วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ตอบโจทย์ ‘พลวัตการค้า’

16.02.22 | 11:30 น.

หมายเหตุ – นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน หนึ่งในผู้เสวนา “โครงการประกันรายได้สินค้า 5 สินค้าเกษตร” โดยกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหนังสือพิมพ์มติชน รูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่ง ในวันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ สะท้อนความสำคัญของพืชเศรษฐกิจ ตลอดจนภาพรวมการเกษตรในปี 2565 

ฉายภาพรวมการเกษตรในปี 2565

แนวโน้มภาพรวมสินค้าเกษตรปี 2565 จากตัวเลขที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินไว้ มีแนวโน้มทิศทางเป็นบวกมากขึ้น หมายความว่าปริมาณผลผลิตมากขึ้น ฉะนั้นเมื่อผลผลิตมากขึ้น โจทย์อยู่ที่ว่าผลิตแล้วขายได้ราคาหรือไม่ ถ้าผลิตแล้วไม่ได้ราคาไม่ตอบโจทย์ การที่ผลิตแล้วขายได้ราคานั้น ต้องสอดคล้องกันทั้งในเรื่องของดีมานด์กับซัพพลาย หมายความว่าอุปสงค์และอุปทานต้องไปในทิศทางเดียวกัน ต้องตอบโจทย์ซึ่งกันและกัน หลักการของกระทรวงพาณิชย์ที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผนึกกำลังสองกระทรวงในเรื่องของการทำเกษตรนำตลาดการผลิต จะเป็นตัวบอกภาพการผลิตสินค้าเกษตรไทยจะไปอย่างไร จะตอบโจทย์ในและ
ต่างประเทศอย่างไร

ในภาคการเกษตร ส่วนใหญ่มองภาพรวม จะผลิตเพื่อส่งออกเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะข้าว ทุเรียน มังคุด กุ้ง มันสำปะหลัง และอีกหลากหลายตัว มีบางตัวที่ผลิตไม่เพียงพอในประเทศ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่เกิดปัญหาการกระจุกตัว เพราะฉะนั้นในบริบทต่างๆ ที่เคยประสบมา เรื่องของการกระจุกตัวนี้ เป็นปัญหาและส่งผลกระทบอย่างยิ่งในเรื่องของภาคการเกษตร ส่วนหนึ่งนอกจากในเรื่องของคุณภาพผลผลิตแล้ว ต้องตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกแล้ว ปัจจัยที่จำเป็นอีกอันหนึ่ง

คือการบริหารซัพพลายทั้งในและต่างประเทศต้องสมดุล ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร ต้องยอมรับว่าบ้านเราจะต้องดูแลภาคการเกษตร เพื่อที่จะให้เขายืนขึ้นมาได้ก่อน คงจะมองเกษตรกรไทยให้เทียบกับต่างประเทศเลยคงไม่ได้ จะต้องช่วยเหลือและมีแต้มต่อให้
เกษตรกร

Advertisement

หลายๆ โจทย์ที่ได้ตั้งคำถามไว้ มาตรการที่รัฐออกมาหลายๆ มาตรการตอบโจทย์แล้ว อาทิ โครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นการสร้างหลักประกันรายได้ให้พี่น้องประชาชน ไม่ใช่เป็นเรื่องของการประกันราคา การประกันรายได้อย่างน้อยพี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่าผลผลิต ที่เพาะปลูกออกมานั้น อย่างน้อยได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณเท่าไหร่ ในแต่ละสินค้าในแต่ละพืช จะมี ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา แต่คำถามที่ว่าราคาประกันคือเป้าหมายของเรารึเปล่า ไม่ใช่ ราคาประกันเป็นแค่เซฟตี้โซน ให้กับพี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่าเพาะปลูกออกมาแล้ว เขาจะได้ราคาที่รัฐบาลจ่ายเงินส่วนต่างกรณีที่ราคาตกลงมา เข้าสู่บัญชีพี่น้องเกษตรกรโดยตรง อันนี้ถือว่าเป็นการสร้างความมั่นคงในด้านอาชีพเบื้องต้นก่อน

