มติรัฐสภาพลิกใช้หาร500 สูตรปาร์ตี้ลิสต์ฉบับพิสดาร
หมายเหตุ – ผลการลงมติของที่ประชุมรัฐสภาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. … ในมาตรา 23 แก้ไขมาตรา 128 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 เกี่ยวกับวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยที่ประชุมฯมีมติเห็นด้วย 354 เสียง ไม่เห็นด้วย 162 งดออกเสียง 37 ไม่ลงคะแนน 4 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 577 คน กับข้อสงวนคำแปรญัตติของ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ เสนอให้ใช้วิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยใช้สูตรหารด้วย 500 คน ขณะที่นักวิชาการ ได้ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าว
มติรัฐสภา ล้มหาร 100
ผลการลงมติ เสียงส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยกับการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยให้ใช้สูตรหารด้วย 500 จะเป็น ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคเล็ก นอกจากนี้ ยังมีพรรคร่วมฝ่ายค้านบางส่วนโหวตสนับด้วย อาทิ พรรคเสรีรวมไทย พรรคก้าวไกล (ก.ก.) รวมทั้ง ส.ส.ของพรรค พท.ที่โหวตสวนมติพรรค 7 คน
ส่วนเสียงไม่เห็นด้วย จะเป็นเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.จากพรรค พท. พรรค ก.ก. และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 7 คน รวมทั้ง ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. … ที่มีมติยืนยันตามเสียงข้างมากในชั้น กมธ. ที่สนับสนุนให้ใช้สูตรหารด้วย 100
โดยจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาที่แสดงตน มีจำนวน 577 คน จากจำนวนสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด726 คน แบ่งเป็น ส.ส. 476 คน ส.ว. 250 คน

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
กรณีที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมามีมติด้วยเสียงข้างมาก เห็นชอบให้ใช้สูตรการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหารด้วย 500 มีอยู่หลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กลัวพรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะแบบแลนด์สไลด์ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่คิดว่าปัจจัยหลักคือ ในพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นพรรคขนาดกลาง และพรรคขนาดเล็ก เพราะฉะนั้นเป็นส่วนสำคัญที่พรรคร่วมรัฐบาล ต้องการกติกาเอื้ออำนวยให้กับตัวเอง จริงๆ มีสัญญาณมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น การตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเกี่ยวกับกฎหมายลูก 2 ฉบับ ปรากฏว่า กมธ.คนหนึ่ง เป็นหัวหน้าพรรคเล็ก เป็นผู้เสนอสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 500 เข้าไปเป็น กมธ.ในสัดส่วนโควต้าของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตอนนั้น กมธ.ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครสนใจ เพราะลงมติว่าใช้สูตรหาร 100 ทำให้ท้ายสุดออกมาพลิกโผกัน เพราะว่าในชั้นต้นเชื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เมื่อปี พ.ศ.2564 คงเกิดขึ้นจากความต้องการแก้ปัญหาในการบริหารจัดการการเมืองเรื่องพรรคเล็ก เพราะตอนนั้นมีเรื่องของการแจกกล้วย เรื่อง ส.ส.งูเห่า เมื่อเป็นเช่นนั้นพรรคแกนนำหลักอย่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จึงต้องการแก้ปัญหาการบริหารจัดการการเมือง ปรากฏว่าสถานการร์เปลี่ยนไป พรรค พปชร.มีกลุ่มแตกตัวออกมาเป็นพรรคเศรษฐกิจไทย (ศท.) ทำให้พรรค พปชร.มีแนวโน้มจะลงมาเป็นพรรคขนาดกลาง อีกทั้งผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับชัยชนะมาแบบแลนด์สไลด์ ก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าโอกาสของพรรค พท.จะแลนด์สไลด์ อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อบริบทแวดล้อมเปลี่ยน ทำให้กลับมาโหวตหนุน สูตรหาร 500
