‘สุพัฒนพงษ์ž’ ปักธง ‘4D’ บูสต์เศรษฐกิจพลิกโฉมไทย

4.11.21 | 11:00 น.

หมายเหตุ – นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประธานเปิดงานสัมมนา BOOST UP THAILAND 2022 และปาฐกถาพิเศษ Boost Up ทุบโจทย์ใหม่เศรษฐกิจไทย จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน ผ่านระบบไลฟ์สตรีมมิ่ง เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน

ผมได้มางานสัมมนาของหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 25 มีนาคมปีนี้ เป็นปีที่ยังคิดถึงและระลึกถึงการจากไปของพี่โต้ง (ฐากูร บุนปาน รองประธานคณะกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)) ในครั้งนั้นมาด้วยความหวังที่ล้นเปี่ยม ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไทยมีความสุขกับการเปิดประเทศ แม้ในตอนนั้นจะยังไม่มีวัคซีน เราสามารถอยู่กันได้ถึง 19 ธันวาคม 2563 หลังจากนั้นก็เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 คลัสเตอร์สมุทรสาครขึ้น แต่รัฐบาลก็พัฒนาการป้องกันและสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างดี ส่งผลให้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 ที่ผมได้มางานสัมมนาของหนังสือมติชน จึงเชื่อมั่นว่า ณ ตอนนั้นไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และปัจจุบันก็เชื่อมั่นว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เช่นกัน

หลังจากนี้ต้องเดินหน้าต่อ ในประเทศตะวันตกเริ่มเห็นความหวังแล้ว จากเดิมที่ก่อนหน้านี้สู้แบบไม่มีความหวังเพราะไม่รู้ว่าวัคซีนจะมาเมื่อไหร่ ช่วงนั้นก็ห่วงอยู่เหมือนกันว่าหากกลับมาระบาดอีกจะทำอย่างไร แต่เชื่อมั่นเพราะเราก็สู้มาหลายครั้งแล้ว จากการแพร่ระบาดเมื่อเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงที่หนักหนาเพราะไทยพบเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ การแพร่ระบาดแพร่ได้เร็วกว่าที่คิดไว้ ทำให้ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาค เห็นบางประเทศมีการติดเชื้อโควิด-19 จำนวนหลักเดี่ยว กลายเป็นหมื่นรายเช่นเดียวกัน ไม่ต่างจากไทย วันนั้นทุกคนตกใจ จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เตียงไม่พอ เจ้าหน้าที่มีความอ่อนล้า และยอมรับว่า ณ วันนั้นประชาชนขุ่นเคือง และพยายามเรียกร้องหาวัคซีน

เหตุการณ์เพิ่งผ่านมาเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว ต่างจากปัจจุบันนี้เลย ก่อนหน้านี้การเดินทางไปต่างประเทศต้องคิดแล้วคิดอีก ภาพต่างจากวันนี้ ที่มีคนไทยบางกลุ่มเดินทางไปต่างประเทศเพื่อฉีดวัคซีน ซึ่ง 4 เดือนที่กล่าวมา เป็นช่วงที่รัฐบาลต้องทำงานแข่งกับเวลาเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะต้องฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบ 50 ล้านโดส ในเดือนตุลาคม และฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของประชากร หรือประมาณ 50 ล้านคน ต้องได้ฉีดครบ 2 เข็ม ภายในปี 2564 แต่ในตอนที่นายกฯ ประกาศออกมาประชาชนขุ่นเคืองและไม่เชื่อมั่น รัฐบาลก็ก้มหน้าก้มตาทำ และพยายามร่วมมือกับทุกภาคส่วน อาทิ หน่วยงานด้านสาธารณสุข และภาคเอกชน ปัจจุบันเราได้ผ่านเดือนตุลาคม มาแล้ว

ขณะนี้ ไทยกำลังเดินหน้าไปที่เป้าหมายที่ 2 คือ เร่งฉีดวัคซีนให้ได้อย่างน้อย 70% ของจำนวนประชากร ภายในสิ้นปี 2564 ในการสัมมนาในครั้งนี้ จะมาพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศไทย (บูสต์อัพ)

