ส่องสถานการณ์‘น้ำ’ แผนสู้-รับมือ‘ท่วม’
หมายเหตุ – ความเห็นและแผนการแก้ปัญหาของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ สทนช. ต่อสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กทม. รอบปริมณฑลและจังหวัดต่างๆ

ฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
หากเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำในปัจจุบันกับปี 2554 ถือว่ายังไม่รุนแรงเท่า เมื่อเทียบจากจุดที่สำคัญ อาทิ แม่น้ำเจ้าพระยา มีพื้นที่และรองรับน้ำได้เยอะ โดยเฉพาะปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ ปัจจุบันรับน้ำอยู่ที่ 1,700 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที แต่ศักยภาพรับน้ำได้อยู่ที่ 3,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนในพื้นที่บางไทร เป็นจุดรวมน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ในเกณฑ์ 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ยังรองรับน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก เมื่อเทียบกับปี 2554 มีปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ประมาณ 4,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันยังไม่ถึงครึ่งของจำนวนดังกล่าว
จากการประเมินสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าหลังจากนี้จะมีฝนตกลงมาเพิ่มอีก ส่งผลให้มีน้ำมาเพิ่มเติมที่เขื่อนเจ้าพระยา ที่จะมีน้ำไหลเพิ่มขึ้นเป็น 1,800-2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้แจ้งเตือนแล้ว จะส่งผลให้จังหวัดใกล้เคียงพื้นที่ดังกล่าว อาทิ สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจนถึงช่วงปลายเดือนกันยายนนี้
นอกจากนี้ มีการเฝ้าระวัง อาทิ การสำรวจคันกั้นน้ำหรือการเสริมกระสอบทรายแนวฟันหลอริมแม่น้ำเจ้าพระยา และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทหารลงพื้นที่เสริมกระสอบทราย เพื่อเตรียมรับปริมาณน้ำจากฝนที่จะเกิดในลูกถัดไป ในปีนี้เรามีความพร้อมมากในการระบายน้ำ ทั้งในส่วนของทุ่งฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออกขณะนี้ อยู่ระหว่างลดระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักเพื่อให้น้ำทุ่งไหลลงมา ให้เกษตรกรชาวนาได้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ก่อนเป็นพื้นที่รองรับน้ำกรณีน้ำเกินเกณฑ์
ส่วนภาคอีสาน เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุดีเปรสชั่นมู่หลานและหมาอ๊อน หลังพายุผ่านไป ได้พร่องมวลน้ำสูงสุดจากแม่น้ำชีไปยังแม่น้ำโขงแล้ว ขณะเดียวกัน มวลน้ำมูลก็ไหลลงมา รวมทั้งเร่งระบายน้ำตอนล่าง ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่ จ.อุบลราชธานี และเครื่องผลักดันน้ำปัจจุบันกรมชลประทานติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่ อ.พิบูลมังสาหาร แล้วกว่า 140 เครื่อง แต่ขณะนี้ จ.อุบลราชธานี ระดับน้ำยังสูงขึ้นตามลำดับ แนวคันฟันหลอในแนวชุมชนเมือง และชุมชน อ.วารินชำราบ หลายหน่วยงานช่วยกันปิดซ่อมรอยฟันหลอดังกล่าวแล้ว ยืนยันว่ามีความพร้อมในการรับมือน้ำฝนในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้หรือจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝนแล้ว
จังหวัดอื่นๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดที่น่ากังวลจะเป็นจังหวัดที่อยู่ติดเขาและฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาทิ จ.อุทัยธานี สุพรรณบุรี สระบุรี ลพบุรี ปทุมธานี เชียงราย และลุ่มน้ำที่จะวิกฤตมาก คือ ลุ่มน้ำมูลตอนล่าง ได้แก่ จ.นครราชสีมา ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ขณะนี้มวลน้ำมูลและน้ำชีปริ่มขอบตลิ่งอยู่แล้ว หากฝนตกมาเพิ่ม โอกาสเอ่อล้นในพื้นที่ลุ่มต่ำหรืออยู่นอกคันป้องกัน
