หมายเหตุ – สำหนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ระดมกำลังตั้งจุดตรวจกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี’65 ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายนนี้
เทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2565 ปีนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 13-15 เมษายนเป็นวันหยุดสงกรานต์ประจำปี ทำให้สงกรานต์ปีนี้ มีวันหยุดยาวต่อเนื่องวันเสาร์ และอาทิตย์ รวม 5 วัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เตรียมแผน ระดมกำลังตำรวจอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่พี่น้องประชาชน ที่สัญจรเดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ตั้งแต่วันที่ 11-17 เมษายน คาดการณ์ว่าปีนี้จำนวนรถที่เดินทางเข้า-ออกกรุงเทพมหานครจะมากกว่าสงกรานต์ปี 2564 ถึง 3 แสนคัน โดยคาดปริมาณรถมากถึง 6.7 ล้านคัน คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณรถออกกรุงเทพมหานครมากที่สุดในวันที่ 12 เมษายน ส่วนปริมาณรถกลับเข้ากรุงเทพมหานครมากที่สุดในวันที่ 16-17 เมษายน
พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งเตรียมกำลังพลกว่า 80,000 นาย อำนวยความสะดวกการจราจร และดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และที่พักอาศัย รวมถึงการป้องปรามไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ตลอดเทศกาลฯ โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร (ผอ.ศจร.ตร.)เป็นแม่งาน โดยมาตรการสำหรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มุ่งเน้นที่การบังคับใช้กฎหมายจราจร 10 ข้อหาหลักดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ที่ขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด และได้มีการถอดบทเรียนจากช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา จนคณะทำงานตกผลึกว่า ต้องมีมาตรการเชิงรุกมากขึ้น ต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นบุคคลเสี่ยง ร้านค้าใดที่ฝ่าผืนขายสุราเกินเวลา ใครไม่มีใบขับขี่ ใครขับรถเร็วไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ใครที่ไม่สวมหมวก แต่ละพื้นที่จึงจัดทำฐานข้อมูลบัญชีกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ ได้แก่ บัญชีบุคคลเสี่ยงบัญชีร้านค้าเสี่ยง บัญชีกิจกรรมเสี่ยง เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการเข้าไปประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือ ตักเตือน เป็นมาตรการเชิงรุกในการกดดันก่อนทำผิดและยังช่วยให้สามารถปรับแผนการตรวจ การตั้งจุดตรวจการทำงานได้อย่างทันท่วงที
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของทุกชีวิตบนท้องถนน คือ “การตั้งจุดตรวจ” เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า เมื่อมีการตั้งจุดตรวจ ประชาชนจะเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้ากระทำความผิด จึงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ถือว่ามีจำนวนการตั้งจุดตรวจมากขึ้นกว่าเมื่อเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาเล็กน้อย สำหรับกำลังพลกว่า 80,000 นายนั้นแบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำ “จุดกวดขันวินัยจราจร” ซึ่งมี 1,937 จุดตรวจ จำนวน 18,371 นาย จุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ มี 1,430 จุด ใช้กำลัง 12,139 นายโดยแต่ละจุดตรวจเป็นกำลังเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตำรวจภูธรภาค 1-9 (ภ.1-9) และอาสาสมัครในพื้นที่ โดยจุดตรวจทุกจุดต้องเป็นประโยชน์จริง คุ้มค่า ต้องเป็นจุดที่สามารถรับมือกับอุบัติเหตุได้ รวมถึงเป็นจุดบริการ และจุดพักกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และต้องไม่ให้เป็นภาระของประชาชนมากเกินไป
นอกจากนี้ ชุดเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลืออุบัติเหตุอีก 1,903 ชุด จำนวน 9,670 นาย เพื่อกวดขันจับกุมการกระทำผิดกฎจราจร ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนที่เหลือเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ธุรการ ที่ระดมกำลังเพื่อกวาดล้างอาชญากรรม และบริการประชาชนตลอดเทศกาล โดยไม่มีวันหยุดพัก ช่วงวันที่12-18 เมษายน มีกวดขันจับกุมการกระทำผิดกฎจราจร ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุอย่างเข้มข้น โดยทุกจังหวัดได้ตั้งเป้าหมายให้อุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ต้องลดลงจากค่าเฉลี่ยสงกรานต์ 3 ปีย้อนหลัง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 โดยจุดตรวจแต่ละพื้นที่ ช่วงแรกจะมุ่งเน้นที่การอำนวยความสะดวกการจราจร เดินทางออกกรุงเทพมหานคร จากนั้นเมื่อการจราจรเบาบางลง จะมุ่งเน้นไปที่การกวดขันวินัยจราจรและการตรวจวัดแอลกอฮอล์มากขึ้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ จากการเดินทางไปมาหาสู่กันของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่ของสถานีตำรวจ โดยเฉลี่ยจะมีการตั้งสถานีละ 3 จุด รวมถึงจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผลัดเปลี่ยนตามความเหมาะสม เช่น ผลัดเช้าจะมีจำนวนเจ้าหน้าที่น้อยกว่าผลัดบ่าย หรือเย็น ซึ่งจะมีการปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา
ช่วงวันที่ 8-12 เมษายน เส้นทางหลักที่มีการจราจรหนาแน่น เช่น ถนนมิตรภาพ ถนนพหลโยธิน จะยังไม่มีการตั้งจุดตรวจมากนัก เนื่องจากอาจส่งผลกระทบถึงการจราจร แต่จะมุ่งเน้นการตั้งจุดตรวจตามเส้นทางรอง ที่มักใช้สัญจรในช่วงเวลากลางคืน และเส้นทางที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ แนวทางของ ผบ.ตร.คือ “โปร่งใส ตรวจสอบได้ ใช้เทคโนโลยี และเป็นมาตรฐานสากล” ที่ทุกจุดตรวจต้องยึดถือ เกิดขึ้นหลังประชาชนร้องเรียนถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งด่านลอย การทุจริตของเจ้าหน้าที่ จนเกิดการเซตซีโร่จุดตรวจไปเมื่อครั้งปี 2563 โดยมีแนวทาง ดังนี้
จุดตรวจกวดขันวินัยจราจร
-ต้องทำการลงบันทึกในระบบก่อนทุกครั้ง เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ละจุดตรวจตั้งอยู่ที่ใด ป้องกันการเกิดปัญหาตั้งจุดตรวจซ้ำซ้อน หรือเจอจุดตรวจทุกระยะ 3 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรณีที่พบจุดเสี่ยงในพื้นที่ เช่น การจัดสังสรรค์ ชุดเคลื่อนที่เร็วก็พร้อมที่จะตั้งจุดตรวจชั่วคราว เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด
-ต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาระดับผู้บังคับการขึ้นไป และจัดทำแผนการตั้งจุดตรวจที่ชัดเจน ให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งจุดตรวจช่วงเวลาปฏิบัติ กำลังพล หัวหน้าจุดตรวจ และผู้ควบคุมการปฏิบัติ โดยพิจารณาจากบริเวณที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ หรือมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุ หรือมีการฝ่าฝืนกฎจราจรเป็นจำนวนมาก และต้องคำนึงถึงสภาพการจราจร และความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นสำคัญ
-แต่ละจุดตรวจต้องมีนายตำรวจระดับสัญญาบัตร ยศตั้งแต่ ร.ต.ต.ขึ้นไป เป็นหัวหน้าจุดตรวจ และตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องแต่งเครื่องแบบทุกนาย รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยกิริยาวาจาที่สุภาพ มีการอธิบายข้อกฎหมายให้ผู้กระทำความผิดเข้าใจ มีการกล่าวคำทักทายและคำขอบคุณ และต้องควบคุมอารมณ์ในกรณีที่มีบุคคลก่อความวุ่นวาย หรือไม่ให้ความร่วมมือ
-ต้องมีแผงกั้นที่มีเครื่องหมายจราจรประเภทป้าย “หยุดตรวจ” โดยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่จุดตรวจจะต้องมีในการติดตั้งป้ายและเครื่องหมายจราจร สำหรับในเวลากลางคืน จะต้องมีแสงไฟส่องสว่างให้มองเห็นป้าย “หยุดตรวจ” ได้อย่างชัดเจน ในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร รวมถึงให้มีแผ่นป้ายแสดง ยศ ชื่อ-นามสกุล และตำแหน่งของหัวหน้าจุดตรวจ
กรณีมีการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่น หรือมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครร่วมปฏิบัติงาน ให้หัวหน้าจุดตรวจชี้แจงผู้ร่วมปฏิบัติงานให้เข้าใจในอำนาจหน้าที่ และการแต่งกายของอาสาสมัคร ต้องมีสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายบอกฝ่าย ที่ไม่ทำให้ประชาชนสับสนหรือเข้าใจผิด และไม่แต่งกายคล้ายกับเครื่องแบบตำรวจเด็ดขาด