Advertisement

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลทั้งป้องกัน ปกป้องรักษาให้เศรษฐกิจเดินหน้า เพราะโอกาสของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมาในช่วงเวลานั้นเช่นเดียวกัน รัฐบาลจึงพยายามรักษาการผลิต โดยเฉพาะในภาคการส่งออก ได้จัดทำโครงการบับเบิลแอนด์ซีล วิคตอรีแซนด์บ็อกซ์ และการเร่งฉีดวัคซีน ดูแลป้องกันในการดำเนินธุรกิจในการนำเข้าส่งออก ยังสามารถไปได้ และสามารถรักษาการผลิตได้อย่างดี อีกทั้งยังไม่เลิกล้มพยายามเดินหน้าเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เตรียมตัวที่จะทำให้เรื่องที่เคยเป็นรายได้หลักและหายไปในช่วงโควิด คือ ภาคการท่องเที่ยว โดยได้เริ่มโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นเดือนที่ยากลำบากที่สุด แต่เพื่อเป็นการตีอกชกลม เพื่อเตรียมพร้อมในการเปิดประเทศจริงๆ เมื่อเราฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ ซึ่งประสบความสำเร็จ และถือว่าเป็นต้นแบบที่ทั่วโลกจับตามอง เป็นการท่องเที่ยวแบบปลอดภัย โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจองห้องพักล่วงหน้าแล้วเกือบ 1 ล้านคืน และปัจจุบันประเทศไทยเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาพำนักและท่องเที่ยวแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรื่องของการเยียวยาต่างๆ เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลรู้ดีว่าในช่วงที่ผ่านมาประชาชนลำบาก ปัจจุบันรัฐบาลสามารถเยียวยาในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะพื้นที่สีแดงเข้ม ตอนนี้ทุกคนอาจลืมไปแล้วว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม ประเทศไทยเป็นสีแดงทั้งแผ่นดิน ขณะนี้ได้ทยอยเปลี่ยนสีดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่พื้นที่สีแดงเข้มรัฐบาลได้พยายามเยียวยาให้ครบทุกภาคส่วนแตกต่างกันไปตามผลกระทบที่ได้รับ ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ผ่านไปเร็วเหลือเกิน แต่สำหรับรัฐบาลเวลาดูช้าเหลือเกิน เพราะต้องบริหารจจัดการทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างแข่งกับเวลา เพื่อควบคุมการระบาด และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้ให้ได้ รวมถึงดูแลเยียวยาประชาชนอย่างดีให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

และปัจจุบันนี้เราก็ผ่านมาจนสามารถกลับมาเจอหน้ากันได้อีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้ต้องเจอกันผ่านออนไลน์ เราสามารถรักษาเสถียรภาพความเข้มแข็งทางการเงินการคลังให้อยู่ในระดับที่ดีพอสมควร ไม่ได้น้อยหน้าประเทศ อื่นๆ เลย สะท้อนได้จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ในปี 2564 ยังยืนยันว่าไทยมีเสถียรภาพคงที่ มองไปในอนาคตยังมีเสถียรภาพเช่นกัน เป็นสิ่งที่เราเตรียมพร้อมและได้เดินผ่านมาที่จะช่วยทำให้ทุกอย่างเตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าประเทศไทยได้ต่อไป ต้องขอบคุณทุกฝ่าย

ถึงแม้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2564 อาจไม่ได้สูงถึง 4% ตามที่เคยระบุไว้ เนื่องจากมีการระบาดโควิด-19 เกิดขึ้นรุนแรง วันนี้จะต้องเริ่มกันใหม่ เรามีบทเรียนจากที่ผ่านมา รวมถึงความพร้อมของประเทศไทยก็ยังเข้มแข็ง การทำงานเชิงรุกยังดำเนินการอยู่แม้ในช่วงการแพร่ระบาดก็ตาม รวมถึงการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และนำมาสู่การเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และภาคการผลิตเองไม่ได้หยุดใดๆ ทั้งสิ้น ถือว่าเริ่มกันอีกครั้งบนความมั่นใจ และบทเรียนที่ได้เรียนรู้ แต่ต้องเริ่มด้วยความเข้าใจของทุกคนที่เป็นประชาชน ว่าต้องรักษาวินัยการควบคุมการแพร่ระบาด การมีวัคซีน และการได้รับการฉีดวัคซีน ไม่ได้ทำให้เราป้องกันการติดเชื้อ ยังสามารถติดเชื้อได้ แต่อาการจะทุเลาหรือเบาลง และต้องรักษาวินัยเรื่องการรักษาการเว้นระยะห่างต่างๆ ที่มีมาตรฐานทางสาธารณสุข เพื่อให้เราเดินหน้ากันไปอีกครั้ง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผมได้พูดถึงโมเดลเศรษฐกิจแบบ 4D ประกอบด้วย

1.Digitalization การส่งเสริมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และต้องมีองคาพยพของการทำของการนำธุรกิจที่นำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องผ่านระบบแพลตฟอร์ม และระบบดิจิทัลต่างๆ

2.Decarbonization เป็นโอกาส และเป็นความท้าทาย ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศวันนี้ เป็นกติกาของสังคมโลก และประเทศตะวันตกที่กุมเศรษฐกิจใหญ่ของโลก มากกว่า 3 ใน 4 เขาตกลงกันแล้วที่จะลดก๊าซเรือนกระจก

3.Decentralization เป็นโอกาสของประเทศไทยเช่นเดียวกัน เป็นโมเดลเศรษฐกิจที่ใช้ประโยชน์จากการกระจายฐานการผลิตของบริษัท และอุตสาหกรรมชั้นนำที่ต้องการลดความเสี่ยงของปัญหาไชน่าพลัสวัน และปัญหาเทรดวอร์ จะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นฐานการผลิตของใครอีกต่อไป อีกทั้งช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดส่งผลให้ซัพพลายเชนได้รับผลกระทบ ดังนั้น การกระจายฐานการผลิตที่ 2 จะมีความจำเป็นมาก ไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมตรงนี้

และ 4.D-risk ไทยต้องปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น โดยคนจะแสวงหาที่พำนัก และอยู่อาศัย หรือมาประกอบกิจการเป็นแหล่งที่ 2 ของกิจการหลัก ในประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสาธารณสุข และประเทศที่มีศักยภาพในการให้ความมั่นใจในเรื่องความมั่นคงด้านอาหารสูง เข้ามาอยู่แล้วไม่อดตาย ปลอดภัย และมีสุขภาพที่ดี

ทั้งหมดนี้คือ 4 โอกาส ที่ผมเคยพูดเมื่อวันที่ 25 มีนาคมปีนี้ ตลอดระยะเวลา 6-7 เดือนที่ผ่านมา อยากสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้หยุดนิ่ง โดยดำเนินการควบคู่กันไปทั้งเรื่องของระบบสาธารณสุข และ 4 เรื่องที่เกี่ยวกับดิจิทัลเทคโนโลยีต่างๆ ปัจจุบันก็พยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สะสมกันมา และเรื่องเทคโนโลยี 5G ต่างๆ ตอนนี้มีการพัฒนาใช้กันเป็นปกติแล้ว การสื่อสารออนไลน์ต่างๆ เป็นเรื่องปกติ การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อการซื้อของ หรือการทำธุรกรรม และที่สำคัญที่สุดในช่วงการแพร่ระบาดและเยียวยาประเทศไทยได้มีการทดลองครั้งสำคัญ คือการจ่ายเงินเยียวยาให้ภาคประชาชนผ่านระบบแพลตฟอร์มที่รัฐบาลได้เตรียมไว้

ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องเกือบ 50 ล้านคน ได้รับเงินเยียวยา และได้มีประสบการณ์ใช้ดิจิทัล เป็นการทดสอบระบบที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง และวันนี้ยังใช้อยู่ ถือว่าเป็นความมั่นคงและความพร้อมของประเทศไทย จนเป็นที่เล็งเห็นของผู้ประกอบการรายใหญ่หลายๆ คน ที่อยากจะเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) เรื่องของดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกิจด้านคลาวด์เซอร์วิส และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงบิ๊กดาต้า อีกด้วย มีผู้แสดงความจำนงและสนใจลงทุนในระดับไฮเปอร์สเกล ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือเรื่องของภาษี และกฎกติกาต่างๆ หากได้ข้อสรุปเรื่องนี้ เราจะได้เห็นการลงทุนขนาดใหญ่ที่เป็นฐานสำคัญ ในการพัฒนาธุรกรรม ธุรกิจ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศ ทางด้านดิจิทัลไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้น