ส่วนเรื่องผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของฝ่ายนิติบัญญัติในการพิจารณาร่างกฎหมายนั้น ส่วนตัวมองว่ามีผลกระทบแน่นอน เพราะว่าการใช้สูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแบบหาร 500 จะทำให้เกิดสภาพการณ์ ไม่ต่างกับการเลือกตั้งในปี 2562 ทำให้มีพรรคการเมืองมากมาย มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง มีเรื่องของคณิตศาสตร์ทางการเมืองในสภา มีเรื่องของงูเห่า รวมถึงเรื่องแจกกล้วย จะไม่ต่างกับสถานการณ์ทางการเมืองในปี 2562
ขณะที่หลายพรรคการเมืองเคยสนับสนุน สูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อแบบหาร 100 แต่กลับลำมาโหวตสนับสนุน สูตรหาร 500 เป็นเรื่องมุ่งหวังถึงผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ นั้น แน่นอนอยู่แล้ว สุดท้ายการพูดคุยกันเรื่องของหลักการในการเลือกตั้ง ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ไม่ได้ตอบสนองเจตจำนงของประชาชน สิ่งที่เห็นกลายเป็นเทคนิคทางการเมืองขณะที่การเลือกตั้งโดยหลักการต้องตอบสนองต่อเจตจำนง และสามารถสะท้อนเสียงของประชาชนได้แต่การใช้สูตรหาร 500 ทำให้เกิดความลักลั่น เจตจำนงของประชาชนถูกทำให้สับสนไปหมด เพราะในรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับแก้ไขปี 2564 ได้แยกชัดเจนอยู่แล้วในเรื่องของบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใช้ระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนาน เขียนไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 83 และในมาตรา 91 ก็ยังเขียนไว้ชัดเจนอีกว่า การคิดคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ต้องคิดคำนวณอย่างเป็นสัดส่วน สัมพันธ์โดยตรงกับพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนน ตรงนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องหาร 100
ในทางปฏิบัติ โดยหลักการเห็นได้ว่าเจตจำนงของประชาชนถูกแยกเป็น 2 ส่วน หลังจากมีบัตร 2 ใบ การแยกเป็น 2 ส่วน จะนำมาปะปนไม่ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ไปเลือกตั้ง ใบหนึ่งเลือก ส.ส.เขต ก็ไม่ได้มองว่าพรรคนั้นจะมีหน้าตาของส.ส.บัญชีรายชื่ออย่างไร ให้ความสำคัญเพียงแต่ ส.ส.เขตบ้านตัวเองว่ามีคุณสมบัติเหมาะไหม จะเป็นผู้แทนได้หรือไม่
ขณะที่อีกใบหนึ่ง ผมเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็ไม่ได้สนใจผู้แทนในเขตเลือกตั้งเลย แต่จะสนใจว่าใครเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พรรคมีนโยบายอย่างไร หรือว่าใครมาลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีสิ่งน่าสนใจอะไรบ้าง แต่สุดท้ายเจตจำนงกลับถูกนำมาปะปนกัน ทั้งที่ตอนกาบัตรเลือกตั้งลงคะแนน ไม่ได้นำมาคิดปะปนกัน ลักษณะนี้เรียกว่าทำให้เกิดการบิดเบี้ยวเจตจำนงของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
เรื่องการพลิกกลับมาใช้สูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหาร 500 เป็นการถูกสั่งจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลนั้น แน่นอน เพราะมีข่าวว่า 3 ป. มีแนวทางอย่างไร บรรดาพรรคร่วมก็มีแนวทางออกไป เห็นได้ว่าร่างแรกที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำเสนอ กกต.เสนอให้ใช้สูตรหาร 100 เสนอให้ใช้เบอร์เดียวกันทั่วประเทศ แต่ร่างดังกล่าวของ กกต.เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรากฏว่าถูกส่งกลับมาให้แก้ไขทั้งหมดเลย ทำให้กลายเป็นบัตร 2 ใบคนละเบอร์ กลายเป็นหาร 500 สะท้อนเห็นว่ากระบวนการเหล่านั้นเป็นการยึดโยงผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้
ในทางกลับกันทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นปมปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก มีสำนวนอันหนึ่งบอกว่า การเลือกตั้งคือเครื่องมือในการเปลี่ยนหัวกระสุน มาสู่บัตรเลือกตั้ง แปลว่าการเลือกตั้งคือเครื่องมือเปลี่ยนเรื่องของความขัดแย้ง ความรุนแรง กลับมาสู่การใช้สันติวิธี จะเข้าสู่อำนาจอย่างมีเสถียรภาพทางการเมือง ท้ายสุดการเลือกตั้งไม่ได้ทำหน้าที่ส่วนนี้ การเลือกตั้งก็จะเป็นการเลือกตั้งไม่มีความหมายกับประชาชนเลย
