ประสานเสียงเห็นพ้อง แก้ ม.272-ส.ว.เลือกนายกฯ

12.12.21 | 09:11 น.

หมายเหตุความเห็นนักการเมือง-นักวิชาการ กรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร นักวิชาการอิสระ และคณะ ยื่นเจตจำนงต่อการเข้าชื่อประชาชนเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เลือกนายกรัฐมนตรี

รังสิมันต์ โรม
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

ข้อกังวลว่าอาจจะถูกคว่ำเหมือนกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของไอลอว์ และร่างของกลุ่มรีโซลูชั่นหรือไม่นั้น หากมองกันในตามความเป็นจริงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกคว่ำในวาระ 1 เพราะ ส.ว.คงไม่ต้องการให้อำนาจที่มีอยู่ของตัวเองถูกแตะต้อง หรือถูกลดทอนอำนาจลง

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าฝ่ายต่างๆ ต้องยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเฉพาะประเด็นการยกเลิกอำนาจ ส.ว.เรื่อยๆ เพื่อเป็นการตอกย้ำว่ามาตรา 272 เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ออกจากวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

Advertisement

การเรียนรู้ของคนเราไม่เท่ากัน สำหรับ ส.ว.ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้มากกว่าคนอื่นๆ ที่จะเข้าใจว่ามาตรา 272 เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการจริงๆ จึงต้องพูดและทำซ้ำๆ

ทั้งนี้ ผมคิดว่าเรายังไม่สิ้นหวัง ถึงที่สุด ส.ว.ก็ต้องตระหนักเองว่าการทำในสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกและความต้องการของประชาชนจะทำให้ตัวเองไม่สามารถอยู่ในประเทศนี้ได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่องค์กร ส.ว.แต่เจาะจงไปที่ ส.ว.คนนั้นๆ ที่ขัดขวางไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้วย

ส่วนพรรค ก.ก.จะสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่นั้น หากเป็นร่างที่มาจากประชาชนพรรค ก.ก.จะเห็นด้วยในวาระ 1 เพราะถือว่าประชาชนเห็นควรเช่นนั้น

จากนั้นค่อยมาพิจารณาในรายละเอียดและปรับปรุงต่อได้ในวาระ 2 ในชั้นการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ

ทั้งนี้ การเสนอยกเลิกอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ เป็นหลักการที่เราพูดมาโดยตลอด จึงพร้อมหนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเหมือนกับที่เคยสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในร่างไอลอว์

วันชัย สอนศิริ
สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

ในมาตรา 272 ที่ให้ตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ส่วนตัวแสดงจุดยืนในเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่ามาตรา 272 มีไว้ในระยะเปลี่ยนผ่านเท่านั้น คือในช่วงระยะเลือกตั้งกับระหว่างที่จะมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งผ่านช่วงนั้นมาแล้วจึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะคามาตรานี้ไว้ต่อไป

ผมจึงแสดงจุดยืนว่าสนับสนุนให้มีการแก้ไขมาตราดังกล่าว ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการมาแล้วแต่ไม่ผ่านสภา เพราะการเสนอแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ดี การเสนอแก้ทั้งหมดก็ดี การเสนอแก้ทีละหลายญัตติก็ดี ผมมองว่าเกิดความสับสน เกิดความไม่ชัดเจน ทำให้ขาดพลัง ขาดเอกภาพในการทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในช่วงสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ วันเวลาก็เปลี่ยนผ่านมาแล้ว ในช่วงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ผมคิดว่าอาจจะเป็นจังหวะหนึ่งเท่านั้น และการเสนอครั้งนี้เป็นการเสนอในญัตติเดียว เรื่องเดียว มาตราเดียวผมว่าในการเสนอเช่นนี้นั้นทำให้มีพลังและมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

โดยหากมีการเสนอเข้าสภา ในฐานะที่เป็น ส.ว.คนหนึ่งก็พร้อมจะสนับสนุน ไม่ว่าจะมีอีกกี่ครั้งก็จะสนับสนุน ส่วนเพื่อนสมาชิกคนอื่นจะเห็นเป็นประการใดก็เป็นอีกเรื่อง

นอกจากนี้ มองว่าสถานการณ์ วันเวลาต่างๆ ทั้งหมดก็เปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งอีกประมาณ 1 ปีนี้ กลับยิ่งเป็นตัวกระชับพื้นที่ที่ควรจะต้องเปลี่ยนมาตรานี้ในสถานการณ์นี้

