รายงานหน้า2 : พลังงานกางแผน รับมือราคาน้ำมัน-แอลพีจีพุ่ง

หมายเหตุที่กระทรวงพลังงาน นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน แถลงสถานการณ์พลังงานปี 2565 เพื่อเตรียมแผนรับมือ และกำหนดมาตรการลดผลกระทบต่างๆ ให้ดีที่สุด

กุลิศ สมบัติศิริ
ปลัดกระทรวงพลังงาน

ตั้งแต่เริ่มปี 2565 สถานการณ์พลังงานโลกไม่สู้ดีนัก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องทุกชนิด อาทิ ราคาน้ำมันดิบ ก๊าซหุงต้ม (LPG) ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบกับประเทศไทย นอกจากปัจจัยลบจากต่างประเทศแล้ว สถานการณ์ในประเทศไทย ยังมีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสถานการณ์ คือ สถานการณ์การเปลี่ยนผ่านการดำเนินงานของแหล่งก๊าซธรรมชาติ แปลง G1/61 หรือแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ด้วย จะมีผลทำให้กำลังการผลิตลดลง 500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปกติใช้ก๊าซแหล่งธรรมชาติกว่า 70% ในการผลิตพลังงาน ซึ่งสร้างผลกระทบ อีกทั้งเกิดปัญหาล่าสุดที่สหภาพยุโรป-สหรัฐประกาศจะคว่ำบาตรเมียนมา ซึ่งล่าสุด บริษัท โททาล ประกาศถอนตัวจากโครงการยาดานา ที่เป็นแหล่งก๊าซที่ส่งมาให้ไทยราว 600-650 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมแผนบริหารจัดการ และได้มีการมอนิเตอร์ทุกวัน ทั้งในเรื่องของน้ำมัน ก๊าซ LPN และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ส่วนเรื่องที่บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. จะเข้าไปถือหุ้นแห่งยาดานาทดแทน
โททาลหรือไม่นั้น เรื่องนี้คงจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องหารือกับทางกระทรวงการต่างประเทศด้วย

เรื่องมาตรการรองรับกับสถานการณ์ด้านราคาพลังงานเห็นได้ว่ายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2565 กระทรวงอยากให้ทุกคนวางใจ เพราะกระทรวงได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว แต่ในมาตรการนี้อาจจะยังไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง เนื่องจากมาตรการต่างๆ ต้องมีการประสานหาแหล่งเงินที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนมาตรการต่างๆ ขณะนี้ทางกระทรวงและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างวางแผนดำเนินการแต่ละเรื่องอยู่ คาดว่าภายในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทุกอย่างจะเรียบร้อย หลังจากนั้น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเป็นผู้แถลงรายละเอียดมาตรการที่กระทรวงเตรียมไว้รองรับ

นโยบายหลักคือ จะเน้นช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนเป็นรายกลุ่มไป ซึ่งจะต้องใช้เงินช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้น มากกว่าที่ประมาณการไว้ว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องกู้มาดูแลราคาพลังงานที่ 3 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าเงินกู้ดังกล่าวจะเข้ามาในช่วงเดือนเมษายน 2565 โดยที่มาของเงินกำลังหารือกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณว่าจะนำเงินส่วนใดมาดูแล เช่น อาจจะมาจากงบกลางของรัฐบาล ที่เป็นรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นต้น

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันจากปี 2563 ที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ราคา 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ราคาน้ำมันขยับขึ้นเป็น 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และในเดือนกันยายน 2564 ราคาขยับขึ้นเป็น 75-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากนั้นในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 ทั่วโลกเผชิญกับสถานการณ์โอมิครอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ 69-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงอยู่ที่ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นทุก 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อราคาน้ำมันขายปลีก 20 สตางค์ต่อลิตร ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร ถามว่าทำไมต้องเป็นราคาน้ำมันดีเซล เพราะ 60% ของผู้ใช้น้ำมันทั้งหมดของประเทศ จะใช้น้ำมันดีเซลเพื่อการขนส่ง อาทิ รถยนต์โดยสาร และรถส่งสินค้า เป็นต้น รัฐบาลจึงมาโฟกัสอยู่ที่น้ำมันดีเซล และที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ากระทรวงมีการบริหารตามสถานการณ์ จาก B7 B10 B20 ลดลงมาเหลือ B7 กลับไป B10 และกลับมาเหลือ B5 ซึ่งเราจะพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าช่วงไหนอยู่ภายใต้หน้าที่ความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน ก็จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนไป

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. โดย PRISM ประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยปีนี้ปรับขึ้นเป็น 78-80 เหรียญต่อบาร์เรล และประเมินราคาช่วงกุมภาพันธ์-เมษายน 2565 อยู่ที่ประมาณ 88-93 เหรียญต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาพลังงานอื่นๆ ก็ขยับขึ้นเกินคาด เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจากโควิด-19 ปัญหาขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่า โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2564 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท โดยอุดหนุนก๊าซหุงต้มไปแล้ว 24,669 ล้านบาท และประเมินว่าหากยังอุดหนุนดีเซลและแอลพีจีในราคาเช่นนี้ต่อไป เงินกองทุนจะไหลออกราวกว่า 8 พันล้านบาทต่อเดือน กรอบเงินกู้กองทุนที่ 3 หมื่นล้านบาท ก็จะไม่เพียงพอ

ส่วนสถานการณ์ LPG กระทรวงพลังงานได้ตรึงราคาไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ปัจจุบันจะเข้าสู่เดือนมีนาคม 2565 หรือเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว เงินที่ใช้ในการตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อถัง จากราคา 363 บาทต่อถัง เหลือ 318 บาทต่อถัง เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หรือหาบเร่แผงลอยต่างๆ เกือบ 2 ปี ใช้เงินไปกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ส่วนราคาจริง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 432 บาทต่อถัง แต่กระทรวงยืนยันที่จะตรึงราคาไว้ที่ 318 บาทต่อถัง เนื่องจากผู้มีรายได้น้อย หาบเร่แผงลอยที่ประกอบอาชีพในการขายอาหารตามถนนต่างๆ หรือขายให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยได้ซื้อตรงนี้ ล้วนแต่ใช้ก๊าซ LPG ทั้งสิ้น กระทรวงพลังงานจึงจะมีการตรึงราคาไว้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565 หลังจากนั้นอาจจำเป็นต้องขยับราคาขึ้น ตามแผนคือ ขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ทุกไตรมาส หรือปรับขึ้นเป็น 333 บาทต่อถัง ขนาด 15 กก. แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาในช่วงนั้น และปัญหาค่าครองชีพของประชาชนว่าจะเอื้ออำนวยในการขึ้นราคาหรือไม่ และหากช่วยเหลือเป็นรายกลุ่ม ก็อาจจะเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเป็น 100 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน จากเงินช่วยเหลือปัจจุบันอยู่ที่ 45 บาท โดยในส่วนของเงินเพิ่ม 55 บาทนี้ ทางกระทรวงพลังงานก็จะพยายามหาเงินช่วยเหลืออยู่

ส่วนราคา NGV ขณะนี้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ช่วยตรึงราคาประมาณ 3 บาทต่อกก. ตรึงราคาที่ 15.59 บาทต่อ กก. จนถึงกลางเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งกรณีกลุ่มแท็กซี่เรียกร้องขอราคา 10.50 บาทต่อ กก. ทางกระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาช่วยเฉพาะกลุ่มและให้ประชาชนได้รับประโยชน์ โดยจะดูเรื่องการช่วยรถสาธารณะเป็นหลัก ซึ่ง ปตท.มีโครงการลมหายใจเดียวกันช่วยเหลือแท็กซี่ก็กำลังดูเพิ่มเติมว่าจะช่วยอย่างไร โดย ปตท.ช่วยตรึงราคาตั้งแต่พฤศจิกายน 2564 ถึงกลางเดือนมีนาคม 2565 เป็นเงินประมาณ 1.5 พันล้านบาท

ขณะที่ราคา LNG ที่เป็นปัจจัยในการผลิตเชื้อเพลิงไฟฟ้ายังมีราคาสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน ปัจจุบันขึ้นถึง 38 เหรียญสหรัฐ และปัจจุบันลดลงมาเหลืออยู่ที่ 25-26 เหรียญสหรัฐ แต่ยังแพงอยู่ ซึ่งเป็นต้นทุนทั้งนั้น และคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคา LNG จะพุ่งสูงขึ้นไป สถานการณ์ความตึงเครียดของรัสเซียกับยูเครน ซึ่งจะส่งผลทำให้ท่อก๊าซจากรัสเซียจะไม่ส่งเข้ามาทางยุโรป ซึ่งไทยต้องติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมีการดำเนินการในส่วนนี้อย่างไร แล้วยุโรปในตอนนี้ซื้อ LNG จากสหรัฐและตะวันออกกลาง ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาสูงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ต้องติดตามสถานการณ์ว่าจากราคา 25 เหรียญสหรัฐ จะเพิ่มขึ้นเป็น 38-40 เหรียญสหรัฐ หรือไม่ต่อไป แต่หลายสำนักคาดว่าหากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป ราคา LNG มีโอกาสที่จะสูงถึง 50 เหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงพลังงานมีเครื่องมือตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.เชื้อเพลิง และมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการดูแล บริหาร โดยกระทรวงห้ามมีเงินอยู่ในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเกิน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาได้นำเงินส่วนหนึ่งไปตรึงราคาก๊าซหุงต้ม 318 บาทต่อถัง พอเกิดเหตุการณ์น้ำมันขึ้นมาได้มีการนำเงินไปตรึงราคาน้ำมันดีเซลด้วย ในการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ได้ตรึงไป 3.79 บาทต่อลิตร ซึ่งราคาน้ำมันดีเซลจริงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อลิตร แต่เราใช้เงินในการตรึงราคาให้อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ใช้เงินกองทุนไปประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ถ้าต้องตรึงราคาน้ำมันตามที่สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยร้องขอให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 25 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้กระทรวงแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จึงไม่สามารถดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon