เตือนสุญญากาศวาระ8ปี กระแสสังคมหลัง24สิงหาฯ

21.08.22 | 09:11 น.

เตือนสุญญากาศวาระ8ปี กระแสสังคมหลัง24สิงหาฯ

หมายเหตุความเห็นกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สามารถบริหารราชการไปตามปกติ จนกว่าศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้ให้พ้นตำแหน่งก็ยังคงเป็นนายกฯรักษาการ มีอำนาจยุบสภาได้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามหลักการที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวไว้นั้นถูกต้องแล้ว ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ซึ่งเป็นการถ่วงดุลในระบบรัฐสภา เมื่อมีปัญหาต้องให้ฝ่ายตุลาการตัดสินปัญหาวินัจฉัยชี้ขาด ซึ่งเป็นแนวทางนิติศาสตร์

Advertisement

แต่ในทางการเมืองควรพิจารณาทางรัฐศาสตร์ด้วย ซึ่งเป็นปมประเด็นที่น่าจะมีปัญหาพอสมควร หากดูตามสถานการณ์ขณะนี้ได้มีกลุ่มต่างๆ ออกมามากมาย ทั้งกลุ่มพลเมือง 99 กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการ กลุ่มแพทย์ชนบท เริ่มจะออกมากดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก แสดงว่าขบวนการทางนิติศาสตร์ หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกำลังเดินคู่ขนานไปกับกระแสของสังคม หากไปจบที่เดียวกันคือ นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี ถือว่าไม่มีปัญหา ถ้าคำพิพากษากับกระแสสังคมไปในแนวทางเดียวกัน

แต่ถ้าไม่ไปในทิศทางเดียวกันหากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่ความรู้สึกของสังคมไปคนละทางกันแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างนิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์ เชื่อว่าจะไม่เดินไปคู่กัน ซึ่งหลังจากนี้จะเกิดปมประเด็นปัญหาสำคัญทางการเมือง อาจทำให้การเมืองไปสู่สุญญากาศทางการเมืองได้ง่ายคือ สังคมอาจจะไม่พึงพอใจต่อคำพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากสังคมคลางแคลงใจมานานแล้ว ในความสัมพันธ์ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับคนที่อยู่ในรัฐบาล

ถ้าหากมีคำพิพากษาให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็กลับไปดูรายชื่อเดิมที่ได้มีการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ได้มีการเสนอชื่อไว้ 5 คนจะเลือกใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือหากเอาคนนอกมองว่าจะต้องใช้เสียงข้างมากทั้ง 2 สภาคือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นไปได้ ถ้าคนคุมเกมอำนาจทางการเมืองต้องการให้เป็นไปแบบนั้น เชื่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่านายกรัฐมนตรีครบ 8 ปีแล้ว ควรเอาชื่อคนที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาพิจารณาตามระบบ บริหารประเทศกันต่อไปจนกว่าจะครบวาระ

แต่หากศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่ทันวันหมดวาระของนายกรัฐมนตรีวันที่ 24 สิงหาคม 2565 เชื่อว่ากระแสของสังคมจะออกมากดดันมากกว่านี้อีก ช่วงนี้กลุ่มนิติศาสตร์ก็ออกมาไม่เห็นด้วยเช่นกัน อาจารย์ทางด้านนิติศาสตร์หลายคนก็มองว่านายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งครบวาระ 8 ปีเช่นกัน หากศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่ทันวันที่ 24 สิงหาคมนี้ ความกดดันทางสังคมเกิดขึ้นแน่นอน

ส่วนการที่มีกลุ่มต่างๆ ออกมากดดันเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีจะครบวาระในวันที่ 24 สิงหาคม หากดูแล้วกลุ่มคนแม้จะไม่เยอะ แต่มีพลังความเคลื่อนไหวทางสังคมเยอะ ที่ผ่านไปยังกลุ่มบุคคล กลุ่มสังคม พรรคฝ่ายค้านในการสร้างกระแส กล่าวง่ายๆ คือ คนกลุ่มเล็กแต่พลังโต

กรณีปัญหานายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่ง 8 ปี ที่อยู่ระหว่างการพิจารณานั้น เชื่อว่าได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนอย่างแน่นอน เพราะช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐประหาร การเลือกตั้ง ส.ส. ต่อมาก็การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจถดถ่อยอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย

แต่สถานการณ์การเมืองดีขึ้นก็จะช่วยได้อย่างมากมาย แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองขณะนี้เริ่มนำมาสู่ความปั่นป่วน จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ทั้งที่สถานการณ์โควิดสามารถควบคุมได้ แต่สถานการณ์การเมืองเริ่มทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติ มีการประเมินสถานการณ์ว่าไม่เป็นปกติอีกครั้งหนึ่งแล้ว จะทำให้เกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย เพราะขณะนี้เริ่มมีการแบ่งกลุ่มสังคม ประชาชน กลุ่มต่างๆ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งอาจจะจบด้วยระบบที่ถูกต้องก็ได้ หรือไม่ถูกต้องก็ได้

อย่างไรก็ตาม อยากให้จบไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งคำพิพากษาและความต้องการของสังคม

ในความคิดของผมอยากให้นายกรัฐมนตรีมองมิติทางสังคมด้วย รู้อยู่แล้วว่านายกรัฐมนตรีมีทีมที่ปรึกษา คนรอบข้างอยากให้ไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่สถานการณ์อย่างนี้อยากให้พิจารณาในแง่ความรู้สึกของสังคม บรรทัดฐานทางการเมือง จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

