หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ. … นัดประชุมวันที่ 30 มีนาคม เพื่อลงมติเรื่องบัตรเบอร์เดียวกันทั่วประเทศ

ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. อันที่จริงแล้วมีอยู่หลายประเด็นที่ถูกเสนอเข้ามา เพียงแต่ประเด็นสำคัญที่เป็นไฮไลต์มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นว่าจะใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ หรือหลายเบอร์ทั่วประเทศ ซึ่งไม่ว่าแบบไหน ก็มีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป
ประเด็นแรก เรื่องของเบอร์เดียวทั่วประเทศ ข้อดีคือ 1.สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับแก้ไขปี 2564 ซึ่งได้กำหนดสัดส่วน ส.ส.ไว้เป็น 2 ส่วน คือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง อีก 400 คน โดยในส่วนของ 100 คน รัฐธรรมนูญระบุว่า ให้ใช้คะแนนทั้งประเทศมาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งถ้าใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศก็จะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2564 ที่ผ่านมา กล่าวคือ ระบบเลือกตั้ง แบบบัตร 2 ใบคู่ขนาน เจตนารมณ์ต้องการให้คนเลือกพรรค 1 ใบ อีก 1 ใบเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต
2.สอดคล้องกับการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี การที่ปัจจุบันเรามีเรื่องของแคนดิเดตนายกฯ กล่าวอย่างง่ายคือ เป็นการเลือกนายกรัฐมนตรีทางอ้อม ซึ่งจะสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้อย่างชัดเจน 3.ทำให้ระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง และลดปัญหาประสิทธิผลของระบบรัฐสภา ทั้งปัญหาเรื่องสภาล่ม การมีพรรคการเมืองจำนวนมากเกินไป การมีรัฐบาลผสมลุ่มๆ ดอนๆ ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกิดเรื่องงูเห่าบ้าง การแจกกล้วยบ้างอะไรบ้าง สารพัด 4.หาเสียงง่าย ประชาชนจำง่าย ทำให้การเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากกว่า
อย่างไรก็ดี เบอร์เดียวทั่วประเทศ ก็มีข้อเสีย เช่น 1.ทำให้เกิดมุมมองในการลงคะแนนเสียงที่มีลักษณะรวมศูนย์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter) แทนที่จะเลือกโดยมอง ส.ส.เขตในพื้นที่ ก็กลับกลายเป็นไปมองที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคนั้น ไปมองที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคนี้ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับ ส.ส.พื้นที่จึงลดลง
2.พรรคการเมืองใหญ่ มีฐาน ส.ส.แบบแบ่งเขตที่แข็งแกร่ง จะได้เปรียบ แต่ก็ต้องบอกว่าไม่เสมอไป การที่ว่าพรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบจากเบอร์เดียวทั่วประเทศนั้น คือสมมุติฐานที่เรามองจากการเลือกตั้งสมัยอยู่ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งในเวลานั้นคนจะมองการเมือง หรือภูมิทัศน์ทางการเมืองในลักษณะที่กาบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ ไปในทิศทางเดียวกัน เลือกคนของพรรคนี้ก็เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเดียวกัน แต่ ณ วันนี้บริบทและภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไปเยอะ เป็นไปได้ที่คนอาจจะกาบัตร 2 ใบ ไปคนละทิศทาง 3.มีโอกาสขัดรัฐธรรมนูญ ต้องบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 เป็นการแก้ไขที่ไม่สะเด็ดน้ำ เพราะแก้เพียงแค่ 3 มาตรา บทบัญญัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องการคิดคำนวณ ส.ส.ที่พึงจะมี ก็ยังคงอยู่ หรือแม้แต่การถอด ส.ส.เข้า-ออก ซึ่งทำไม่ได้แล้วในระบบใหม่ ก็ยังอยู่ ฉะนั้น ถ้าใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศก็มีโอกาสที่จะไปขัดกับรัฐธรรมนูญได้เหมือนกัน
ส่วนเรื่องหลายเบอร์ทั่วประเทศ ข้อดี-ข้อเสียก็จะกลับด้านกัน คือ 1.มีโอกาสที่จะไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมากกว่า 2.พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือพรรคที่ไม่มีฐาน ส.ส.เขต จะมีโอกาสมากขึ้น 3.เป็นการลดมุมมอง
การลงคะแนนแบบรวมศูนย์ 4.เพิ่มความสำคัญให้กับ ส.ส.เขต