จุดตรวจวัดแอลกอฮอล์
ต้องพิจารณาจากข้อมูลผู้กระทำความผิด และสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ และยังมีอีกหนึ่งในนโยบายที่สำคัญ นั่นคือการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และป้องกันการทุจริต โดยการติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือกล้องชนิดอื่น ที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลาแบบปัจจุบันหรือเรียลไทม์ ที่สามารถดูการตรวจวัดแอลกอฮอล์ และบันทึกภาพการปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงกล้องบันทึกภาพเคลื่อนไหว ชนิดติดตัว หรือหมวกนิรภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจ
เพื่อสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อมีการร้องเรียน ตลอดจนเป็นหลักประกันให้เกิดความโปร่งใส และให้มีการบันทึกข้อมูลผู้ขับขี่และผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์ลงในระบบ TPCC (Traffic Police Checkpoint Control) หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกินกฎหมาย ให้พิมพ์เอกสารผลการตรวจให้ผู้ขับขี่เป็นหลักฐาน
กรณีเกิดอุบัติเหตุ ให้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ทุกราย รวมถึงการสอบสวนขยายผล ส่วนกรณีขับขี่ขณะเมาสุรา ต้องส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ ส่วนกรณีที่เป็นเด็ก หรือเยาวชนดื่มสุราแล้วมาขับรถ ต้องดำเนินคดีกับผู้ขายสุรา ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ฯ และดำเนินคดีกับบุคคลที่ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอม ให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ และบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 อย่างเข้มงวด (การห้ามจำหน่ายสุราในเวลาห้าม และห้ามดื่มห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในสถานที่กฎหมายกำหนด และห้ามขายให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี)
นอกจากนี้ ประชาชนเองก็สามารถตรวจสอบ รวมถึงร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนผ่านสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 สายด่วนศูนย์ควบคุมสั่งการ กองบังคับการตำรวจทางหลวง 1193 สายด่วนศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร 1197 หรือเฟซบุ๊กศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการทันที และหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญา โดยเบื้องต้นจะให้เจ้าหน้าที่ที่ประพฤติมิชอบเปลี่ยนหน้าที่ และทำการสอบสวนทันที และเป็นที่รู้กันดีว่าทุกวันนี้ เชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังระบาดหนัก สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทุกหย่อมหญ้า ส่งผลทั้งด้านการดำเนินชีวิต ไปจนถึงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการใช้เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์แบบตรวจยืนยันผล ที่ต้องมีการเป่าลมหายใจนั้น จึงอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ได้ ทุกจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ จึงมีมาตรการในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยการเปลี่ยนหลอดสำหรับเป่า และใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้ง
ส่วนสาเหตุที่ต้องมีการกวดขันในเรื่องจุดตรวจแอลกอฮอล์นั้น เนื่องจากการเมาสุราถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ จนเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น อีกทั้งในบางครั้งอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งแน่นอนว่ามีความผิดตามกฎหมายอีกด้วย โดยผู้ที่ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุรา หรือของเมาอย่างอื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ หากการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ หากเป็นกรณีอันตรายสาหัส มีจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 120,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
และหากการกระทำนั้นส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

