‘สมศักดิ์’ชู ‘พืชกระท่อม’ ลุยปลดล็อก-สร้างมูลค่ามหาศาล

หมายเหตุ – นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงวิชาการ “อนาคตกระท่อมกับการปลดล็อกสู่พืชเศรษฐกิจ” และปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เมื่อกระท่อมไม่ใช่ สารเสพติด แต่เป็นพืชเศรษฐกิจทำเงิน” ณ อาคารสำนักงานบริษัท ข่าวสด จำกัด เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2564

อนาคตพืชกระท่อมของประเทศไทยในวันนี้ ต้องบอกว่ากว่าจะปลดล็อกได้ใช้เวลามาถึง 78 ปี ใน 78 ปีนี้มีผู้คนที่พยายามที่จะปลดล็อกมากมาย มีนักการเมืองหลายท่าน ตั้งแต่ผมเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรใหม่ๆ ในปี 2526 มีอยู่ท่านหนึ่งเป็นเหมือนพี่ เป็นผู้แทนราษฎรภาคใต้ ตอนหลังผันมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา คือ คุณภิญญา ช่วยปลอด ท่านเป็นเพื่อนกับ เจ้านายผม ท่าน มนตรี พงษ์พานิช ซึ่งท่านภิญญาพูดถึงกระท่อมและได้ทำการศึกษามากมาย ผมก็สงสัยว่ามันดียังไง และทำไมถึงต้องใช้เวลามากมายนานถึงขนาดนั้น ถึงจะปลดล็อกหรือจะมาดำเนินการทำให้กระท่อมมันถูกต้องตามกฎหมายและมีประโยชน์อย่างไร

ผมเป็นแฟนไก่ชน ผมเห็นพี่เลี้ยงไก่ชนปลูกกระท่อมไว้ ถามว่าปลูกไว้ทำไม เขาบอกว่านำใบมาเคี้ยวแล้วเป็นยาชูกำลัง วันหนึ่งเคี้ยวไปใบหนึ่ง แต่สังเกตว่ากระท่อมที่ปลูกไว้ใบแทบไม่เหลือ คนผ่านไปผ่านมาชอบมาเด็ด ตอนนั้นยังผิดกฎหมายที่ปลูกไว้ต้องแอบ ผมว่าไม่น่าจะดี เพราะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ยังฝังใจอยู่ว่าคนที่ใช้แรงงาน ประชาชนและชาวบ้านก็ใช้กันมาก โดยเฉพาะภาคใต้ใช้มากสุด ปริมณฑลรอบๆ กรุงเทพฯ ก็ปลูกกันทั่วไปหมด ปลูกแบบขึ้นทะเบียนกับไม่ขึ้นทะเบียน

ขณะนั้นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ขึ้นทะเบียนไว้ 135 หมู่บ้าน ใน 1 หมู่บ้าน มี 300 คน ให้ปลูกคนละ 3 ต้น เพราะขึ้นทะเบียนไม่ให้ปลูกมาก เมื่อได้ข้อมูลในการดำเนินการแก้ไขปัญหาและเห็นว่ามีประโยชน์ มีคนเรียกร้อง มีรายงาน มีการศึกษาไว้ก่อนล่วงหน้ามากมาย เราก็เอามาต่อยอด เมื่อต่อยอดแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีปลดล็อก โดยไปปลดในกฎหมายยาเสพติดให้โทษปี 2522 มีแก้ไขหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายปี 2564 มีการแก้ไข และมาแก้ไขโดยการปลดล็อกกระท่อมจากยาเสพติดประเภท 5 ให้เป็นพืชสมุนไพร
พืชเศรษฐกิจของประเทศ