รวมทั้งนานาอารยประเทศต่างๆ ด้วย การดำรงตำแหน่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 8 ปี นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีและรู้จักพอ เมื่อมีผู้ท้วงติงว่าดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีแล้ว ก็ยุติบทบาททางการเมือง

ส่วนตัวคิดว่านายกรัฐมนตรีลาออกเป็นเรื่องที่ดีที่สุด หากยุบสภาในเกมการเมืองขณะนี้ถือว่าเสียเปรียบจึงอยากให้ลาออกและดำเนินการต่อไปตามกระบวนการที่มีอยู่ เลือกใครคนใดคนหนึ่งมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน

อย่างไรก็ตาม หากมีการลาออกก็จะไปส่งผลกระทบต่อบรรดาข้าราชการการเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งขึ้นมา ก็จะต้องดูว่าไปคาบเกี่ยวมากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะไปถึงขั้นปรับคณะรัฐมนตรี หรืออาจจะต้องเปลี่ยนทั้ง ครม. เพราะถือว่ามาในนามรัฐบาลเดียวกัน อาจต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่

หากวันที่ 24 สิงหาคม ปรากฏว่ายังไม่มีคำวินิจฉัยลงมาเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งครบวาระ 8 ปีพล.อ.ประยุทธ์ก็จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

แต่กระแสของสังคมจะกดดันแรงขึ้น โดยรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยลงมาอีกครั้งหนึ่ง

สมชาย ปรีชาศิลปกุล
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

กรณีนักวิชาการ และฝ่ายค้านขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยการดำรงตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีครบวาระ 8 ปี ส่วนตัวคิดว่าศาลอาจวินิจฉัยให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในตำแหน่งต่อ อาจส่งผลให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ

และไม่มีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนยิ่งทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลตกต่ำลงไปอีก เพราะพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มถอยห่าง สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทยอยลาออกไปอยู่พรรคอื่น

แม้ พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจ แต่ไม่มีความชอบธรรมบริหารราชการแผ่นดินอีกแล้ว

ช่วง 8 ปี การบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์เป็นที่ประจักษ์ต่อทุกฝ่ายแล้วว่า ไม่มีความสามารถ พรรคร่วมรัฐบาล กลุ่มผู้สนับสนุน เริ่มถอยห่าง โดยเฉพาะชมรมแพทย์ชนบทที่เคยสนับสนุนรัฐบาล ได้เปลี่ยนจุดยืน ไม่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อ

แม้ พล.อ.ประยุทธ์อาจกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ได้ แต่อายุรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์จะสั้นลงเรื่อยๆ ดังนั้นการดำรงตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นภาระหนักอึ้งของชนชั้นนำ ที่กดขี่และปฏิเสธอำนาจประชาชนมาโดยตลอด

หากเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปาง เขต 4 ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะ สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนมีสิทธิและมีส่วนร่วมเลือกผู้บริหารและ ส.ส.เข้าไปทำหน้าที่ในสภา ทำให้เห็นภาพการบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน

ดังนั้นการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า ทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ง่าย อาจเลือกพรรคที่ประชาชนนิยม เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้าด้วย

ส่วนการยกเลิกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น มองว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้แล้ว เพราะไม่ได้ใช้เพื่อปกป้องและคุ้มครองประชาชน แต่เป็นการใช้อำนาจเพื่อจับกุมดำเนินคดีเยาวชนและคนเห็นต่างทางการเมืองเท่านั้น รวมทั้งปกป้อง พล.อ.ประยุทธ์และผู้สนับสนุนการทำรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อปี 2557 ทำให้สังคมบอบช้ำและประเทศเสียหาย

ดังนั้น ประชาชนมีทางเลือกสนับสนุนพรรคการเมือง ที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า เพื่อได้ผู้นำประเทศคนใหม่ โดยรัฐบาลชุดใหม่ ต้องดำเนินการกับ 3 ป. คือ พล.อประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำต่อประชาชนและประเทศเสียหาย อย่าปล่อยให้ลอยนวล หรือเสวยสุขหลังหมดอำนาจดังกล่าวได้อีก

 

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย

กรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี สรุปความเห็นว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ครบ 8 ปี ก็ยังสามารถรักษาการได้ จนกว่าที่ประชุมรัฐสภาจะมีมติเลือกนายกฯคนใหม่ และหากนายกฯไม่ประสงค์รักษาการก็เป็น สร.2 หรือรองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 รักษาราชการแทน ทั้งนี้ ความผิดของนายกรัฐมนตรีเป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่สามารถรักษาการต่อได้ เทียบเคียงกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าทำผิดกรณีใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการระดับสูงและแต่งตั้งเครือญาติเข้าไปทำงานแทน เป็นความผิดเฉพาะตัวตามมาตรา 182 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ยุบสภาแล้ว อยู่ระหว่างรักษาการ

เมื่อเป็นความผิดเฉพาะตัวก็ไม่สามารถรักษาการได้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติมอบหมายให้นายนิวัติธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีรักษาการแทน หากไม่สามารถรักษาการได้ ต้องดำเนินการตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 คือ ในกรณีที่มีรองนายกรัฐมนตรีหลายคนให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ไม่ใช่เป็น สร.2 โดยอัตโนมัติ