สำหรับเรื่องการมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ถ้าออกแบบวิธีคิดคำนวณ ส.ส.ดีๆ จะไม่มีปัญหา แต่ที่ผ่านมามีปัญหา บัตรเลือกตั้ง 2 ใบในระบบคู่ขนาน ทำให้เกิดสัดส่วน ส.ส.เกินจริง ทำให้เสียงส่วนหนึ่งตกน้ำ พอมีปัญหาเช่นนั้นก็นำบัตร 2 ใบมาหารรวม ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวเรื่องเจตจำนงของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นถ้าออกแบบดีๆ จะไม่มีปัญหาเลย จริงๆ แล้วควรจะต้องหาร 100 ก่อน หลังจากนั้นมาคิดว่า ส.ส.พึงจะมีของพรรคการเมืองนั้นๆ ควรจะมีเท่าไหร่ หลังจากนั้นนำไปหักลบกับ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งคือระบบ MMP (ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม) อย่างแท้จริง ส่วนสูตรคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แบบหาร 500 ที่ผ่านมติของที่ประชุมรัฐสภาไป ไม่ใช่ MMP หลายคนเข้าใจว่าเป็น MMP แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ MMP ก็ไม่ใช่ ระบบคู่ขนานก็ไม่เชิง ผมใช้คำว่า ปาร์ตี้ลิสต์พิสดาร ต้องใช้คำนี้เลย
ส่วนประเด็นการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบแต่คนละเบอร์อาจมีส่วนทำให้ประชาชนสับสน เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้สูตรคำนวณหาร 500 เพราะเรื่องของการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบแต่คนละเบอร์ ทำให้เจตจำนงของประชาชนถูกแยกออกจากกัน เทียบเคียงกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.กับ ส.ก. ภาพสะท้อนคะแนนแตกออกเป็น 2 ส่วน บางพื้นที่อาจสับสนการหาเสียง การลงคะแนน ที่สำคัญการบริหารจัดการการเลือกตั้งจะวุ่นวายมาก เพราะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งท้องถิ่น หลายคนอาจมองว่าการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม. บัตร 2 ใบไม่เห็นจะมีปัญหา แต่ต้องว่าอันนี้คือการเลือกตั้งท้องถิ่นและเลือกตั้งเพียงพื้นที่เดียว การเลือกตั้งระดับชาติ ไหนจะเลือกตั้งล่วงหน้า ไหนจะการเลือกตั้งนอกเขตไหนจะเลือกตั้งนอกประเทศไทย แต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน กกต.ต้องพิมพ์บัตรตามจำนวนชุด ทำให้เกิดความสับสนในเรื่องของขนส่ง เรื่องบัตร เรื่องการนับคะแนน มากมาย
สำหรับการแก้เกมของพรรค พท. ต่อกติกาการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อแบบหาร 500 นั้น พรรค พท.จะแก้เกมโดย แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นพรรค พท.อาจไปยื่นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าสูตรหาร 500 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ส่วนระยะยาว อาจเป็นไปได้จะกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดรับกับการใช้สูตรหาร 500 เช่น การตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่พรรคหนึ่ง เป็นพรรคเก็บคะแนนในส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อโดยเฉพาะ ส่วนพรรค พท.เดิม จะเก็บคะแนนในส่วนของ ส.ส.แบ่งเขต เพราะฉะนั้นหากวางยุทธศาสตร์ดีๆ อาจไม่เสียเปรียบมาก เพราะเกี่ยวกับคะแนนนิยมของประชาชนด้วยส่วนหนึ่งในการเลือกตั้ง
เรื่องการใช้สูตรเลือกตั้งของต่างประเทศอาจมีเหมือนประเทศไทยนั้น การใช้สูตรคิด ส.ส.หาร 500 คล้ายกับระบบ MMP แต่ไม่เหมือนกับระบบ MMP ของเยอรมนีเสียทีเดียว แค่คล้ายๆ บิดนู่นบิดนี่ ให้ออกมาสไตล์ไทยๆ
ขณะที่ทางออกในการเลือกตั้งของประเทศไทยนับจากนี้ การเลือกตั้งถ้ากติกาเริ่มต้นไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมร่วมกัน จะเกิดปัญหาตามอีกหลายอย่าง เรื่องปัญหาความชอบธรรมทางการเมือง ปัญหาการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ปรากฏการณ์เหล่านี้ เคยเกิดขึ้นแล้วหลังการเลือกตั้งปี 2562 ตอนนั้นมีคนตั้งคำถามเยอะมาก เรื่องของการคิดคำนวณ ส.ส.ปัดเศษ เรื่องของบัตรเขย่ง ก็นำมาสู่การตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมของอำนาจรัฐในเวลาต่อมา ดังนั้นต้องบอกว่ากติกาคือเรื่องสำคัญที่สุด
ถ้าครั้งนี้ยังเป็นปัญหาแบบเดิม ผลเลือกตั้งก็จะไม่ได้รับการยอมรับเช่นเดิม มีส่วนทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเลือกตั้ง สุดท้ายการเลือกตั้งที่ควรเป็นความหวังของประชาชน ถ้าไม่ทำให้ประชาชนเกิดความหวัง การเลือกตั้งและประชาธิปไตยจะไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมายใดๆ อีกต่อไป

