โต้เดือด‘ศึกซักฟอก’ ‘ชลน่าน-ประยุทธ์’
หมายเหตุ – เนื้อหาการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 จำนวน 11 คน ของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับคณะเป็นผู้เสนอ ภายใต้ยุทธการ “เด็ดหัว สอยนั่งร้าน” ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อภิปรายชี้แจงข้อกล่าวหา ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ความเจ็บปวดและความทุกข์ยากของประชาชนถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดระยะเวลา 8 ปี บุคคลชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปรารถนาในอำนาจ ความอยากอยู่ในตำแหน่งต่อไปของนายกรัฐมนตรีคนนี้ การบริหารแบบคุยโว ตลอด 8 ปี คือความบกพร่อง ผิดพลาด ล้มเหลวแต่เพียงผู้เดียว และความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นกับประชาชนยากเกินความสามารถ เกินสติปัญญาของท่านที่จะแก้ไข ซึ่งไม่ควรดันทุรังบริหารประเทศต่อไป
ผมคาดหวังจะเห็นนายกฯตระหนักถึงจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ การรู้ผิดชอบชั่วดีว่าไร้ศักยภาพ ไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงในการบริหารจัดการแก้ปัญหาให้แก่ประเทศชาติ และประชาชนคาดหวังว่าอาจถึงเวลาแล้วที่จะเกิดความสำนึกรู้ว่าตนควรจะยุติบทบาทนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะจารึกถึงความล่มสลายที่ท่านได้ก่อขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ พวกเราคงต้องติดตามดูภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีคนนี้ต่อไป
ถึงเวลาแล้วที่ทุกความจริงต้องถูกเปิดเผย ความเสียหายที่สร้างไว้ต้องถูกตีแผ่ ทุกความผิดพลาด ความบกพร่อง ความล้มเหลว การก่อทุจริตต้องถูกเปิดโปง และนำไปสู่การดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมนำคนผิดมาลงโทษ เราจะร่วมกันตัดวงจรอุบาทว์ เห็บปรสิตที่สูบเลือดประเทศเพื่อความอิ่มเอมของตนเองและพวกพ้องจะต้องถูกกำจัด พรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้เวลา 45 ชั่วโมงอย่างคุ้มค่า ทุกวินาที เพื่อหยุดสิ่งเลวร้ายเหล่านี้ ชี้ให้สภาแห่งนี้เห็นถึงภัยร้ายที่เกิดขึ้นมาตลอด 8 ปี หวังว่าสิ่งที่ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักหน่วง เพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลตระหนักถึงความจริงที่ว่า นั่งร้านที่พวกท่านพยายามค้อมหัวยอมเป็นให้กับรัฐบาลนี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง
พวกเราจะร่วมมือกันยุติความเสียหายเหล่านี้ เริ่มต้นใหม่กับรัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ขอขอบคุณกลุ่มราษฎรที่เปิดกล่องลงมติไม่ไว้วางใจเป็นมติมหาชน หากเห็นมติมหาชนจะเปลี่ยนใจมาลงมติไม่ไว้วางใจร่วมกับฝ่ายค้าน
พล.อ.ประยุทธ์มีที่มาไร้ความชอบธรรม เข้าสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของประเทศ และยังรักษาอำนาจด้วยกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่น่าอดสูใจ เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกองกำลังในสภาให้ซ้ายหันขวาหัน โหวตรักษาอำนาจให้ตนได้ตามอำเภอใจสร้างความล่มสลายให้ประเทศต่อเนื่องยาวนานเกือบ 8 ปี
ยอมรับเถอะว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เกิดจากนิติบริกรที่ พล.อ.ประยุทธ์เลือกเข้ามาจัดทำรัฐธรรมนูญ จนได้ดั่งใจนั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ดึงประเทศถอยหลังนับสิบๆ ปี และเป็นมะเร็งร้ายบ่อนทำลายระบอบการเมืองไทย ทำลายประเทศ และอนาคตของลูกหลานของเราทั้งหมด เพียงเพราะความอยากอยู่ต่อในอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไร้สำนึก ไร้ความชอบธรรม โดยไม่ใส่ใจต่อความพินาศของเศรษฐกิจ เป็นผู้นำไร้ความสามารถ ขาดวิสัยทัศน์ ใช้ปากบริหารประเทศ
เพราะชีวิตของ พล.อ.ประยุทธ์ อาจรู้จักแต่กองกำลังในค่ายทหาร จึงคัดเลือกบุคลากรที่คุ้นเคยเหล่านี้เข้ามาทำงานด้านต่างๆ แบบผิดฝาผิดตัว เป็นผู้นำที่สร้างความพินาศ ล้มเหลวให้กับประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สาธารณสุข การเมือง คอร์รัปชั่นจนระบบประเทศพังพินาศล้มเหลว ยกตัวอย่าง การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 เห็นชัดเจนว่าช่วงใกล้เลือกตั้งจัดงบกระจุกตัว จัดให้แต่ฝ่ายตนเองและพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด การลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนที่จะต้องได้รับความยุติธรรม ครอบงำชี้นำพรรคการเมืองที่สมยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก้าวก่ายแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ สั่งการสูตรคำนวณ ส.ส.หาร 500 มีการต่อรองทางการเมืองมากมาย เพื่อทำงานพรรคการเมืองคู่แข่งให้การยึดอำนาจมาไม่เสียของ เหมือนจับหนูตัวเดียวแต่เผาบ้านตัวเอง
ผมยังเชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ส. ท่านใช้วิธีการแบบนี้พรรคกลางและพรรคเล็กตายหมด ผมแนะนำยังมีเวลาให้ศาลรัฐธรรมนูญทักท้วงว่าการแก้ไขมาตรา 23 ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ถึงศาลแน่ และจะมีใครบางคนถูกสอย เสียงในสภาไม่ชนะศรัทธาประชาชน คนดูถูกอำนาจประชาชนจะถูกสั่งสอนในสนามเลือกตั้ง ทั้งนี้ ผมขอร้องไปยังเพื่อนสมาชิก เรามาจากประชาชนต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชน เพื่อประเทศชาติและ
บ้านเมือง ผมหวังว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพวกเราจะได้มาเจอกัน และหวังว่าคนที่นั่งอยู่บนบังลังก์ควรจะไปจากสภาแห่งนี้ เพราะท่านไม่เคยให้เกียรติสภาแห่งนี้ ไปได้แล้วครับ ท่านอย่าอยู่เพื่อเป็น 608 ทำลายประเทศชาติ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีอีกครั้ง เป็นห้วงเวลาสำคัญของชาติที่จะมาช่วยกันขบคิดและถกแถลง ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพราะเป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนที่เป็นฝ่ายข้างนอกก็ไม่รู้ว่าฝ่ายไหน ที่ไปลงคะแนนลงมติกันข้างนอก ไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้ ไม่อยู่ในระบบบริหารราชการแผ่นดิน
วันนี้มีปัญหามากมาย ท่านตั้งหัวข้อ ตั้งโจทย์มากมาย แต่ไม่ได้ฟังว่ารัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง หรือฟังแต่อาจจะฟังไม่ครบ ฟังไม่หมด หรือฟังโดยใช้อวัยวะข้างเดียว ไม่ได้ฟังสองข้าง ท่านค่อนข้างจะพูดรุนแรงอยู่เหมือนกัน เราจำเป็นต้องละทิ้งทิฐิต่างๆ ทิ้งอคติ หรือแม้กระทั่งผลประโยชน์ส่วนตัวไว้ข้างหลัง และนึกถึงผลประโยชน์ส่วนร่วมของคนในชาติเป็นที่ตั้ง ถ้าเรามีความรักความสามัคคีกัน ไม่ขัดแย้งกัน ปัญหาที่พูดมาทั้งหมดแก้ได้หมด ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน 2 ปีที่ผ่านมาเราประสบความาสำเร็จในการรับมือสถานการณ์โควิดได้เป็นอย่างดี เป็นการทำงานแบบบูรณาการ ลองตามดูหลายๆ ประเทศเอาแบบอย่างเราไปทำ เพราะกลไกของสาธารณสุขมีจำกัดในการทำงาน และเราทำถึงวันนี้ได้มันเพราะอะไร เพราะความร่วมมือหรือไม่การทำงานแบบบูรณาการใช่หรือไม่ ความเสียสละของทุกคนในประเทศนี้ใช่หรือไม่
ส่วนที่ท่านพูดถึงกลุ่ม 608 ท่านต้องให้เกียรติกลุ่ม 608 ด้วย เขาเป็นบุคคลประชากรที่สูงอายุ เราต้องให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมาได้รับการชื่นชม ยกย่อง และเป็นแบบอย่างหลายๆ อย่างในสิ่งที่เราทำ และข้อสำคัญคือเราสามารถเปิดประเทศได้อย่างยั่งยืน คำว่ายั่งยืนคือช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เปิดประเทศได้มากขึ้นตามลำดับ ทำให้มีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น
ถ้าพิสูจน์ตัวเลขเรื่องนักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาผมได้พบกับสมาคมนักท่องเที่ยว โดยมาพูดถึงปัญหา ข้อเสนอแนะ ผมรับมาและมาพูดกับคณะทำงานของผม นายกฯไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ไม่ได้ฉลาดที่สุด เหมือนบางคนที่ท่านบอกว่าฉลาดที่สุดตอนนี้อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ทุกอย่างและทุกความสำเร็จนี้เราพิสูจน์ด้วยตัวเลข ครึ่งปีนี้กว่า 2.2 ล้านคน เกิดรายได้ 1.25 ล้านบาท ไทยเที่ยวไทย67.8 ล้านคน จะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทุกระดับหลายรอบมากกว่า 4.3 แสนล้านบาท นี่คือผลงาน
ท่านไม่เห็นหรืออย่างไร ท่านไม่ดูอะไรเลย การอภิปรายครั้งนี้เหมือนทุกครั้งที่ผมและรัฐมนตรีได้ยินในเรื่องนี้มาหลายครั้งเต็มที ทั้งในสภา นอกสภา พูดซ้ำเดิมๆ แต่พวกผมพร้อมที่จะให้ความกระจ่างทุกประเด็น สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านกล่าวมาคือวิสัยทัศน์และการเป็นผู้นำรัฐบาล ผู้นำประเทศ ท่านกล่าวว่าเวทีในต่างประเทศผมไม่ได้รับการต้อนรับ ผมคิดว่าผมก็ไม่ได้ด้อยค่าไปกว่านายกฯท่านอื่นๆ หรืออดีตนายกฯ
ปี 2524 ยุคโชติช่วงชัชวาลประเทศไทยเริ่มค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ตามมาด้วยยุคกรมอุตสาหกรรมท่าเรือน้ำลึก โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือที่เรียกกันติดปากว่า Easten Seaboard ต่อมาปี 2531 ประเทศไทยขับเคลื่อนนโยบายเปลี่ยนเป็นสนามการค้า มีโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก โครงสร้างพื้นฐานโทรศัพท์ โครงสร้างเลขหมาย เปลี่ยนจากยุคอนาล็อกสู่โลกดิจิทัล โครงการพัฒนาพื้นที่ทะเลภาคใต้ โครงการขนส่งมวลชนในเขตเมืองหลวง โครงการทางด่วนและสนามบินแต่ละภูมิภาค เป็นยุคที่ประเทศไทยเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด
จากปี 2524-2531 ด้วยมูลค่าจีดีพีที่ขยายตัวกว่า 40% ภายใน 10 ปี และประเทศไทยโดดเด่นในเวทีโลก แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจนำพาประเทศไปถึงจุดหมายนั้นได้ เนื่องจากไม่มีนโยบายที่โดดเด่นมากพอที่จะสร้างแรงกระตุ้นขับเคลื่อนประเทศฝ่าวิกฤตโลกหลายระลอก ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 สงครามอัฟกานิสถาน 2544 รวมทั้งความขัดแย้งของคนในชาติ 10 กว่าปีมาแล้ว ผมไม่ใช่ตัวที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ย้อนกลับไปดูพฤติกรรมและความผิด ย้อนกลับไปดูคนที่ติดคุก ถึงแม้จะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง แต่จะต้องทำให้สังคมเรียบร้อย
เมื่อผมเข้ามาบริหารประเทศ 3 เรื่องที่สำคัญที่ต้องการจะเดินหน้าประเทศไปข้างหน้า พลิกโฉมประเทศไทย เรื่องแรกคือประกาศวิสัยทัศน์ประเทศไทย คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ปฏิรูปทุกมิติเพื่อเป็นแผนที่นำทางในการพัฒนาประเทศ และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นนโยบายนำเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม รวมไปถึงการวิจัยและพัฒนาด้วย
ทั้งหมดคือวิสัยทัศน์ เรายังมีรายละเอียดการลงทุนอีกมากในอนาคต ซึ่งผมได้ทำการนำเสนอมาแล้วเป็นระยะ เพราะฉะนั้น หากมองด้วยหัวใจจะสัมผัสได้ ในชีวิตประจำวันในรูปแบบต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลง และจะต้องเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปเป็นระยะๆ ผมพูดว่าอีก 2 ปีมันจะผลิดอกออกผลขึ้นมา ไม่ได้บอกว่าขออยู่ต่ออีก 2 ปี คุณเอาทุกเรื่องมาตีหมดอย่างนี้ไม่ได้ ขอให้ทุกคนช่วยกันปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ต้องใช้หลัก 3 ดี คือ หลักการดี พูดกันด้วยวิชาการและเหตุผล ปราศจากการถูกครอบงำ ข้อมูลดี นำเสนอด้วยหลักฐานความจริง ที่ได้มีการตรวจสอบและกลั่นกรองมาแล้ว และน้ำใจดี มอบความจริงใจต่อกัน เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน ทั้งผู้อภิปราย ผู้ถูกอภิปรายและประธาน ทุกอย่างจะราบรื่น
ผมไม่อาจจะกล่าวอ้างว่าผมทำได้ดีที่สุด เก่งที่สุด ไม่เคยพูดอย่างนั้นท่านตีความของท่านไปเอง หลายอย่างที่ท่านพูดมาไม่ใช่ข้อเท็จจริง ผมยืนยัน ไม่ใช่ข้อเท็จจริง การจัดอันดับลดลง ท่านไปดูสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ตรงไหน อะไรที่มันดีขึ้น อะไรที่มันแย่ลง แย่ลงเพราะอะไร ท่านเป็นบุคลากรทางการแพทย์อยู่แล้ว ท่านฉลาดกว่าผมอยู่แล้ว โชคดีที่ผมไม่ได้ไปรักษาอะไรกับท่าน เพราะท่านว่าผมว่ามีอาการพิการทางสมอง ผมรักษากับท่านไม่ได้ ท่านลองไปหาสิ่งดีๆ มองด้วยสายตาสองข้าง หูสองหู จะได้เห็นอะไรที่ดีๆ บ้าง
สรุปแล้วที่ท่านพูดมาทั้งหมดไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด และไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง ผมจำเป็นต้องชี้แจง ดังนั้น ขอให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถ้าแรงมาผมอาจจะแรงน้อยกว่า เพราะรู้ว่าต้องการทำให้ผมโมโห ถ้าอยากได้รับเกียรติจากคนอื่นต้องรู้จักให้เกียรติคนอื่น ถ้าโจมตี ให้ร้าย ส่อเสียด ดูแล้วไม่เป็นสุภาพบุรุษ ผมไม่อยากฟังในสภานี้ แต่ผมให้เกียรติสภา ให้เกียรติประธาน และสมาชิกทุกคน ผมจำเป็นต้องชี้แจง เพราะผ่านมาชั่วโมงเต็มๆ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเลย ผมทราบดีว่าท่านคงชื่นชมหลายคนที่เคยทำงานมาก่อนว่าดีกว่าผม แต่ไม่เป็นไร ก็เอากลับมาให้ได้ก็แล้วกัน