ข้อเสียของหลายเบอร์ทั่วประเทศก็มีเช่นกัน คือ 1.ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2.ไม่สอดคล้องกับการมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3.ทำให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เกิดปัญหาประสิทธิผลของระบบรัฐสภาอย่างที่เราเห็น 4.หาเสียงยาก ประชาชนจำยาก
อย่างไรก็ดี ตอนนี้มีร่างที่ถูกเสนอโดยฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยกับก้าวไกล ซึ่งทั้ง 2 ร่างนี้ก็ใช้เทคนิคทางกฎหมายในการที่จะบอกว่า ให้ไปสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้เสร็จก่อน เพื่อที่จะได้ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่ให้เบอร์ แล้วให้มาสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงค่อยเอาเบอร์ที่ได้จากบัญชีรายชื่อไปเติมในแต่ละเขต คือสิ่งที่ร่างของเพื่อไทยกับก้าวไกลเขียนเอาไว้ ซึ่งในกรณีของร่างเพื่อไทย ได้เขียนแตกย่อยไว้เป็นบทบัญญัติมาตราต่างๆ ส่วนของก้าวไกล แยกออกมาเป็นส่วนหนึ่งในกฎหมายฉบับนี้ จึงไม่จำเป็นที่ต้องไปส่งตีความ ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทั้งนี้ มีความพยายามของกรรมาธิการ (กมธ.) บางส่วน ที่บอกว่าจะขยับกลับไปสู่การมีบัตรเลือกตั้งใบเดียว แต่มีการคิดคำนวณคล้ายกับระบบจัดสรรปันส่วนผสม เหมือนการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ซึ่งผมคิดว่ากรณีนี้ทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญได้ถูกแก้แล้ว ไม่ว่าจะตามลายลักษณ์อักษร หรือตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ดี ชัดเจนแล้วว่าเรากำลังเดินมาสู่ “ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบแบบคู่ขนาน” ถ้าจะกลับไปสู่บัตรใบเดียว หมายความว่าต้องกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ซึ่งไม่สามารถแก้ในชั้นของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากเป็นกฎหมายในลำดับชั้นที่ต่ำกว่า
ผมเชื่อว่าแนวโน้มจะออกมาในลักษณะหลายเบอร์ทั่วประเทศ เพราะเป็นร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาล โอกาสที่จะผ่านมีสูง สัดส่วนของคณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล ก็มากกว่าฝ่ายค้านอยู่แล้ว ถึงที่สุดถ้าตกลงกันในชั้น กมธ.ไม่ได้ จะต้องมีการเสนอไปสู่สภาเป็น 2 ร่าง พอไปโหวตในสภา โอกาสที่จะได้รับชัยชนะก็มีสูงกว่าฝ่ายค้าน เนื่องจากการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ไม่ใช่กฎหมายทั่วไป จึงต้องใช้ที่ประชุมร่วมกันของทั้ง 2 สภา คือ ส.ส.และ ส.ว. เพียงแค่ ส.ว.-รัฐบาล อย่างไรก็มากกว่าฝ่ายค้าน และการโหวตก็น่าจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นทุกครั้ง
จึงเชื่อว่าโอกาสที่จะเป็นหลายเบอร์ทั่วประเทศ มีความเป็นไปได้มากกว่า แต่โดยหลักการที่ควรจะเป็นเบอร์เดียวทั่วประเทศน่าจะเหมาะสมที่สุด

อดิศร เนาวนนท์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ประเทศไทยเราเคยใช้มาแล้วทั้ง 2 ประเภท คือ 1.ส.ส.และพรรคใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ และ 2.ส.ส.และพรรคใช้คนละเบอร์แล้วแต่จะจับสลากได้ การใช้บัตรเลือกตั้งเบอร์เดียวทั้ง ส.ส. และพรรคทั่วประเทศมีข้อดีคือเป็นการส่งเสริมระบบพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง โดยประชาชนจะสนใจผลงานและนโยบายของพรรคที่เป็นภาพรวมมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกบุคคลมาเป็น ส.ส.ในเขตเลือกตั้ง ส่วนการที่ ส.ส.และพรรคใช้วิธีการจับฉลากเลือก บางเขต ส.ส.และพรรคอาจจะได้เบอร์เดียวกัน หรือบางเขตอาจได้คนละเบอร์ ในการหาเสียงแบบภาพรวมของพรรคการเมือง
ส่วนตัวเห็นว่าแบบที่ 1 คือผู้สมัคร ส.ส.และพรรคการเมืองใช้เบอร์เดียวกันเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมองนโยบายของพรรคการเมืองเป็นหลักประกอบในการตัดสินใจเลือกบุคคลที่จะเข้ามาเป็น ส.ส.ในพื้นที่ เป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของพรรคการเมืองซึ่งเป็นปัญหาหลักของประเทศไทยในปัจจุบัน การกำหนดหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.ในเขตเลือกตั้งกับหมายของเลขพรรคเลขเดียวกัน พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีผลงานและนโยบายที่ได้รับความนิยมมาก่อนได้เปรียบพรรคการเมืองที่เพิ่งก่อตั้งมาไม่นาน
และปัจจัยในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนจะมีหลายเหตุปัจจัย แต่ถ้าหากใช้บัตรเดียวทั้งผู้สมัคร ส.ส.และพรรคการเมือง เชื่อว่าพรรคที่มีผลงานจะมีโอกาสได้เปรียบมากที่สุด ส่วนกรณีผู้สมัคร ส.ส.และพรรคใช้คนละเบอร์อาจทำให้ประชาชนสับสนได้

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
ส่วนตัวเห็นว่าถ้าใช้เบอร์เดียวกันเลือกพรรคและผู้สมัครจะดีที่สุด เนื่องจากประชาชน หรือผู้ใช้สิทธิไม่สับสน จำง่าย บัตรเสียน้อย ส่วนผู้สมัครสามารถไปลงสมัครวันไหนก็ได้ ไม่ต้องแห่ไปลงสมัครวันแรก เพื่อคัดกรอง รักษาระยะห่าง ป้องกันโควิดระบาด ถ้าพรรคและผู้สมัครเบอร์เดียวกัน ทำให้การหาเสียงง่าย สะดวก การทำป้าย รถแห่ แผ่นพับ และโซเชียลมีเดีย เป็นรูปแบบเดียวกัน ไม่ต้องเน้นพรรค หรือผู้สมัคร อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้คนจำทั้งพรรคและผู้สมัคร
ถ้าพรรคกับผู้สมัครใช้คนละเบอร์ อาจสร้างความสับสน ทำให้มีบัตรเสียมากขึ้น ส่วนผู้สมัครอาจนำกองเชียร์แห่ไปสมัครวันแรก เพื่อจับสลากหมายเลข ทำให้การสมัครอาจชุลมุนวุ่นวาย ไม่สะดวก เพราะหนาแน่นเกินไปดังนั้น บัตรเลือกตั้ง ส.ส. 2 ใบ ทั้งพรรคและผู้สมัครควรเป็นเบอร์เดียวกัน เพื่อจูงใจให้มาใช้สิทธิมากขึ้น ลดบัตรเสียและไม่กาให้ใคร หรือโหวตโน ทำให้การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งสะดวก รวดเร็ว ลดความผิดพลาดได้มาก ที่สำคัญทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเร็วขึ้นด้วย
ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม คือ การนับคะแนนผู้สมัครบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ควรใช้สัดส่วนของปาร์ตี้ลิสต์ 100 หารคะแนนเฉลี่ยของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ใช่จำนวน ส.ส. 500 คน หาร เพราะทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบพรรคเล็กเนื่องจากไม่ได้ส่ง ส.ส.เขต ครบ 400 เขต
สรุปง่ายๆ คือ ใช้วิธีการคำนวณคะแนนตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ให้หารคะแนนตามจำนวน ส.ส. 100 คน ไม่ใช่ ส.ส.ทั้งหมด ถ้าเหลือเศษให้คำนวณตามสัดส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แต่ละพรรค เพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ปิยณัฐ สร้อยคำ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ส่วนตัวเชื่อว่าหมายเลขของผู้สมัครและพรรคการเมืองในการเลือกตั้งนั้นควรเป็นหมายเลขเดียวกัน และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความต่างของหมายเลขผู้สมัครและพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง เพราะหากผูกกติกาให้ยาก ผลลัพธ์ทางการเมืองไทยก็จะยากเช่นเดียวกัน ข้อดีหมายเลขเดียวกันจะป้องกันความสับสนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งให้สามารถจดจำทั้งหมายเลขของผู้สมัครและพรรคการเมืองได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังสะดวกต่อการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมบรรยากาศทางการเมืองให้มีความคึกคักและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเนื่องจากพรรคการเมืองและผู้สมัครสามารถใช้หมายเลขเดียวกันในการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ทางการเมือง ทำให้การเลือกตั้งของประเทศเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและมีความชัดเจน น่าจะป้องกันข้อครหาได้
อย่างไรก็ตามข้อเสียของการใช้หมายเลขเดียวกันของผู้สมัครและพรรคการเมือง คือ ขั้นตอนของการจัดทำบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากทุกพรรคการเมืองอาจไม่สามารถส่งผู้สมัครลงแข่งขันแบบแบ่งเขตได้ในทุกเขตการเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดทำบัตรเลือกตั้งให้มีความเหมาะสม โดยอาจพิจารณาเพิ่มแถบสีคาดทับหมายเลขของพรรคการเมืองที่ไม่มีผู้ลงสมัครเลือกตั้ง หรือตัดให้เหลือเฉพาะหมายเลขของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครในเขตนั้นๆ ทดแทน
ส่วนตัวยังคงเชื่อว่าหมายเลขเดียวกันจะเป็นทางเลือกที่เอื้อให้เกิดความคล่องตัว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ป้องกันบัตรเสีย หรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และเชื่อว่า กมธ.จะมองเห็นความสำคัญในประเด็นดังกล่าว