Advertisement

ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2563 ยกร่างเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ผ่านขั้นตอน ผ่านกฤษฎีกาใช้เวลา 6 เดือน ผ่านสภาใช้เวลาอีก 5 เดือนครึ่ง ผ่าน ส.ว.ใช้เวลาอีก 2 เดือนครึ่ง และขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ มีพระราชกิจจานุเบกษาและประกาศบังคับใช้อีก 90 วัน กับอีก 3 เดือน รวมเวลา 1 ปี 7 เดือน ในการออกกฎหมาย แก้กฎหมาย ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่แก้เสนอกฎหมายช้ามาก ยังดี สภาผู้แทนราษฎรอยู่ 2 ปีครึ่งแล้ว ในอดีตผมจำความได้ ผมเป็นผู้แทนราษฎรปี 2526 มี 3 ปี 2 ปีบ้างที่ยุบสภา สมัยที่ปีเดียวยุบสภาผมว่าไม่ได้กฎหมายสักฉบับ นี่ยังโชคดี เราทำกฎหมายเสร็จ

จากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น มีร่องรอยมีประวัติ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งของจังหวัดลำปาง ในปี 2481 มีการ พูดคุยบันทึกประวัติของพืชกระท่อมไว้ว่า เข้ามาเป็นยาเสพติดตั้งแต่ปี 2468 เพราะในขณะนั้นรัฐบาลเปิดให้ปลูกฝิ่นและเก็บภาษีฝิ่น แต่ภาษีไม่ได้ตามที่ต้องการ เพราะคนไม่นิยมฝิ่น แต่นิยมพืชกระท่อม เลยออกกฎหมายปิดล็อกให้พืชกระท่อมเอามากิน มาสูบ มาเคี้ยวได้ เป็นยาเสพติดตั้งแต่นั้น เป็นยาเสพติดมายาวนาน

ในเรื่องของพืชกระท่อมที่ปลดออกมาได้ เพราะอนุสัญญาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดระหว่างประเทศ ไม่ได้ชี้ว่าพืชกระท่อมเป็นยาเสพติด ซึ่งแตกต่างจากกัญชาในอนุสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับยาเสพติดบอกว่ากัญชาเป็นยาเสพติด แต่ประเทศในยุโรปอาจจะเป็นเป้าหมายในการขายพืชกระท่อมของเรา เขากำลังปริมาณ ไมทราไจนีน หรือเซเว่น
ไฮดรอกซี เป็นส่วนสำคัญซึ่งมีปริมาณน้อยมาก หนึ่งในร้อยของไมทราไจนีนสามารถผลิตเป็นสารที่ระงับการปวด เป็นมอร์ฟีน หรือสิ่งต่างๆ สามารถทำได้และมีราคาแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชกระท่อมไทย มีปริมาณของเซเว่นไฮดรอกซีสูงกว่าประเทศอื่นๆ

อย่างที่ผมบอกว่ากระท่อมขึ้นทะเบียนไว้ 135 หมู่บ้าน ของ ป.ป.ส. ใน 1 หมู่บ้าน มีประมาณ 300 คน ปลูกได้คนละ 3 ต้น ไม่ให้ปลูกเยอะเพราะยังผิดกฎหมาย ไว้ใช้ในวิถีไทย วิถีชนบท ในการดำเนินการตรงนั้น และกระท่อมสามารถเก็บผลผลิตในหน้าฝน 3 เดือน เดือนหนึ่งเก็บ 3 ครั้ง ครั้งละ 10 กิโลต่อต้น ในหน้าแล้ง 9 เดือน ใน 1 ปี มี 12 เดือน ใน 9 เดือน เก็บได้เดือนละ 2 ครั้ง ครั้งละ 7 กิโลกรัม ใน 3 ครั้ง 3 เดือน ก็เป็น 9 ครั้ง ก็ได้ 90 กิโลกรัม ใน 1 ต้นช่วงหน้าฝน แต่หน้าแล้งได้ 18 ครั้ง ครั้งละ 7 กิโลกรัม ก็ 126 กิโลกรัม ต้นหนึ่งรวมแล้วได้ 216 กิโลกรัม เราให้ชาวบ้านปลูกแค่ 3 ต้น นำ 3 มาคูณ 216 ได้ 248 กิโลกรัม ใน 1 ไร่ ปลูกได้ 25 ต้น คำนวณแล้ว 5,400 กิโลกรัม ให้ปลูก 3 ต้น ปีหนึ่งได้ผลผลิต 648 กิโลกรัม ราคากิโลละ 300 บาท คิดเป็นเงินได้ 194,400 บาท แต่จริงๆ วันนี้ไม่ใช่กิโลละ 300 บาท เป็น 500 บาทแล้ว