ในส่วนของ Decarbonization ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ได้เข้าร่วมและปาฐกถาในการประชุม COP26 และได้แสดงจุดยืนของประเทศไทย เป็นจุดยืนที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ที่ไทยจะก้าวไปสู่การเป็น net zero ในปี 2065 อีกประมาณ 44 ปี ระหว่างทางเราจะมีการกำหนดปีที่เราจะปล่อยคาร์บอนสูงสุดไม่เกินปี 2030 หรือประมาณ 9 ปีจากนี้ เป็นความท้าทายที่ประเทศไทยต้องทำ และอยู่พื้นฐานของความเป็นจริงเพราะที่ผ่านมาเราทำดีกว่าเป้าหมายมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องลดก๊าซเรือนกระจกต่อเนื่อง เราทำได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15% ที่ผ่านมา ทำได้ 17-20% จึงเป็นเหตุผลที่เรามั่นใจ

หากถามว่าแล้วเรื่องดังกล่าวดีอย่างไร เป็นไปตามกฎกติกา 75% ของประเทศที่ครองเศรษฐกิจของโลก เดินหน้าผลักดันเรื่องนี้ เขาเห็นเป็นปัญหาสำคัญและต้องรีบแก้ไข ส่วนกฎกติกาในอนาคตที่จะมาเป็นกฎบังคับต่างๆ จะเกิดขึ้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และภาษีคาร์บอน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพทำเรื่องนี้ เพราะความหลากหลายด้านพลังงานมีเยอะ อาทิ ไฟฟ้าจากไบโอแก๊ส ไฟฟ้าจากพลังน้ำ ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้าน สอดคล้องกันไปเพื่อให้กระบวนการสะอาดเข้าสู่เป้าหมาย และยังเรื่องของรถยนต์ประจุไฟฟ้า ภายในเดือนธันวาคมนี้ จะได้ข้อสรุปด้านนโยบาย และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มั่นใจว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไม่ว่าเป็นประเภทใดก็ตาม เพราะถ้าจะทำยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว เชื้อเพลิงไม่เป็นพลังงานสะอาด อาจไม่เป็นประโยชน์ ต้องรวบรวมตามกฎกติกาและสิ่งอื่นๆ จะตามมา และการที่ทีมปฏิบัติการเชิงรุกได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก พอเขาเห็นถึงประโยชน์และความพร้อม เห็นว่าไทยมีศักยภาพ เป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น นอกจากเรื่อง Decentralization ที่กล่าวไว้ข้างต้น

เรื่องของ D-risk คนจะแสวงหาประเทศที่น่าอยู่ น่าอาศัย และน่าพำนักในระยะยาว ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของประเทศไทย เราพึ่งพิงแต่นักท่องเที่ยวระยะสั้น ต้องใช้นักท่องเที่ยวถึง 40 ล้านคน เพื่อแสวงหารายได้ 2 ล้านล้านบาท จากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวแบบ 40 ล้านคน มันมีต้นทุนแฝงเรื่องสังคม ปัญหา และการทำลายทรัพยากรสิ่งแวดล้อม จึงอยากทำการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยคัดเลือกนักท่องเที่ยวยกระดับการท่องเที่ยวที่มีจำนวนน้อย แต่สร้างรายได้ และมูลค่าให้กับประเทศได้ทัดเทียมกับการพึ่งพิงนักท่องเที่ยวระยะสั้นได้หรือไม่

ที่สำคัญการดำรงอยู่ของต่างชาติที่พำนักระยะยาวที่จะมาในทิศทางของโลก มีโอกาสมากน้อยแค่ไหน จากการสำรวจ ปัจจุบันมีผู้สนใจประชาชนมากและจากภาวะโควิดที่ผ่านมาไทย เป็นประเทศหนึ่งที่ต่างชาติมุ่งเป้าหมายอยากมาอยู่และพำนักระยะยาว ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอนุมัตวีซ่าระยะยาว 10 ปี ให้กับชาวต่างชาติที่สนใจพำนักระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปี ดึงดูดชาวต่างชาติ 1 ล้านคน ในจำนวนนี้ คาดว่าจะใช้จ่าย 1 แสนบาทต่อเดือน รวมเป็นเงินกว่า 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี จะทำให้ไทยมีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 1 ล้านล้านบาทต่อปี เป็นรายได้ครึ่งหนึ่งของที่เราเคยได้และต้องอาศัยจากนักท่องเที่ยว 4 ล้านคน