คำถามต่อมาเป้าหมายคืออะไร เป้าหมายคือรัฐบาลต้องการให้ราคาขยับสูงขึ้นเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรทุกคน ผลผลิตทุกกิโลได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น อันนี้คือโจทย์ที่รัฐบาลพยายามทำและพยายามทำอยู่ ซึ่งที่ผ่านมามันสำปะหลัง วันนี้ราคายังอยู่ที่ 2.50-2.60 บาท หมายความว่าหัวมันสดทุกหัวยังได้ราคาที่ 2.50-2.60 บาท เกษตรกรจะได้รับประโยชน์

ถามว่าภายใต้ราคาแบบนี้ก็มีอีกหลายกลไกขึ้นมาช่วยซัพพอร์ต นอกเหนือจากโครงการประกันรายได้ ที่เป็นการสร้างหลักประกัน จะมีโครงการมาตรการต่างๆ ที่ออกมาคู่ขนาน มาตรการเสริมเข้ามา อย่างเรื่องข้าวจะมีโครงการให้เกษตรกรชะลอขาย หมายความว่าไปเก็บในยุ้งก่อน เก็บเสร็จแล้วเอาข้าวไปที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตีมูลค่าเอาเงินออกมาใช้ก่อน ถึงเวลาราคาดีขึ้นก็ไปไถ่ออกมา เหมือนกันกับสหกรณ์โรงสี มีอินเซนทีฟช่วยในเรื่องของดอกเบี้ย เพื่อให้มีกำลังในการรับซื้อผลผลิตจากพี่น้องเกษตรกร เพราะถ้าเกิดไม่มีตัวกลไกที่สร้างให้รู้สึกตื่นตัวที่จะเข้าไปรับซื้อ ทุกคนก็เฉยๆ ไม่ทำให้ตลาดมูฟอย่างที่ควรจะเป็น

รวมทั้งอีกหลายๆ มาตรการอย่างมันสำปะหลัง มีมาตรการสนับสนุนผู้ส่งออก โรงแป้ง ในการเข้าไปรับซื้อ แปรรูป และส่งออก เป็นขานึง แต่อีกขานึงคู่ขนานไปกับการพัฒนาคุณภาพ ที่ผ่านมาปีที่แล้ว กรมให้เครื่องสับมันไปกว่า 600 เครื่อง ปีนี้อนุมัติไปอีกกว่า 600 เครื่อง ซึ่งที่ผ่านมาเครื่องสับมันเหล่านี้เป็นประโยชน์กับกลุ่มเกษตรกร แทนที่จะขายเป็นหัวมันสด กก.ละ 2.50-2.70 บาท พอสับตากแห้งและขายเป็นมันเส้นอยู่ได้กว่า 7 วัน ถือว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าและชะลอไม่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาด เป็นอีกกลไกหนึ่งไม่ให้ผลผลิตออกมากดทับราคาในตลาด ทำให้ราคาในตลาดสูงขึ้น

อีกมาตรการหนึ่งเรื่องของปาล์มน้ำมัน มีมาตรการออกมาช่วยทำอย่างไรที่จะบริหารจัดการปริมาณผลผลิตที่ออกมามากๆ และกดทับราคา ตรงนี้ผลักดันส่งออก ปีที่ผ่านมาใช้กลไกตรงนี้ช่วยบริหารจัดการไม่ให้ปริมาณผลผลิตที่ออกมามากเกินไปนั้นมากดทับราคา ทำให้ปีที่แล้วกับปีนี้ราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกรได้ประโยชน์ นอกเหนือจากกลไกการผลักดันแล้ว อีกมาตรการหนึ่งในเรื่องของด้านกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการขออนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตร ที่ข้ามแดนมาหรือเข้ามาในแหล่งพื้นที่ที่เป็นชายขอบติดประเทศเพื่อนบ้าน อาจเข้ามามากเกินไปต้องตรวจสอบ อันนี้เรื่องของการขนย้ายมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เรื่องของการผ่านแดน เรื่องของน้ำมันปาล์ม ทำให้น้ำมันไม่ตกหล่นในประเทศ เพราะน้ำมันตกหล่นส่งผลต่อราคาที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มได้รับ เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ภาครัฐออกมา เป็นภาพคร่าวๆ ที่ให้เห็นว่าสินค้าเกษตรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าพืชหลัก 5 ชนิด หรือสินค้าอื่นๆ ล้วนแล้วมีความสำคัญ ส่งผลต่อรายได้ที่เข้าประเทศทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นในเรื่องของเกษตรผลิตเน้นตลาด อันนี้คือแนวนโยบายที่ต้องเดินหน้าต่อไป จับมือร่วมกันอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานข้อมูล การพัฒนาคุณภาพการผลิต ตัวเกษตรกร แพลตฟอร์มต่างๆ ที่ต้องตอบโจทย์ให้ได้กับพลวัตทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยนำเทคโนโลยีเข้ามา มีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ มีการประมวลผล สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องของมาตรฐานการผลิตเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องทำ เพราะตอนนี้หลายๆ ประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องของมาตรฐานมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ผลิตขึ้นมาจากประมาณการตัวเลขที่จะโตขึ้น คำถามว่าการโตขึ้นอยู่ภายใต้มาตรฐานที่ตลาดรับหรือเปล่าอันนี้คือสิ่งที่ต้องตอบโจทย์

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้รัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหลายๆ หน่วยงาน คงต้องมาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร มาตรการประกันรายได้ถือว่ามีบทบาทสำคัญ มาตรการสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่พืชหลัก 5 ตัว คือ ผลไม้ พืชหัว 3 หัว ไม่ว่าจะเป็น กระเทียม หอมใหญ่ หอมแดง กลุ่มผัก สินค้าเหล่านี้มีมาตรการเข้าไปดูแลให้มีความเหมาะสมกันในแต่ละพืช ซึ่งวิธีการบริหารจัดการพืชในแต่ละชนิด ต้องดูลักษณะของพืช ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ช่วงเวลาเพาะปลูก ดูว่าตลาดจะมีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นคำถามว่าผลผลิตในปี 2565 แนวนโยบายจะเป็นเช่นไร ต้องดูช่วงที่ผ่านมาและพัฒนาให้ดีขึ้น ยกตัวอย่าง ปีที่แล้วมาตรการผลไม้ มีการเคาะมาตรการบริหารจัดการผลไม้ 16 มาตรการ สามารถผลักดันส่งออกมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าดีใจ พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้มีความสุขมากขึ้น ขณะที่ปีนี้เคาะออกมา 18 มาตรการ

ปีนี้มีคำถามว่าจะทำเหมือนเดิมหรือไม่ คำตอบคือจะมีกลไกคล้ายเดิม แต่จะเพิ่มกลไกอื่นเข้าไป เพราะปีนี้สถานการณ์แตกต่างจากปีที่แล้ว ปีนี้ประเทศปลายทางโดยเฉพาะผลไม้ มีเรื่องของตลาดจีน เป็นตลาดที่ใหญ่ มีมาตรการเข้มงวดมากขึ้น กลไกต่างๆ ของภาครัฐเอง ตัวพี่น้องเกษตรกร และผู้รวบรวม ต้องปรับให้สอดคล้องต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ ที่ผ่านมาทางกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำงานบูรณาการร่วมกันตั้งแต่ในและต่างประเทศ โดยในประเทศกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ทำงานคู่ขนานกับทางฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในเรื่องของการสนับสนุนแรงงาน เรื่องของมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโควิด-19 รวมทั้งการบูรณาการแผนที่จะเข้าไปช่วยเชื่อมโยง หรือรับซื้อแหล่งผลิตที่ผลผลิตออกมาก ทำคู่ขนานกับกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร

นอกจากนี้ กองทัพก็มีบทบาทสำคัญ เข้ามาช่วยเหมือนกัน ได้นำกำลังพลมาช่วยในช่วงที่โควิดระบาดหนัก และแรงงานขาดแคลน ถือว่าเป็นกลไกแก้ตามหน้างานได้ผล และปีนี้สิ่งเหล่านี้จะมาปรับปรุงให้ดีขึ้น อาจจะต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยบริหารจัดการกรณีที่มีความล่าช้าในหน้าด่าน ปีที่ผ่านมาการผนึกกำลังกันระหว่างทูตพาณิชย์ ทูตเกษตร สามารถแก้ไขผ่อนปรนปัญหาเรื่องชายแดนไปได้มากทีเดียว ทำให้ระบบการส่งออกของไทยโฟลว์ขึ้น ได้ตัวเลขที่ดีขึ้น ถือว่าเป็นการดำเนินการตามนโยบายเกษตรผนึกตลาด ตลาดนำการผลิต ถือว่าเป็นอีกผลงานนึงของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในเรื่องของสินค้าพืชหลัก 5 ชนิด ในส่วนของประกันรายได้ต้องเดินกันต่อไป แต่สำหรับมาตรการคู่ขนาน ได้มีการปรับปรุงไปเรื่อยๆ และคิดว่าปีนี้จะมีการประเมินมาตรการต่างๆ ว่าตอบโจทย์มากน้อยเพียงใด
จากที่ผ่านมาช่วยค่อนข้างมาก นอกจากมาตรการประกันรายได้ มาตรการเสริมคู่ขนานที่ได้ออกไปแล้ว กรมการค้าภายในยังมีมาตรการเข้าไปช่วยเป็นเฉพาะจุด เฉพาะกิจ เฉพาะราย อาทิ การเปิดจุดรับซื้อข้าวเหนียว มาตรการแก้ปัญหาเรื่องข้าว อาทิ จับคู่หมูข้าว ช่วยทั้งเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ช่วยทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ตั้งเป้าหมาย 1.5 แสนตัน ทำได้จริง 2 แสนกว่าตัน ถือว่าเป็นผลงานที่ช่วยทั้ง 2 ฝั่ง เป็นหลายกิจกรรมที่จะต้องออกมาตอบโจทย์ทั้งในส่วนของผู้ผลิต และผู้ใช้ด้วย พยายามที่จะจับคู่ให้ได้มากที่สุด

สำหรับผลไม้ได้ทำให้ตอบโจทย์ปัญหาเรื่องของราคา คือ อมก๋อยโมเดล ปีที่ผ่านมาทำได้ถึง 1.5 หมื่นตัน และในปีนี้จะต้องขยายเพิ่มขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ เพื่อประกันราคาให้กับพี่น้องเกษตรกร อีกขานึงสร้างความมั่นใจให้กับผู้ผลิต โรงงานแปรรูป และผู้ส่งออกด้วย ถ้า 2 ฝั่งมีความมั่นใจในเรื่องของคุณภาพและราคาแล้ว ตลาดเดินต่อไปได้ เป็นเรื่องที่กลไกต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น และตอบโจทย์มากขึ้น ขณะที่ปริมาณผลผลิตมากขึ้น ตรงนี้คิดว่าจากประสบการณ์การพัฒนาการเรียนรู้ และการทำงานร่วมกันระหว่างเกษตร และหน่วยงานราชการต่างๆ น่าจะขับเคลื่อนไปด้วยกัน พระเอกสำคัญเรื่องนี้ คือตัวพี่น้องเกษตรกร จะต้องพัฒนาคุณภาพสินค้า พัฒนาในเรื่องของการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดให้มากขึ้น ตัวอย่างข้าว 6 พันธุ์ใหม่ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ ภายใต้ยุทธศาสตร์ข้าวไทย อนาคตตั้งเป้าหมายไว้ 12 พันธุ์ คงจะได้ตามเป้าและเกินเป้าด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือตัวอย่างที่ตอบโจทย์เกษตร ตลาดนำการผลิตจะนำข้าวพันธุ์ใหม่ไปสู่ตลาด ไปสู่พี่น้องชาวนา ไปสู่ตลาดโลก ถือว่าเป็นการพัฒนา และนำตลาดการผลิตจริงๆ