เมื่อประเมิน 135 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 300 คน คนละ 3 ต้น ได้ออกมาเกือบ 5,000 ไร่ ประมาณ 12,000 กว่าต้น และจากการสำรวจวันนี้พืชกระท่อมที่ไม่ขึ้นทะเบียนมีไม่น้อยกว่า 3 เท่าของที่ขึ้นทะเบียน กลายเป็นว่าพืชกระท่อมในประเทศไทยมีอยู่แค่ 20,000 ไร่เท่านั้น แต่ถ้า 1 ไร่ ขาย 300 บาทต่อกิโลกรัม ถ้า 20,000 ไร่ ขายใบสดอย่างเดียวเกือบ 33,000 ล้านบาทต่อปี เราเปลี่ยนจากกระดาษที่บอกว่าห้ามปลูกพืชกระท่อมเพราะเป็นยาเสพติด มาเป็นของถูกกฎหมายทันที วันนี้ใช้มาหลายเดือนแล้ว ยังไม่เห็นมีใครบอกว่าเป็นพิษเป็นภัยอะไรเลย เป็นเงินทันที 33,000 ล้านบาทต่อปี

โดยยังไม่แปรสภาพเป็นอย่างอื่น เป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เป็นการขายสด อย่างวันนี้มีหมากฝรั่ง น้ำดื่มพืชกระท่อม ถ้าหากว่าเราไปทำเป็นมอร์ฟีน ยารักษาโรค เครื่องสำอาง อาหาร หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ผมว่าจะเพิ่มมูลค่าอย่างมหาศาล และเราทำอะไรได้บ้าง มีผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ยาตามแผนไทย ยาพัฒนาจากสมุนไพรอื่นๆ ยาลดอาการถอน และทดแทนสารเสพติด ระงับการอักเสบ แก้ไอ แก้ท้องเสีย ยาควบคุมน้ำหนัก ยาลดรักษาน้ำตาลในเลือด และยารักษาอาการซึมเศร้า ซึ่งรักษาอาการซึมเศร้ายุโรป อเมริกาสนใจว่าจะรักษายังไง โดยยาแผนไทยและสมุนไพรมีมูลค่าการตลาดถึง 190,000 ล้านบาท

ส่วนพืชกระท่อมสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ เช่น ชา เครื่องดื่มสมุนไพรควบคุมน้ำหนัก โดยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมควบคุมน้ำหนักมีมูลค่าตลาด 667,000 ล้านบาท และพืชกระท่อมยังสามารถนำไปพัฒนาเป็นเวชสำอาง ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 70,400 กว่าล้านบาท และมูลค่าการนำเข้า 22,000 กว่าล้านบาท มูลค่าเครื่องสำอางสบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว มีมูลค่ารวม 92,000 กว่าล้านบาท รวมทั้งหมดแล้วมีมูลค่าถึง 949,000 ล้านบาท สามารถนำไปทดแทนพวกนี้ได้

ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ เครื่องดื่มชูกำลัง ที่มีพืชกระท่อมเป็นส่วนผสม กาแฟร้อน ชาร้อนพร้อมดื่ม มีมูลค่าตลาดรวมถึง 107,000 กว่าล้านบาท อีกส่วนที่เห็นชัดเลยในเป้าหมายเรา คือ ตลาดมอร์ฟีนเพื่อนำไปใช้ทดแทนมอร์ฟีน เซเว่นไฮดรอกซี ไมทราไจนีน ซึ่งมอร์ฟีนในต่างประเทศ มหาอำนาจอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ผลิตขาย 500,000 ล้านบาทต่อปี รวมๆ แล้วประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท ที่เราเห็นเป้าหมายอยู่

ในแนวทางที่ผมอยากเรียนว่า ต้นร่างของ พ.ร.บ.พืชกระท่อมเป็นกฎหมายรองที่ตามไป เราเสนอปลูกแค่ 3 ต้น แต่เข้าไปอยู่ชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ผมเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญฉบับกฎหมายรอง คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าถ้าบังคับปลูกแค่ 3 ต้น จะขัดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญของไทยอิสระเสรีภาพ ไม่จำกัดปริมาณจำนวน ถ้าไปเขียนให้ประชาชนปลูกไม่เกิน 3 ต้น และในส่วนของห้างร้านให้ขออนุญาตในการส่งออก ท่อนหลังเขียนได้ แต่จะไปจำกัด 3 ต้นไม่ได้ เลยต้องปล่อยว่าปลูกเท่าไหร่ก็ปลูกเท่านั้น ใน พ.ร.บ.ฉบับหลังอยู่ระหว่างพิจารณาของวุฒิสภา

การปลูกมากมันจะเป็นปัญหา ผมเรียนแล้วว่าเราปลูกแค่ 3 ต้น หรือสิ่งที่เราขึ้นทะเบียนไว้ วันนี้ประเทศของเรายังไม่มีการปลูกพืชกระท่อมเพิ่มเลย มีอยู่ประมาณ 20,000 ไร่ ถ้าปลูกที่มีผลิตภัณฑ์ มีต้นกล้า เอามาขายกัน 60 ล้านต้น 100 ล้านต้น ที่ ป.ป.ส.ขึ้นทะเบียนมีประมาณ 125,000 ต้น ที่ไม่ขึ้นทะเบียนมีอีก 3 เท่า รวมแล้วมี 500,000 ต้น ที่มีอยู่ในวันนี้ ถ้าขายกล้าเป็น 10 ล้านต้น 20 ล้านต้น ผลที่ตามมากระท่อมเต็มแผ่นดินไทยเลย

เมื่อพืชกระท่อมเต็มแผ่นดินไทย ราคาตก เราจะปล่อยให้ราคาพืชกระท่อมตกหรือ เราช่วยกันต่อยอดกันต่อไปได้หรือไม่ ในเรื่องของการผลิต ทำเป็นอาหาร ทางสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำลังดำเนินการเรื่องของอาหารที่เปิดภาชนะ จะต้ม จะแกง เปิดฝาได้ง่าย ไม่ผิดกฎหมาย ปกติเวลาจะมีผลิตภัณฑ์อะไรขึ้นมา ต้องเสียภาษีกันทุกคนอยู่แล้ว มี อย.ควบคุมทำให้อาหารนั้นสะอาด

ผมจึงคิดว่าพืชกระท่อมปลูกเต็มบ้านเต็มเมืองราคาตก ต้องมีการวิจัยพัฒนา มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นกับมหาวิทยาลัยไทยเคยจับมือกันแล้ว มีสิทธิบัตร ขึ้นทะเบียนไว้ในการศึกษาวิจัย แต่เราบอกว่าพืชกระท่อมเพิ่งเกิดมาได้ 3 เดือน การศึกษาวิจัยของใหม่ มันจะไปเร็วขนาดที่ทำให้เราพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ด้านอื่นๆ รวดเร็วได้เลยหรือ คงไม่ใช่ แต่ต้องบอกว่าวันนี้กฎหมายเปิดและบังคับให้ปลูกแค่ 3 ต้นไม่ได้ ต้องมีวิจัยพัฒนาต่อยอดไม่ให้พืชกระท่อมราคาถูก

