มองเกม‘สภาล่ม’ ฟื้นสูตรหาร 100

7.08.22 | 09:11 น.

มองเกม‘สภาล่ม’ ฟื้นสูตรหาร 100

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการ กรณีวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา การประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ต้องปิดการประชุมลง เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ โดยมีกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐจับมือกันเพื่อให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกรอบ 180 วัน ในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ส่งผลให้กลับมาใช้ร่างหลักของรัฐบาลที่เสนอโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยใช้สูตรหาร 100

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

หากมอง ส.ส.บัญชีรายชื่อจากสูตรหาร 500 กับ 100 นั้น และดูองคาพยพทางการเมืองทั้งหมด จะพบว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เล่มเกมในสภาโดยไม่เข้าร่วมประชุม พร้อมทั้งยืดเวลา นอกจากนี้ ยังมี ส.ว.เข้ามาเสริมอีกแรง ก็ต้องมาดูว่า ส.ว.อยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร ทำให้เป็นไปได้ว่าจะมีการดึงเกมไปหาร 100 ซึ่งเป็นไปได้สูงในขณะนี้

Advertisement

ในการต่อสู้ในเรื่องหลักเกณฑ์หาร 100 กับหาร 500 มองในหลักการ หากมีการหาร 100 จะเป็นการเลือก ส.ส.ในพื้นที่ในลักษณะมีความชื่นชมในเรื่องการดูแลที่ดี แต่พรรคอาจจะไม่มีนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ทำให้สามารถเลือกคนที่เขารัก และเลือกพรรคที่ชอบ หรือพรรคดี นโยบายดี ก็อาจเลือกทั้งคนทั้งพรรคได้ อย่างน้อยก็สร้างความรู้สึกที่ดีให้กับประชาชนเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ สร้างการเมืองเชิงนโยบาย ที่สำคัญทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เกิดขึ้นมาจากการใช้ฐานของประเทศในการคำนวณ

ส่วนสูตรหาร 500 เป็นการประยุกต์ใช้มาจากแนวทางการเลือกตั้งแบบเดิม คือมองทุกคะแนนจะต้องไม่ตกน้ำทำให้เกิดการหารแบบเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์มารวมกับคะแนนเขต อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเป็นกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องการเมืองด้วย การหาร 100 กับบัตร 2 ใบ จะสร้างระบบการเรียนรู้ที่ดีให้กับประชาชน ส่วนหาร 500 โดยหลักการสามารถทำได้ และมีบางประเทศที่ทำกัน แต่เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ยาก ซับซ้อน แต่สำหรับการเมืองของไทย ทั้งสูตรหาร 100 หรือหาร 500 เป็นการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองของพรรคใหญ่

การใช้สูตรหาร 100 ของ พปชร. หากมองย้อนอดีตมีความได้เปรียบสูงเพราะเป็นพรรคใหญ่ แต่ปัจจุบันได้แตกแยกสาขาออกเป็นหลายพรรค นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส.ส.ภายในพรรค พปชร.จะเหลือกี่คนทำให้ในระบบบัญชีรายชื่อ หากหาร 100 จะมีความได้เปรียบจริงหรือ

ยังมองได้อีกว่าการหาร 100 เป็นการกำจัดพรรคเล็กพรรคน้อยที่กำลังจะตั้งขึ้นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ส.ในพรรค พปชร.หรือกลุ่มผู้มีบารมีในพรรค พปชร. เพื่อต้องการเตะตัดขาพรรคเล็ก ซึ่งเป็นเครือของพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้

กรณีการแตกออกมา 2 พรรค คือพรรครวมแผ่นดิน ของ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มองว่าเป็นพรรคเล็กจะไม่เกิดประโยชน์จากการหาร 100 เลย สับสนเหมือนกันว่าทำไม พปชร.จึงเลือกเกมนี้ ทำให้เห็นว่าภายในมีความขัดแย้งกันอย่างหนัก รวมทั้งกระอักกระอ่วนกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วงเวลานี้จึงต้องเคลียร์กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขณะเดียวกันก็มีคนที่จะเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องไปตั้งพรรคใหม่ นอกจากนั้นยังมีนายเสกสกล อัตถาวงศ์ เป็นว่าที่หัวหน้าพรรคเทิดไท

กลับมามองในเรื่องการหาร 500 ต้องดู ส.ส.อันพึงมี และ ส.ส.อันพึงได้ หากดูฐานคะแนนของ พท.ที่ ส.ส.เขตอาจจะทำให้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้เลย เป็นการเลือกตั้งแบบเดิม หากใช้สูตรหาร 100 เชื่อว่ากระแสที่โทนี่กำลังปั่นนโยบายมั่นใจว่าจะได้คะแนนเสียง เพราะมีทีมทำนโยบายที่ดี ประกอบกับการทำงานของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะได้คะแนนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ จะทำให้ได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้นจาก ส.ส.เขตเลือกตั้งประจำจังหวัด ซึ่งมีฐานอยู่แล้ว และ ส.ส.ที่มาจากนโยบายผ่านระบบปาร์ตี้ลิสต์ โดยนำผู้ที่มีชื่อเสียงยอมรับในสังคมเข้าสู่บัญชีรายชื่อ เพื่อให้ได้ส.ส.เขตเลือกตั้งและ ส.ส.ในบัญชีรายชื่อให้มากที่สุด เชื่อว่า พท.ได้เปรียบมากที่สุด

หากมาดูในเรื่องการหาร 100 โดยใช้มาตรา 132 ของรัฐธรรมนูญนั้น มีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะเห็นความร่วมมือของ 2 พรรคใหญ่ ตัวแปรคือ ส.ว. อาจจะมีการรับคำสั่งจากผู้มีอำนาจบารมีทางการเมืองตัวจริงมาแล้วจึงต้องกลับไปหาร 100 คิดว่า ส.ส.ส่วนหนึ่งคงจะเบื่อพฤติกรรมหากมีการหาร 500 จะต้องไปเจอปัญหาพรรคเล็กพรรคน้อยที่ต้องแจกกล้วยรวมทั้งผลประโยชน์

ผมมองว่าหาร 100 ไม่ค่อยซับซ้อน คือเขตประเทศ ดูประชากรมาเลือกตั้ง แล้วมาหารตามสัดส่วนปกติ เรื่องนี้จะมีปัญหาหรือเปล่า เพราะหากมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 4 ล้านคน และเอา 100 หาร พรรคที่จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะต้องมีคะแนนถึง 4 แสนคะแนน เพราะ ส.ส.เขตที่ได้รับการเลือกตั้งประมาณ 3-4 หมื่นเท่านั้นก็ได้เป็น ส.ส.แล้ว

ในเรื่องนี้อาจจะมีปัญหาเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้แก้ไว้คือคะแนนไม่ตกน้ำ หากพรรคหนึ่งพรรคใดได้มา 3 แสนคะแนนแล้วจะทำอย่างไร ในเมื่อเขียนไว้ว่าคะแนนไม่ตกน้ำ แต่ไม่ได้บอกว่าจัดการอย่างไร ในเมื่อทุกคะแนนมีความหมาย ซึ่งเป็นคะแนนคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่จะต้องหาทางออกกันต่อไป ถือว่าเป็นปัญหาเทคนิคทางกฎหมาย

หากวัดกำลัง ส.ส.บัญชีรายชื่อระหว่าง พปชร.กับ พท.ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ หากหาร100 พท.ได้เปรียบ เพราะมีความพร้อมมากกว่า นอกจาก พปชร.จะเคลียร์ใจกันได้ และทำให้พรรคที่แตกออกไปกลับมารวมกันในพรรคเหมือนเดิม เพื่อให้พรรคมีพลัง นอกเสียจากได้วางกลยุทธ์ หากหาร 100 หาร 500 มีปัญหา ตัดสินใจมาสู้กันที่เขตเลือกตั้งดีกว่า เพราะหากนับ ส.ส.บัญชีรายชื่อก็ต่างกันไม่มากเพียง 10-15 ที่นั่ง มาสู้ในเขตเลือกตั้งจะดีกว่า