ปัจจัยปี 2565 ที่เกษตรกรต้องรับมือ

ปี 2565 เชื่อว่าสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่ต้องการในตลาด เพียงแต่ต้องนำเสนอสินค้าไปตรงนั้นได้อย่างไร การพัฒนาคุณภาพ การสร้างความเฉพาะ จะต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับสิทธิบัตร จีไอ เพื่อสร้างความจำเพาะแต่ละสินค้าออกมา ถ้ากินข้าวก็บอกว่าข้าวก็คือข้าว แต่ต้องหาความเฉพาะมาให้ได้ เพื่อที่จะตอบโจทย์แต่ละกลุ่ม อย่างผลไม้ก็เช่นกัน แต่ละที่แต่ละถิ่นผลไม้เหมือนกันแต่รสชาติไม่เหมือนกัน นี่คือความจำเพาะเอกลักษณ์ที่ต้องสร้าง ต้องใส่ใจดูแล เมื่อปลูก ลงทุนลงแรงแล้ว ต้องดูแลให้ดี ตลาดรูปแบบใหม่เกิดขึ้นแล้ว เรื่องของการฝากปลูก เกษตรท่องเที่ยว ต้องคู่ขนานกัน โจทย์ที่สำคัญคือการดูแลผลผลิตให้ดี ต้องดูตลาดไปทิศทางใด การปลูกอะไรก็ได้ออกมา ปลูกให้มากขายให้มาก ไม่ใช่แล้ว ต้องปลูกน้อยแต่ขายได้ราคามาก อันนี้คือตอบโจทย์มากกว่า

ปฏิทินพืชรอบปี 2565 อะไรโดดเด่น และควรเฝ้าระวัง

สินค้าเกษตรจะเป็นรอบในแต่ละฤดูกาล จะมีสถานการณ์แตกต่างกัน ปีนี้ได้ยินว่าผลไม้จะมีเพิ่มขึ้นพอสมควร สถานการณ์การส่งออกจากการเข้าไปแก้ปัญหา น่าจะทำให้ผลไม้ของไทยไปได้ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ช่วงนี้จะมีผลไม้ภาคตะวันออก ภาคใต้ ออกมา ทุเรียน มังคุด ลองกอง ภาคเหนือ ลำไย จะวนลูปอย่างนี้ ระหว่างนั้นจะมีเกษตรประเภทสัตว์น้ำเข้ามาแซม ตรงนี้ทางกรมการค้าภายในดูแลติดตามเป็นประจำ

นโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้พาณิชย์ทุกจังหวัดเป็นเซลส์แมนจังหวัด เพราะฉะนั้นเซลส์แมนจะต้องรู้ว่าตัวเองมีอะไร และจะขายอะไรเมื่อไหร่อย่างไร โจทย์ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องทำหน้าที่ในส่วนของเซลส์แมนจังหวัด ส่วนของกรมการค้าภายใน ในฐานะหน่วยดูแลภาพรวม มีมาตรการเตรียมการรองรับไว้อยู่แล้ว ทั้งเรื่องของการเชื่อมโยงแหล่งผลิตต้นทางปลายทาง อีกโมเดลหนึ่งทำแล้วเมื่อปีที่แล้วสำเร็จมากคือจุดจำหน่ายโมบายพาณิชย์ เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรต่างๆ อาทิ ลำไย มะม่วง มังคุด พริก ฟักทอง กระเทียม เป็นอีกกลไกที่จะนำสินค้าจากแหล่งผลิตมาให้พี่น้องประชาชน จะได้ 2 ขา คือ 1.ช่วยแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในพื้นที่ 2.พี่น้องประชาชนได้บริโภคสินค้าในราคาถูก ตอบโจทย์ทั้ง 2 ขา

มีการเรียกร้องให้ประกันรายได้พืชชนิดอื่นๆ อีกหรือไม่

วิธีการประกันรายได้ จะเหมาะกับสินค้าบางประเภท สินค้าบางประเภทต้องรีบบริหารจัดการ ประกันไม่ได้ เพราะสินค้าบางตัวแก้ปัญหาไม่นาน ราคาขึ้นแล้ว เช่น ผัก เป็นต้น ผักใช้เวลาปลูกกว่า 10 วัน พริกเหมือนกัน สินค้าบางตัว อย่างไข่ไก่ จะใช้มาตรการผลักดันส่งออก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พยายามดูแลทุกสินค้า