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการวิจัย เราพยายามจับมือให้ อว.ทำวิจัยให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำการศึกษาวิจัย ดูจากการใช้สารในพืชกระท่อมไปวิจัยกับหนูบ้าง มันช่วยลดหรือช่วยสกัดกั้นความยากของผู้คนที่ติดยาได้มากน้อยขนาดไหนอย่างไร เรากำลังทำวิจัยและยินดีหาอาสาสมัคร ผู้คนอยู่ในสำนักงานคุมประพฤติปัตตานี เราอนุญาตให้อาสาสมัครที่ติดยามาทดลอง ขณะนี้อยู่ในขั้นทดลองอยู่ แต่ผลวิจัยคนติดฝิ่น เฮโรอีน ใช้พืชกระท่อมทดแทนได้ ฝิ่นผลิตเป็นมอร์ฟีน มอร์ฟีนเป็นเฮโรอีน เป็นตระกูลเดียวกันพืชกระท่อมทดแทนได้ พวกยาบ้ายังไม่รู้ว่าจะแทนได้หรือไม่ แต่เรากำลังทำวิจัยคลื่นสมองในการดำเนินการตรงนี้

ผมพูดว่าถ้าปลูกพืชกระท่อมเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ท่านทั้งหลายคงตกใจ ผมพยายามคำนวณให้ดูแล้วว่า ใน 1 ไร่ มี 25 ต้น ต้นละ 216 กิโลกรัม รวมแล้ว 5,400 กิโลกรัม ถามว่าเราทำนาไร่หนึ่งได้ 1 ตัน ข้าวราคา 8 บาท ตันหนึ่งได้ 8,000 บาท ถ้า 10 บาท ก็ได้ 10,000 บาท ถ้าปลูกกระท่อม 1 ไร่ 25 ต้น ต้นละ 216 กิโลกรัม ได้ 5,400 กิโลกรัม แล้วถ้ากระท่อมราคาตกจาก 300 บาท เหลือ 3 บาท เมื่อคูณ 5,400 กิโลกรัม มันคือ 16,200 บาท ยังแพงกว่าการทำนา แต่เราก็ประมาทไม่ได้ เมื่อเราไม่ประมาท ฉะนั้น เรื่องของวิจัย นวัตกรรมเป็นจุดเด่นและพืชกระท่อมจะเดินไปข้างหน้า

ถ้ามีคนบอกว่ามีพืชกระท่อมกล้าพันธุ์ขาย 10 ล้านต้น อย่าไปเชื่อ เชื่อผม ผมคำนวณให้ดูแล้ว อะไรก็โกหกกันไม่ได้เมื่อมีคณิตศาสตร์นำ ผมเป็นห่วงว่าถ้าปลูกมาก วิจัย นวัตกรรมทำไม่ได้ ราคาตกเหลือ 3 บาท เป็นแนวคิดหรือทิศทางของพืชกระท่อมและในวันดำเนินการข้างหน้า หากผมไม่อยู่ในกระทรวงยุติธรรม ยังมีผู้อื่นมาต่อยอดส่วนนี้ มีคนถามว่ากระทรวงยุติธรรมต้องมาดูตรงนี้ ไม่จำเป็น อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นพืชเกี่ยวข้องกับกฎหมายของกระทรวงไหน กระทรวงนั้นก็ควรจะดูแลไปให้ถึงจุดของมัน ต่อไปพืชทั้งหลายจะต้องไปรวมอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมเสนอมีการเสนอกฎหมายรวมไปที่คณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณา

ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมหามุมอะไรที่มีเหลือไว้ให้ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ เรื่องของการแก้กฎหมายทั้งหลายมารวมเป็นกฎหมายยาเสพติด แก้ปัญหายาเสพติด ยึดทรัพย์ ตัดวงจร คดีแพ่งและอาญาออกจากกัน กลุ่มคนมีปัญหาทางสังคม ฆ่า ข่มขืน เรียกค่าไถ่ ต้องถูกควบคุมโดยกฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ เรากำลังดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาให้เรียบร้อย รวมถึงแก้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วย เราจะช่วยรัฐบาลต่อไป และทำให้รัฐบาลมีผลงานมากที่สุด

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image