ส่วนที่มองว่าจะเป็นกลยุทธ์ของ พปชร.ต้องการยุบพรรคเล็กแล้วมารวมด้วยนั้น พบว่ามีการตั้งพรรคแยกออกมา โดยเฉพาะพรรคของนายพีระพันธุ์ น่าจับตามองเพราะดึง ส.ส.และกลุ่มนักการเมืองที่มีประสบการณ์จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งไม่ได้หวัง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ต้องการ ส.ส.ในเขตพื้นที่ของ ปชป.ที่มีปัญหาในบางพื้นที่ หากได้ 10-15 ที่นั่ง มีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลและตั้งรัฐมนตรีได้อีกด้วย

มองได้ว่าหากแบ่งแยกแล้วปกครอง ให้ไปทำ ส.ส.ในเขตเลือกตั้ง แล้วมาผนึกกำลังกันใหม่ หากเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียวแล้วจัดการปัญหาไม่ได้ก็ต้องแยก อาจจะมองว่าปาร์ตี้ลิสต์เสียเปรียบ พท. แต่ยังได้ ส.ส.ของ พปชร.ที่ไปลงในนามของพรรคเครือข่ายแล้วไปจองที่นั่ง ส.ส.ในเขตพื้นที่ของ ส.ส.ปชป.ที่มีปัญหา ดูแล้วทิศทางน่าจะไปทางนั้น

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
สาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

ณวันนี้ต้องบอกว่าถ้านับจากเสียงข้างมากในสภา ฝ่ายค้านเป็นรองรัฐบาลอยู่ ดังนั้น การที่จะโหวตว่าใช้สูตรหาร 500 หรือ 100 ก็คงจะออกมาคล้ายกับในวาระ 2คือฝ่ายค้านเสียเปรียบ และโอกาสที่จะออกมาในลักษณะหาร 500 ก็ยังมีความเป็นไปได้สูง

อย่างไรก็ดี ในการพิจารณาครั้งนี้เรื่องของหลักคิดต่างๆ หรือแม้กระทั่งความชอบด้วยกฎหมายของการหาร ถ้าฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะใช้เทคนิคต่างๆ ได้ ก็จะเกิดภาวะเสียงข้างมากลากไปในรัฐสภา ฉะนั้น ผมมองว่านี่เป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านจำเป็นต้องใช้เทคนิคอย่างหนึ่งเพื่อดึงให้ระยะเวลาเลย 180 วันออกไป ซึ่งเมื่อเลย 180 วัน ก็จะต้องกลับไปใช้ร่างที่ถูกนำเสนอเข้ามาในวาระแรก คือสูตรหาร 100 นั่นเอง

จึงต้องบอกว่านี่เป็นเทคนิคทางการเมืองของฝ่ายค้าน เป็นการเปิดทางให้กับสูตรหาร 100

อย่างไรก็ดี จะมองว่านี่เป็นสัญญาณการปรองดองระหว่าง 2 พรรค ทั้งพลังประชารัฐ (พปชร.) และเพื่อไทย (พท.) ในการทำแท้งสูตรหาร 500 หรือไม่ ก็ต้องบอกว่า วันนี้ทางพรรค พปชร.เองอาจคาดหมายผิดพลาดในการสนับสนุนสูตรหาร 500 เพราะสูตรนี้ก็ไม่ใช่ว่าบรรดาพรรค พปชร.และพรรคร่วมรัฐบาลจะได้ประโยชน์ทุกพรรค แต่เบื้องต้นพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าจะได้ประโยชน์กับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก แต่เอาเข้าจริงแล้วสูตรหาร 500 พรรครัฐบาลขนาดเล็กก็อาจจะไม่ได้ทุกพรรค ยังยากอยู่ดี ส่วนพรรคจิ๋วไม่ว่าจะสูตรหาร 100 หรือ 500 ก็หายทั้งหมดอยู่แล้ว นี่จึงเป็นสิ่งซึ่งบอกว่า “เป็นการคาดการณ์ที่ผิด” และเมื่อถึงเวลา หลังจากโหวต 500 ไปก็คงจะมีการไปคิดทบทวนว่าท้ายที่สุดแล้วพลังประชารัฐเองก็ไม่ได้อะไร

ส่วน พท.ก็อยู่บนจุดยืนมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าต้องการจะหาร 100 ในระบบคู่ขนาน เพราะฉะนั้น ณ จุดนี้ พท.เองก็เรียกว่าสนับสนุนอยู่แล้ว ผมจึงไม่คิดว่าเป็นการมาสมยอมทางการเมือง หรือเป็นไปในลักษณะฮั้ว เพราะเป็นสิ่งที่แต่ละพรรคคงไปคิดคำนวณมาแล้วว่าผลได้-ผลเสียที่จะได้กับพรรคตนเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ หากต้องกลับไปใช้ร่างของรัฐบาล (กกต.) ส่งเข้าสู่สภาในวาระแรก ถามว่าจะไปติดขัดเรื่องอื่นอีกหรือไม่ ผมว่าท้ายที่สุด หากครบระยะเวลา 180 วันแล้วก็สามารถที่จะให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามกระบวนการต่อไปได้ ในมาตรา 132 ได้เขียนเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ ขั้นตอนต่อไปคือนายกรัฐมนตรีต้องพักร่างเอาไว้ 5 วันจากนั้นก็จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่ง 5 วันตรงนี้เป็นระยะเวลาที่อาจจะมีผู้ซึ่งสามารถไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกได้ เพื่อให้ตีความในกรณีนี้ ซึ่งต้องลุ้นว่าจะออกมาอย่างไร

ช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะต้องส่งไปให้บรรดาองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาต่อไป ในกรณีนี้ก็คือ กกต.นั่นเอง รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกา ในการพิจารณาให้ความเห็นทักท้วงด้วย จะต้องทำความเห็นกลับมาภายใน 10 วันหากไม่มีการทักท้วงใน 10 วัน รัฐมนตรีสามารถพักไว้ 5 วัน และนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไปได้ทันที

ส่วนภาพการเมืองหลังจากนี้ ความจริงต้องบอกว่า โอกาสที่เราจะเห็นสูตรหาร 100 หรือสูตรหาร 500 ออกมา ผมคิดว่าโอกาส 50/50 เป็นไปได้ทุกทาง หลายคนเข้าใจว่าเมื่อมีการใช้เกมในสภาเพื่อทำให้วาระการประชุมล่ม หรือให้ครบ 180 วัน สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าหากสภามาพลิกในวาระ 3 ขั้นลงมติ ว่าสนับสนุนสูตรหาร 500 ด้วยเสียงข้างมาก ก็ยังเป็นไปได้อยู่

ตอนนี้จึงมีโอกาสออกได้ทั้ง 2 ทาง แต่ถามว่าระบบแบบไหนที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง ต้องเป็นระบบ MMP หรือระบบสัดส่วนผสม จะทำให้คะแนนเสียงสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้อย่างแท้จริง และปัญหาคะแนนเสียงที่เกินสัดส่วนความเป็นจริง หรือ overhang เกิดขึ้นน้อย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ในการเลือกตั้งทุกระบบต่างมีจุดบกพร่อง ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น ระบบที่น่าจะสะท้อนเจตจำนงได้มากที่สุด และมีความบกพร่องน้อยสุดก็น่าจะเป็นระบบสัดส่วนผสม