ผมยืนยันว่าเรื่องนี้หาก ส.ส.รวมพลังกันแข็งขัน ต่อรองกันอย่างจริงจังทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่แตกกัน จะสามารถที่จะมุ่งไปสู่การผลักดันให้สำเร็จได้ เชื่อเหลือเกินว่าไม่มีแรงอะไรที่จะมาต้านเรื่องนี้ได้

ส่วนจะมีโอกาสจะสำเร็จหรือล้มเหลวหลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาหรือไม่ อย่างไรนั้น มองว่าสถานการณ์ครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูง และทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวกับ ส.ว.เลย เพราะ ส.ส.ไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ส.ส.เองก็แตกกัน ไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้ ทุกการเมืองด้วยแต่หากพรรคร่วมรัฐบาลแข็งขันบอกจะเอาเรื่องนี้จริงๆ อะไรจะไปค้านได้

ซึ่งขอยืนยันอีกครั้งว่าที่ผ่านมาที่ล้มเหลวไม่เกี่ยวกับ ส.ว. ทั้งนี้ หาก ส.ส.ทั้งสภาและทุกการเมืองร่วมมือกันจริงๆ ในเรื่องนี้สามารถประสบกับความสำเร็จได้ ช่วงที่ผ่านมาที่ล้มเหลวเกิดจาก ส.ส.ไม่รวมกันและไปโยนบาปให้ ส.ว. ความจริงไม่ได้เกี่ยวเลย หาก ส.ส.แข็งจริง ทุกพรรคการเมืองเอาเรื่องนี้กันจริงๆ เชื่อว่าผ่าน ส.ว.จะไม่สามารถต้านได้

สำหรับข้อเสนอแนะมีอย่างเดียวคือ หากนายสมชัย ศรีสุทธิยากร และคณะ ในฐานะผู้เสนอสามารถประสานกับ ส.ส.ทุกพรรคการเมืองให้เห็นเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เชื่อว่าสามารถทำสำเร็จ เพราะเชื่อว่าอย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนสนับสนุนอยู่แล้ว และเป็นผลประโยชน์ของ ส.ส.โดยตรง

ฉะนั้น หากสามารถไปรวมเสียงของ ส.ส.ได้จริงๆ คิดว่าไม่มีอะไรที่จะมาคัดค้านได้

ธเนศวร์ เจริญเมือง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

เห็นด้วยที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะไทยมีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ส่งผลได้ผู้แทนในสภา และรัฐบาลที่มาจากประชาชน

แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 แม้ผ่านการลงประชามติ ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ เพราะการเข้าสู่อำนาจของ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่มาจากประชาชนโดยตรง

เมื่อ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งก็ต้องตอบแทนผู้แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี และสนับสนุนรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จาก ส.ว.บางรายได้รับการแต่งตั้งตั้งแต่ยึดอำนาจเมื่อ ปี 2549 หรือ 15 ปีที่ผ่านมา ยังคงเป็น ส.ว.มาจนถึงปัจจุบัน

สะท้อนให้เห็นเครือข่ายอำนาจเผด็จการได้ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ดังนั้น โอกาส ส.ว.ที่ให้ผ่านแก้ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นไปได้ยาก เพราะไม่มีใครอยากเชือดคอตัวเองเนื่องจากมีค่าตอบแทนสูง มีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่

ช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่าการพัฒนาประเทศเป็นไปแบบถอยหลัง นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น อาทิ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เนื่องจากสถานการณ์การเมืองไม่มีเสถียรภาพ ประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ต้องยกเลิกหรือไม่มี ส.ว. เนื่องจากไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อประชาชนหรือส่วนรวม ดังนั้น ให้เหลือสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพียงสภาเดียวเท่านั้น เพราะมาจากประชาชนโดยตรง หากมี ส.ว. 250 คนต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ใช่การแต่งตั้งอย่างใด

ในปี 2565 จะครบรอบ 90 ปีการเปลี่ยนแปลงปกครองประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแบบจอมปลอม นับตั้งแต่ปี 2475 การพัฒนาประชาธิปไตยยังไม่ไปถึงไหน เพราะแพ้อำนาจ และอยู่ภายใต้การปกครองของชนชั้นสูง

