเมือง เพื่อไม่ให้คนหยิบประเด็นว่าไม่สามารถเปิดประเทศตามที่ประกาศได้จริง ดังนั้น การเพิ่มลงไปในรายละเอียดว่าให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า สามารถเปิดได้เต็มที่ โดยเฉพาะสถานบริการกลางคืนในวันที่ 1 ธันวาคม เป็นการยืนยันความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะไม่มีการกลับคำพูด หรือแก้ไขในสิ่งที่ได้แถลงการณ์ไปทั้งหมดเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นมากกว่า

แรงกดดันทางการเมืองคือหนึ่งในสาเหตุ ต้องยอมรับว่าความนิยม ชื่นชม หรือวิกฤตศรัทธาที่มีต่อตัวคุณประยุทธ์ ทุกคะแนนการสำรวจตกต่ำลงทุกขณะ จึงแน่นอนว่าแรงกดดันทางการเมืองมีผลอย่างมาก ที่จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

คิดว่ากรณี “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” (Phuket Sandbox) จะเป็นกรณีศึกษานักท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะเข้ามาไทย ต้องยอมรับว่า “ภูเก็ตแซนบ็อกซ์” นักท่องเที่ยวไม่ได้เข้ามามากเท่าที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ คือส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญที่สุด คือการสร้างความเชื่อมั่นด้านการเข้าถึงวัคซีนของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่ยังไม่ได้รับเข็มแรก จะมีผลอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายที่บริการนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

อย่าลืมว่าเราไม่ได้กลัวเชื้อโรคจากต่างประเทศ แต่เรากังวลว่าไทยจะกลายเป็นคลัสเตอร์ แล้วนักท่องเที่ยว นักข่าวจากต่างประเทศเอาไปกระพือข่าวว่า ประเทศไทยมีการกระจายเชื้อ ไม่สามารถควบคุมโรคระบาดได้ ซึ่งน่ากลัวมากกว่า

การที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำให้ประชาชนการ์ดอย่าตก ดูแลตัวเองแบบครอบจักรวาลนั้น คล้ายกับเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ การที่นำเสนอแผนปฏิบัติการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รัฐบาลจะต้องมีความพร้อม ไม่ว่าสถานพยาบาล หรือวัคซีน ต้องมีเพียงพอ แต่เมื่อเกิดปัญหามาโทษประชาชนอย่างเดียวก็ไม่ถูก ฝ่ายการเมืองก็รู้ว่าแผนเผชิญเหตุที่จะต้องเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งสำคัญที่สุด การจะทำให้โควิด-19 อยู่กับคนไทยให้ได้เป็นภาวะปกติ โดยที่ประชาชนไม่ปริวิตกไปมากกว่านี้ ตรงนี้ต่างหากที่รัฐบาลจะต้องชูแผนขึ้นมา ไม่ใช่เมื่อเกิดปัญหาแล้วทุกคนจะต้องร่วมรับผิดชอบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบเป็นอันดับแรก ที่ว่าตนเองเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะเปิดแคมเปญรณรงค์เปิดประเทศในรอบนี้ผมแค่กังวลใจในช่วงสิ้นปี หลังจากผู้คนถูกกด ปิดกิจกรรมการดำเนินชีวิตอย่างปกติ เท่ากับว่าสิ้นปีจะเป็นการเฉลิมฉลอง พบปะสังสรรค์การรวมกลุ่ม รวมหมู่กันมากขึ้น นักวิเคราะห์หลายฝ่ายก็มองว่ามีแนวโน้มที่จะกลับมาระบาดได้ ตรงนี้ต่างหาก รัฐบาลจะรับลูกรับมือต่อเสียงวิพากษ์ และความวิตกกังวลในข้อนี้ได้อย่างไร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ศุภชัย’ ปัดตอบปม ‘พรพิมล’ ซบ ‘ภูมิใจไทย’ หลัง ‘เพื่อไทย’ มีมติขับ บอกตัวเองไม่ใช่ หน.พรรค
บทความถัดไปคอฟฟี่เบรก : ครองโพเดียม