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มมร วิทยาเขตล้านนา

กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) เลือกใช้มาตรา 132 เพื่อสนับสนุนสูตรหาร 100 โดยไม่สนเสียงวิจารณ์ล้มสูตรหาร 500 ว่าเป็นยุทธวิธีการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อให้ได้เปรียบการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้ามากที่สุด เนื่องจาก พท.มีโอกาสได้ ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ตามเครือข่ายและฐานเสียงมากที่สุด ซึ่งพรรคได้ประกาศว่าจะชนะเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้าแบบถล่มทลาย หรือแลนด์สไลด์ เป็นไปตามการสำรวจความนิยมพรรคและตัวผู้สมัครหลายครั้งที่ผ่านมา ทำให้ พท.มั่นใจว่าสูตรหาร 100 ส่งผลให้พรรคมีโอกาสชนะเลือกตั้งเหนือกว่าทุกพรรค และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้าได้

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่สนับสนุนสูตรหาร 100 เนื่องจากเป็นพรรคขนาดใหญ่ มีเครือข่ายและฐานเสียงทั่วประเทศ ดังนั้น โอกาสได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้นหากใช้สูตรหาร 500 อาจต้องแบ่งเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรคเล็ก 15-20 ที่นั่ง ทำให้พรรคเล็กมีอำนาจต่อรองเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล และเลือกกระทรวงเกรดเอได้ ซึ่งการเลือกตั้งปี’62 ที่ใช้สูตรหาร 500 ทำให้พรรคเล็กที่ได้เสียงสนับสนุน 70,000 คะแนน สามารถได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 ที่นั่งแล้ว หากมาใช้สูตรหาร 100 ต้องได้เสียงสนับสนุนอย่างน้อย 120,000-150,000 คะแนน ถึงได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ดังนั้น โอกาสพรรคเล็กได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จึงน้อยลงไป จึงคัดค้านการใช้สูตรหาร 100 เพราะมองว่ามีโอกาสแพ้เลือกตั้งสูง และไม่มีที่ยืนในสภาดังกล่าว ทั้งนี้ หลังสภาคว่ำสูตรหาร 500 ทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และพรรคการเมืองไม่แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ทำให้ร่างดังกล่าวตกไป ต้องไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด กลับไปใช้ร่างของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เคยเสนอสภาพิจารณาสูตรหาร 100 ให้สภาพิจารณาวาระแรก ให้นำเข้าสู่สภาพิจารณาอีกครั้ง

ไม่แน่ใจว่า กกต.ได้ปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขการคำนวณเศษคะแนนของ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อย่างไรบ้าง และใช้เกณฑ์ไหนเป็นมาตรฐานชี้วัดเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคอย่างเท่าเทียม เนื่องจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ใช้บัตรเลือกตั้ง2 ใบแล้ว ดังนั้น การคำนวณสูตรหาร 100 จะใช้สูตรคำนวณแบบเยอรมัน หรืออังกฤษ ที่มีการคำนวณแตกต่างกัน หรือใช้สูตรคำนวณคณิตศาสตร์แบบไทยใช้ค่ามาตรฐาน หรือค่าเฉลี่ยเป็นเกณฑ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติและทุกฝ่ายยอมรับได้ ไม่เกิดปัญหาฟ้องร้องภายหลังอีก

ถ้านำร่าง กกต.ที่ใช้สูตรหาร 100 เข้าสู่สภาพิจารณาใหม่ หากฝ่ายร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านตกลงกันได้ เชื่อว่าพิจารณาสำเร็จ หรือผ่านภายใน 180 วัน ก่อนรัฐบาลครบวาระมีนาคมปีหน้าเพื่อให้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และพรรคการเมืองเดินหน้าไปได้ก่อนเลือกตั้งใหม่กลางปีหน้า ส่วนพรรคเล็กที่เสียเปรียบจากการใช้สูตรดังกล่าวอาจเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยรวมพรรคเล็กเป็นพรรคขนาดกลาง หรือไปรวมกับพรรคใหญ่เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งดังกล่าว และมีโอกาสเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้าด้วย ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนอาจสูญพันธุ์ได้