แต่เป็นการเรียนรู้ ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์ไม่ว่าแพ้หรือล้มมากี่ครั้ง ต้องเดินหน้าสู้ต่อ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และขยายผลแนวคิดไปสู่ประชาชนมากขึ้น เพื่อคืนอำนาจกลับมาสู่มือประชาชนอย่างแท้จริงอีกครั้ง

สุรวุฒน์ ช่อไม้ทอง
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากอำนาจหน้าที่หลักของ ส.ว.คือการกลั่นกรอง แต่ในช่วงหลังๆ มานั้น ส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งจาก คสช.ในช่วงนั้นได้เข้ามามีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

ซึ่งจริงๆ แล้ว ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง หรือการสรรหา ไม่ควรที่จะมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีเข้ามาด้วย เพราะเมื่อมาจากการแต่งตั้ง หรือการสรรหาก็อาจจะมีการเลือกเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทนเข้ามา

ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับการล่ารายชื่อเพื่อตัดอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีออกไป แต่แม้จะสามารถล่ารายชื่อได้ครบ 70,000 รายชื่อแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 272 ได้ เพราะอำนาจก็ยังคงอยู่กับ ส.ว.อยู่กับสภา

ดังนั้น หาก ส.ว.เหล่านั้นยังต้องการอยู่ในอำนาจ การแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถสำเร็จลงไปได้ ส่วนตัวมองว่ามีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวในการยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้สูงกว่าร้อยละ 60 เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าหากสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะในสังคมประชาธิปไตยควรจะให้อำนาจ ส.ส.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งมีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นผู้ที่มาจากการเลือกของประชาชน มากกว่าผู้ที่มาจากการแต่งตั้ง

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการล่ารายชื่อก็อาจจะมีมาตรการในการกดดันต่างๆ ซึ่งอาจจะดึง ส.ส.หรือ ส.ว.ที่มีแนวคิดเดียวกันมาร่วมปฏิบัติการด้วย

ปิยณัฐ สร้อยคำ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ส่วนตัวเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งและมองว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กำหนดให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรปรากฏในรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก

เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น การลงมติแต่งตั้งบุคคลให้เป็นนายกรัฐมนตรีจึงควรเป็นอำนาจของประชาชนที่วางใจให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แทนในการเลือก

ซึ่งการที่มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้กำหนดให้วุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งตามการเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีส่วนในการเห็นชอบนายกรัฐมนตรี โดยมุ่งหมายให้วุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจเพื่อร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น จึงเป็นการทำลายเจตนารมณ์ของหลักการประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา 272 จะระบุว่าอำนาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาในการเห็นชอบนายกรัฐมนตรีมีผลในระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ

ซึ่งในขณะนี้ก็เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว และจะสิ้นผลเมื่อครบกำหนดตามบทเฉพาะกาลในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าวให้เร็วที่สุดจะเป็นผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะประเทศประชาธิปไตยจากมุมมองของประชาคมระหว่างประเทศ

ในขณะเดียวกันจะเป็นหลักประกันว่าเสียงและความต้องการของประชาชนจะได้รับการเคารพและถูกนำมาใช้ในการเลือกผู้นำของประเทศอย่างแท้จริง

นอกจากนี้หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองและมีการจัดการเลือกตั้งในช่วงที่มาตรา 272 ยังมีผลบังคับอยู่ การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจเกิดข้อครหาและการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอาจไม่สง่างาม ด้วยเหตุนี้ส่วนตัวจึงเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าว

แต่ความสำเร็จและโอกาสในการยกเลิกมาตราดังกล่าวนั้นส่วนตัวมองว่ายังมีความเป็นไปได้น้อย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังมีกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาต้องพิจารณาตามกระบวนการ และเสียงของวุฒิสภายังคงมีบทบาทสำคัญในการเห็นชอบหลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุแห่งความยากดังกล่าว ประชาชนชาวไทยคงได้แต่รอคอยความหวัง โดยเฉพาะความหวังที่ว่าวุฒิสภาจะเห็นความสำคัญของหลักการประชาธิปไตย เคารพในเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ และเห็นชอบในการยกเลิกมาตราดังกล่าวให้ไวกว่าเวลาที่รัฐธรรมนูญได้กำหนด เพื่อคืนอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีไปสู่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของประชาชน