ผลแห่ง ‘เลือกซ่อมเขต 9’ เพื่อไทย ฟู-พลังประชารัฐ ฟุบ

2.02.22 | 09:11 น.

ผลแห่ง ‘เลือกซ่อมเขต 9’ เพื่อไทย ฟู-พลังประชารัฐ ฟุบ

หมายเหตุนักวิชาการวิเคราะห์และสะท้อนนัยยะทางการเมืองในภาพรวม ถึงผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 9 จตุจักร-หลักสี่ กรุงเทพฯ ซึ่งพรรคเพื่อไทยชนะพรรคพลังประชารัฐแชมป์เก่าด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประสบความพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 9 จตุจักร-หลักสี่ กรุงเทพฯ คาดว่ามีปัจจัยประกอบหลายอย่าง โดยเฉพาะการแตกแยกภายในพรรค ความล้มเหลวเกี่ยวกับนโยบายพรรค ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำหนดเป็นนโยบายไว้ได้ อาจกล่าวได้ว่าทำไม่ได้สักเรื่อง ประกอบกับการเลือกตั้งซ่อมหลักสี่-ดอนเมือง นั้นถือได้ว่ามีคนชั้นกลางจำนวนมาก มีความคาดหวังกับนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ อาทิ เด็กจบมาใหม่ต้องการงานทำ แต่รัฐบาลไม่สามารถหางานให้เด็กเหล่านั้นทำได้ การพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ยังพบว่าภายในพรรคยังไม่เป็นเอกภาพ การวางกลยุทธ์ในการเลือกตั้งไม่ดีพอ รวมทั้งภาพพจน์ของนายสิระ เจนจาคะ ส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐอีกด้วย ทำให้ประชาชนสอนบทเรียนให้กับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพรรคพลังประชารัฐ ได้ส่งผลถึงรัฐนาวา พล.อ.ประยุทธ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งในการแก้ไขปัญหา คงจะต้องมีการรีโนเวต หรือปรับปรุงพรรคพลังประชารัฐกันใหม่ เพราะมีผลต่อการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี จึงต้องมีการจัดระเบียบภายในพรรค โดยเฉพาะ นายสันติ พร้อมพัฒน์ ในฐานะรักษาการเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะต้องสลายกลุ่มก๊วนภายในพรรค พัฒนาบุคลากรทางการเมือง นอกจากนี้ การกำหนดนโยบายพรรค ควรทำได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน รวมทั้งประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ที่คอยกวนใจให้สงบลง

Advertisement

ส่วนกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่แตกตัวออกไปนั้น ยังมีความเชื่อมั่นว่ายังไม่ย้ายไปอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนคำกล่าวที่ว่า “ศัตรูของศัตรูคือมิตร” นั้นหลายคนมองว่าจะย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามนั้น ผมมองว่าการที่ ร.อ.ธรรมนัสพูดเช่นนั้นเพื่อโก่งค่าตัวมากกว่า ประกอบกับการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างอยู่ 2 ตำแหน่งมากกว่า ส่วนสาเหตุที่ไม่ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาล เพราะยังเห็นความได้เปรียบทางการเมืองของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีเรื่องระบบอุปถัมภ์ และเสียง 250 ส.ว. ทำให้มีการประเมินว่ารัฐบาลยังมีความเข้มแข็งทางการเมือง ประกอบกับกลุ่ม 3 ป.ไม่มีความแตกแยกให้เห็นอย่างชัดเจน และยังสามารถเจรจาทางการเมืองกันได้อยู่

กรณีที่พรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่าคะแนนเสียงดีนั้น หากมองย้อนไปเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา พบว่ายังมีคะแนนเสียงคงเดิม แสดงให้เห็นว่าคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่ยังมั่นคงเหมือนเดิมแต่หากไปมองการเลือกตั้งซ่อมของพรรคก้าวไกลในพื้นที่ จ.สงขลา กับ จ.ชุมพร จะพบว่าไม่มีคะแนนเสียงแพ้ย่อยยับ ถือว่าพรรคก้าวไกลยังไม่สามารถสร้างคะแนนความนิยมในพื้นที่ป่าได้