กลุ่มคนที่จะดึงมาเป็นกลุ่มคนที่มีคุณภาพ และมีฐานะดี ที่พร้อมจะต่อ ยอดธุรกิจอุตสาหกรรมในประเทศต้นทางให้มาอยู่ในประเทศไทย และเรื่องของกลุ่มคนสูงอายุแต่ยังมีพลัง ความรู้ ประสบการณ์ที่พร้อมแบ่งปันให้กับคนไทย ให้ได้รับรู้และเรียนรู้เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศไทยต่อไป และกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือบริษัทใหม่ๆ ที่ประสงค์ให้พนักงานมาอยู่ในประเทศที่ 2 ซึ่งไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ที่จะอยู่ในสถานที่เดียวกัน สามารถให้พำนักอยู่ในประเทศที่ 2 ได้ ส่วนเรื่องธุรกรรมใหม่ๆ ไทยจะมีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น ส่วนอีกกลุ่มคือคนเก่ง หรือคนที่อยู่ในสาขาที่เราต้องการ คนเหล่านี้จะเข้ามาในประเทศไทย โดยทำให้มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้น อาทิ สินทรัพย์ดิจิทัล ปัจจุบันประเทศไทยมี พ.ร.บ.ควบคุมดูแลแล้ว โยงกับเรื่อง Digitalization และเรื่องสุดท้ายคือ Decentralization เป็นเสน่ห์ของประเทศไทยที่ทำมาต่อเนื่อง

เรื่องของการก่อสร้างถนนหนทาง ท่าเรือต่างๆ มีการเตรียมการกว่า 6-7 ปี เพื่อดึงดูดการย้ายฐานของอุตสาหกรรมใหม่ และอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เข้มแข็ง วันนี้ปรากฏชัดปี 2563 ผมได้โอกาสไปพูดในงานสัมมนาหลายที่ว่าตัวชี้วัดที่สำคัญของการฟื้นฟูกิจกรรมที่รัฐบาลได้ทำอย่างต่อเนื่องมาตลอด 6-7 ปีที่ผ่านมา จะได้เห็นชัดเจนปี 2564 ซึ่งเกิดขึ้นจริง โดยเดือนกันยายน 2564 ตัวเลขคำขอส่งเสริมการลงทุนของปี 2564 สูงถึง 5.2 แสนล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีคำขอเพียง 2.1 แสนล้านบาท และคาดว่าสิ้นปี 2564 จะมีตัวเลขขอส่งเสริมฯ รวมทั้งหมดประมาณ 6 แสนล้านบาท ดีกว่าปี 2562 หรือช่วงก่อนเกิดโควิดด้วยซ้ำซึ่งตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนปี 2564 ที่สูงขึ้นเกิดจากแรงดึงดูด และกระแสโลกปรับและย้ายฐานการผลิตสำคัญ รวมถึงอุตสาหกรรมสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เริ่มทยอยเข้ามา ในปี 2565 นิคมไบโอคอมเพล็กซ์ ที่จังหวัดนครสวรรค์ จะเริ่มก่อสร้างแล้ว การตัดสินใจ และการลงทุนเรื่องไบโอพลาสติกเกิดขึ้นแล้ว เข้าตัดสินใจเลือกประเทศไทย ซึ่ง 3 ปี หลังจากนี้ไทยจะเป็นประเทศที่มีไบโอพลาสติกใหญ่ที่สุดในโลก

ทั้งหมดนี้ จะเชื่อมโยงกันและกัน พลังดึงดูดที่เกิดขึ้นในปี 2565 และปีถัดไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงานสะอาด ทุกผู้ประกอบการขนาดใหญ่ได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้วในที่ประชุม COP26 ว่าในปี 2050 หรือในบางบริษัทจะเริ่มในปี 2030 ด้วยซ้ำ ในการที่จะปรับเปลี่ยนและทำให้คาร์บอน หรือก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ให้ได้ เรื่องเหล่านี้จะมีผลต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิต ที่ต้องนำเรื่องนี้มาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ เพราะมันจะเป็นต้นทุนแฝงที่จะเกิดขึ้น คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่จะปรากฏอยู่ในสินค้าทุกประเภท ไม่ว่าเราส่งออกหรือขายในประเทศก็แล้วแต่จะถูกปรากฏออกไป ใครมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์สูง ภาษีก็จะสูงตามไปด้วย กฎกติกา สนธิสัญญาต่างๆ เรื่องเหล่านี้ต้องเอาไปประกอบการพิจารณาทางการค้าต่างๆ อยู่ในขั้นตอนเจรจา หากประเทศไทยนำเรื่องนี้เข้าไปพูดคุย เชื่อว่าที่ล่าช้าอยู่จะไปด้วยความรวดเร็วมากขึ้น เพราะเรามีความพร้อมแล้ว

ที่กล่าวมานี้คือสิ่งที่รัฐบาลทำได้ และเป็นการสร้างระบบนิเวศเชื่อว่าวันนี้ใน 4D รัฐบาลได้เตรียมการไว้พอสมควร ถือได้ว่าไม่ด้อยไปกว่าประเทศใดในโลกนี้ แต่ประชาชนอาจจะได้ทยอยเห็นในหลายเรื่องๆ เพราะแต่ละเรื่องใช้เวลานาน เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญ และต้องการพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐาน จากรถไฟทางเดียวที่อยู่คู่กับเรามากว่า 100 ปี มาลงทุนรถไฟทางคู่ จากเดิมที่กลัวเพราะใช้งบประมาณเยอะ แต่ปัจจุบันมีการลงทุนแล้วกว่า 1 พันกิโลเมตร ปลายปี 2564 รถไฟจีนเริ่มเชื่อมต่อกับประเทศไทย ส่วนการเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคสู่ทะเลอ่าวไทย สินค้าของไทยจะไปสู่ตอนกลางของจีนได้ง่ายขึ้น แต่น่าเสียดายที่ประเทศเมียนมามีปัญหาการเมืองในประเทศ ไม่เช่นนั้นอาจได้เห็นการเชื่อมต่อระหว่างถนนจากกรุงเทพฯถึงกาญจนบุรี และไปสู่ทวาย เชื่อมโยงกัมพูชาได้ไม่ยาก มีการเตรียมงบประมาณไว้แล้ว คงต้องรอให้สถานการณ์โควิดคลี่คลาย อุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งเกษตร และการค้าต่างๆ จะทำได้สะดวกขึ้นต่อไป

รัฐบาลได้พยายามเต็มที่ แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ต้องทำงานแข่งกับเวลา ในเรื่องของการควบคุมการแพร่ระบาดต่างๆ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา คู่ขนานกับการปฏิบัติการเชิงรุก และพยายามสร้างระบบนิเวศน์แข่งกับเวลา เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลในการเตรียมการ ระบบนิเวศน์ต่างๆ พร้อม สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นระบบนิเวศใหม่ที่สะท้อนถึงกระแสโลก และพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และจะค่อยๆ ทยอยเกิดขึ้นแล้ว เราจะเห็นเองในอีกไม่กี่ปีจากนี้ ขอเพียงให้ทุกคนเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เราจะไม่หยุดเดินหน้าชักจูงดึงดูด มีโอกาสเราจะเดินหน้าชักจูงนักลงทุนต่างประเทศให้เข้าใจ และเข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นใหม่ที่จะสอดคล้องกับกระแสสังคมโลก

ฝากผู้ประกอบการไทยให้ความเชื่อมั่นและลงทุนในส่วนนี้ต่อยอดกับที่มีอยู่ นอกจากเรื่องการลงทุนแล้ว ก็มีชาวต่างชาติที่พร้อมเข้ามาพำนักอาศัยในระยะยาว มาร่วมกันสร้างพัฒนาประเทศไทย ส่วนระบบราชการ ภายใต้การดูแลของ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับเร่งรัดให้ระบบราชการทำงานเร็วขึ้น โดยเฉพาะระบบศุลกากร เอกสารชุดเดียวทำครั้งเดียว ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเลย เว้นแต่ใบอนุญาตข้างเคียงต้องไปทำแยกต่างหาก ในอนาคตจะมีการพัฒนาเรื่องอื่นๆ ให้มีความชัดเจนต่อไป

ทุกอย่างจะพลิกโฉมประเทศไทย หรือการบูสต์อัพไทยแลนด์ ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว เป็นความร่วมมือของประชาชนทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนเรามาร่วมกัน หากสามารถทำได้การพลิกโฉมของประเทศไทยก็เป็นเรื่องไม่ยาก

ส่วนปี 2565 เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าจะดีขึ้น คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5-6% ในกรณีที่ไม่พบการแพร่ระบาดระลอกใหม่ คิดว่ามีโอกาส ทุกคนต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพราะเวลานี้เป็นเวลาสำคัญ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจแล้ว รักษาเสถียรภาพความมั่นคงในประเทศ เราจะนำพาให้ไทยฟื้นฟูกลับไปเข้มแข็งมากกว่าเดิมภายใต้บริบทใหม่ เราพร้อมแล้ว