ส่วนการที่พรรคก้าวไกลจะรวมตัวกับพรรคเพื่อไทยนั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะมีความเห็นไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะในเรื่องสถาบัน ซึ่งเป็นเครื่องค้ำคอพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน การที่ทั้ง 2 พรรคการเมืองไม่สามารถรวมตัวกันได้ ทำให้ฝ่ายค้านไม่มีเอกภาพ รวมทั้งการทำหน้าที่ฝ่ายค้านยังโจมตีกันเองเสียอีกด้วย โดยพรรคก้าวไกลกล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่า “สู้ไปกราบไป เพื่อโทนี่เพียงคนเดียว” มองดูแล้วคงรวมตัวกันยาก ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลเห็นว่าอ่อนประสบการณ์ทางการเมือง และเห็นฝ่ายค้านว่าเป็นศัตรูที่อ่อนแอ

หากพรรคพลังประชารัฐถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งซ่อมทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา จัดการปัญหาภายในพรรคเสียใหม่ โดยพรรคจะต้องวางตัว วางคนเสียใหม่ สร้างโปรไฟล์ใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งประสานงานทางการเมืองกับ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ซึ่งถือว่าเป็นพรรคการเมืองปีกขวาที่จะต้องรักษาเอาไว้ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะต้องมีบทบาทในจุดนี้ด้วย ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องแก้ไขภาพลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งจะส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐมีความแข็งแกร่ง ส่งผลต่อให้รัฐบาลมีความมั่นคง โดยเฉพาะเสียง ส.ว. 250 เสียงจะเป็นแรงสนับสนุนให้รัฐบาลคงอยู่ต่อไป

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์จะมีการยุบสภานั้น มองว่ายังไม่ถึงเวลา เพราะทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร ยังอยู่ในรัฐนาวาเดียวกัน ยังไม่มีความแตกแยก กลุ่ม 3 ป. ก็ยังไม่มีความขัดแย้ง ประกอบกับพรรคร่วมรัฐบาลทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยยังประคับประคอง บวกกับอำนาจพิเศษ กับ ส.ว.250 คน ทำให้รัฐบาลยังอยู่ต่อไปได้

ส่วนกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พร้อม ส.ส.รวมทั้งหมด 21 คนที่ถูกขับออกจากพรรคนั้น ดูไปแล้วจะไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทย ซึ่งมี “บิ๊กน้อย” พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีตประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ เป็นหัวหน้าและที่สำคัญ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชาย บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ปรึกษาพรรค ก็ต้องจับตามองว่าบุคคลทั้ง 2 คนนี้จะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่างในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ แต่เชื่อว่าพรรคเศรษฐกิจไทยจะมีความเคลื่อนไหวในการเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่าง เพราะหวังว่าจะสร้างบทบาททางการเมืองต่อไปในอนาคต เพื่อจะมีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

วันวิชิต บุญโปร่ง
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต

นี่คือสัญญาณของภาวะการเมือง สำหรับคนที่พ่ายแพ้ แสดงถึงความถดถอยที่ไม่สามารถเข้าใจบริบทการเมืองปัจจุบันได้ และการไม่เคารพประชาชน ที่คัดสรรผู้สมัคร ซึ่งคุณสมบัติ หรือความสามารถเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันแล้วเห็นถึงความแตกต่าง นี่คือบทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่ประมาทว่าฐานเสียงตัวเองในพื้นที่มีความหนาแน่น และเชื่อว่ากลไกต่างๆ ที่วางไว้ จะตอบโจทย์กับคะแนนที่หวังจะได้มา

การเลือกตั้งเขต 9 หลักสี่-จตุจักร เราเห็นแล้วว่า ผู้แข่งขันทั้งเพื่อไทย ก้าวไกล และพรรคกล้า ได้ยกระดับวิธีการหาเสียง การปราศรัย ใช้วิธีการให้เกียรติกันและกัน และเคารพผลของคะแนน ผมคิดว่าการเมืองแบบใสสะอาด การต่อสู้แบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองอื่นที่ใช้วิธีการแบบเก่า หาเสียงแบบโจมตีและขยายความเกลียดชังต่อกัน ประชาชนจะปฏิเสธ ซึ่งเห็นได้ชัดจากคะแนนที่ตามมา 3 พรรคที่คะแนนเกาะกลุ่ม มีรูปแบบและคุณสมบัติของผู้สมัครที่โดดเด่น และคิดว่าประชาชนมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันได้ลึกซึ้งขึ้นด้วย

ภาพที่ต้องเข้าใจคือ พื้นที่หลักสี่ เป็นพื้นที่ตัวแทนหลายกลุ่มประชากร กลุ่มหลักๆ คือ ประชากรที่มีพื้นเพอยู่ต่างจังหวัด เข้ามาอาศัย และทำงานในเขตหลักสี่-จตุจักร-แจ้งวัฒนะ ด้วยพื้นเพที่ผูกพันกับนักการเมืองในรูปแบบปัจเจก เมื่อเห็นนักการเมืองลงพื้นที่สม่ำเสมอจะเกิดความรู้สึกประทับใจ แน่นอนว่าแตกต่างจากคนกรุงเทพฯชั้นใน ที่ดูจากคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ และนโยบายของพรรค คนหลักสี่-จตุจักร จะคุ้นชินกับการเลือกผู้สมัครด้วยความนิยมในตัวปัจเจกมากกว่าพรรค

ในส่วนของจำนวนผู้ใช้สิทธิ ต้องแยกวิธีคิดของคนหลักสี่และจตุจักร ซึ่งแตกต่างกัน เป็นผลสะเทือนจากการที่ กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งให้เกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองด้วยกัน จะสังเกตว่าหลักสี่-ทุ่งสองห้อง คนมาใช้สิทธิเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคือคนต่างจังหวัดส่วนใหญ่ที่ย้ายสำมะโนครัวมา ในขณะที่จตุจักรเป็นคนชนชั้นกลาง ที่บ้านมีรั้ว ซึ่งอาจมีวิธีคิดว่าแค่ 1 เสียงไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรได้ จึงไม่อยากออกมา ซึ่งฝั่งทุ่งสองห้อง ออกมาส่งสัญญาณเตือนแล้วว่า “ต้องการการเปลี่ยนแปลง”

กรณี พปชร.ต้องมองควบคู่กันไป กล่าวคือ ตัวผู้สมัคร เสียเปรียบ ประการต่อมา ภาพของรัฐบาลโดยเฉพาะ พปชร. ที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ในการหาเสียงเท่ากับเป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่งของความเบื่อหน่าย และความไม่พอใจของประชาชนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วสังเกตอีกว่า พรรคการเมืองที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ คะแนนจะไม่โดดเด่นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อาจด้วยความที่อยู่กับรัฐบาลนี้มานานและภาวะเศรษฐกิจยุคโควิดที่กระทบมา 2 ปีเศษ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า นี่คือเรื่องประสิทธิภาพในการแก้ไข หรือด้วยสิ่งต่างๆ ที่ พปชร. เคยสัญญาไว้ ในช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ไม่สามารถบรรลุนโยบายที่หาเสียงไว้ได้เลย

ขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องยอมรับคุณสมบัติที่โดดเด่นของนายสุรชาติ เทียนทอง ซึ่งลงพื้นที่ทางการเมืองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมานาน

ประการต่อมา นายสุรชาติมีพัฒนาการทางการเมืองในรูปแบบการปราศรัย พูดโน้มน้าว ปลุกกำลังใจ มีวิธีคิดในเชิงบวก และให้เกียรติคู่แข่งขัน แม้กระทั่งการใช้ภาษาตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม “คืนศักดิ์ศรีความเป็นธรรมให้ชาวหลักสี่-จตุจักร” ตรงนี้ทำให้ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งคิดและหาคำตอบได้เองว่า ศักดิ์ศรีนั้นคืออะไร เป็นวรรคทองที่สามารถสร้างผลสะเทือนได้ว่าผลตอบรับจากการเมือง 3 ปีที่ผ่านมา ตัวแทนจาก พปชร.ในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง

สำหรับพรรคก้าวไกล ผมว่าระยะเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือน ของนายกรุณพล เทียนสุวรรณ ด้วยความที่เป็นบุคคลบันเทิง ไม่ต้องเสียเวลา มีไหวพริบ ชั้นเชิงในการแสดงวิสัยทัศน์และหาเสียงดีเด่นอยู่แล้ว แม้ก้าวไกลจะแพ้ แต่ในความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ “เขาชนะ” เพราะเชื่อกันว่าคะแนนน่าจะต่ำกว่า 15,000 คะแนน แต่การกลับมารักษาทรงและได้ถึงระดับ 20,000 คะแนน ถือว่าชนะความรู้สึกหลายคนที่เคยสบประมาทไว้

สิ่งหนึ่งที่ก้าวไกลประสบความสำเร็จ คือการใช้คำใหญ่ในการหาเสียง เช่น “การปฏิรูปกองทัพ” แต่เนื้อหารายละเอียด ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบลดอำนาจสายบังคับบัญชาของกองทัพ หรือลดอำนาจทหารทางการเมือง แต่เป็นการพูดถึงการยกระดับสวัสดิการของกำลังพลชั้นผู้น้อย ซึ่งตอบโจทย์ความรู้สึก และเป็นการลดข้อครหาว่า หน่วยทหารมีใบสั่ง ซึ่งไม่ใช่เลย ทหารสมัยใหม่ก็ยกระดับทางความคิดให้กำลังพลได้เปิดเสรีในการเลือกผู้สมัครที่อยากเลือก ถ้าก้าวไกลเลี่ยงประเด็นละเอียดอ่อน แล้วตอบโจทย์ในสิ่งที่ตัวเองถนัด เข้าใจบริบทปัญหาในพื้นที่ได้ ก็น่าจะเดินมาถูกทาง

ขณะนี้ พปชร.มีทางเลือกเหลือไม่มาก นอกจากการรีแบรนด์ดิ้ง (Rebranding) คิดว่าน่าจะมีคนได้รับผลกระทบด้านขวัญกำลังใจพอสมควร อาจจะมีการทยอยออกจากพรรค ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งหน้าตัวเลขจะต่ำลงกว่าเดิมมาก หรือถึงขั้นสูญพันธุ์ไปเลย เพราะอย่าลืมว่าการเลือกตั้ง กทม. ในหลายพื้นที่นั้น พรรคการเมืองที่ต้องการฐานคนในเมือง โดยเฉพาะพรรคที่มาจากการแข่งขันด้านนโยบายและกระแส อย่างพรรคกล้า รอบนี้ก็ถือว่าได้คะแนนดีระดับหนึ่ง,พรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พรรคสร้างอนาคตไทย พรรคเหล่านี้ก็คาดหวังได้คะแนนจากชนชั้นกลาง และอย่าลืมว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็หวังฟื้นคืนชีพกลับมา แล้วคะแนนตรงไหนจะให้กลับไปที่ พปชร. ผมหาไม่เจอ

ผมคิดว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พยายามจะยื้อเวลาอยู่ให้ได้นานที่สุด เชื่อว่าอาจจะมีจุดเปลี่ยน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่จะระบายความอัดอั้น และสามารถแก้เกม เพื่อมองยุทธศาสตร์ หรือฉากทัศน์การเมืองข้างหน้าได้ คือ “การปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.” สมมุติว่าตัวแทน หรือพันธมิตรใน พปชร.ไม่ชนะเลย อย่างน้อยยังสามารถเตรียมการวางแผน สำรวจและแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อเตรียมการเลือกตั้งทั่วไปได้ หากเป็นกรณีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อยู่ครบเทอม แต่ถ้าไม่ให้มีการเลือกผู้ว่าฯกทม.จะส่งไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป ที่ประชาชนพร้อมมอบบทเรียนสำคัญให้กับ พปชร.และรัฐบาล