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมขังใน จ.ปทุมธานีที่ผ่านมา ฝนตกติดต่อกัน 2 วัน มากกว่า 150 มิลลิเมตร (มม.) และในเขตบางเขน รอยต่อระหว่างจังหวัดก็ตกหนักประมาณ 150-200 มม. เพราะฉะนั้น แนวทางในการบริหารในรอยต่อ ในระบบถนนต่างๆ ก็ต้องสูบระบายไปยังประตูระบายน้ำที่เป็นเขตรอยต่อ จะมีการลดน้ำหรือปิดการรับน้ำจึงส่งผลให้น้ำท่วมถนน ซึ่งตรงบริเวณพื้นที่ จ.ปทุมธานี ที่มีน้ำหลากลงมาที่ประตูน้ำคลองรังสิตประยูรศักดิ์ เป็นผลจากน้ำฝนและน้ำหลากไหลมารวมกัน มีการสูบน้ำลงไปที่แม่น้ำบางปะกงแล้ว รวมทั้งระบายน้ำแนวตั้ง อาทิ คลองหกวาสายล่างคลองประเวศ และคลองพระองค์ไชยานุชิต ด้วยปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาค่อนข้างมาก
ปัจจุบันเครื่องสูบน้ำกลับมาใช้งานได้เป็นปกติทั้ง 20 เครื่องแล้ว ทำให้น้ำในพื้นที่ดังกล่าวลดลงวันละ 10 มม. ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

รศ.ดร.ประพัทธ์พงษ์ อุปลา
ผอ.สำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
สถานการณ์น้ำท่วมทั้ง กทม. ปริมณฑล และในต่างจังหวัด เกิดจากร่องมรสุมที่พัดผ่านเข้ามา ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน และปัญหาในเรื่องของ Climate Change ทำให้ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีฝนตกหนัก
ปริมาณน้ำฝนตอนนี้หนักเหมือนกัน หากเทียบจากกราฟของ กทม.ในปีนี้ โดยเฉพาะช่วงต้นเดือนกันยายนน่าจะมากกว่า 2 ปีที่แล้ว แต่ในเดือนอื่นๆ น่าจะมีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ ผมคิดว่าปัญหาน้ำท่วมนั้นแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่
ช่วงแรก คือ ก่อนเกิดเหตุ เราเตรียมความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ช่วงสอง คือ เมื่อเกิดเหตุแล้วต้องจัดการอย่างไร และช่วงสุดท้าย คือ หลังเกิดเหตุต้องทำอะไรบ้าง โดยช่วงก่อนเกิดเหตุต้องเข้าใจเรื่องของปริมาณน้ำฝน ถ้าเป็น กทม.น่าจะต้องเข้าใจปริมาณน้ำเหนือจากแม่น้ำต่างๆ และปริมาณน้ำทะเลหนุน ส่วนของปริมาณน้ำฝนก็สามารถทำได้ คือการดูพยากรณ์อากาศต่างๆ เพื่อรับมือ
ส่วนแรกคือต้องดูปริมาณน้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน สองคือ รู้เรื่องของระบบรองรับของ กทม.เองว่าเรามีระบบคูคลอง ประตูระบายน้ำเป็นอย่างไร ประสิทธิภาพยังใช้ได้อยู่หรือไม่ พื้นที่ในการรับน้ำหรือแก้มลิงมีตรงไหนบ้าง เครื่องสูบน้ำที่มีอยู่ทั้งที่อยู่กับที่และแบบโมบายเป็นอย่างไรบ้าง มีพื้นที่เสี่ยงตรงไหน พื้นที่ไหนเป็นจุดลุ่มต่ำพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ หรือพื้นที่เกษตรกรรมที่พอจะปล่อยน้ำไปได้ หรือพื้นที่ไหนที่เป็นพื้นที่ราชการ รวมพื้นที่เปราะบาง มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียง จะเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ต้องรู้ก่อนเกิดเหตุ
ส่วนที่สอง คือ เวลาเกิดเหตุน้ำท่วมจะต้องจัดการอย่างไร แบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ จัดการข้อมูล จัดการน้ำ และจัดการคน
เรื่องแรก คือ การจัดการข้อมูล สิ่งที่เราต้องมีคือโครงสร้างการสั่งการที่มันชัดเจน จะได้รู้หน้าที่ว่าหน่วยงานใดต้องเป็นผู้ทำและต้องทำอะไรบ้าง การประสานงานกับหน่วยงานภายนอกว่ากรมชลประทานจะต้องดูแลอะไร ช่วย กทม.อย่างไร การจัดการแจ้งเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ประชาชนทั่วไปรับรู้ข้อมูล
เรื่องที่สอง คือ การจัดการน้ำ ต้องรู้ก่อนว่าน้ำท่วมขังมีปริมาณเท่าไร ปริมาณของระบบที่รองรับพอหรือไม่ โดยเฉพาะปริมาณน้ำนั้นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือน้ำในคลอง กับน้ำที่ท่วมพื้นที่ ถ้าไม่รู้ปริมาณจะบริหารจัดการยาก สิ่งที่ต้องรู้คือ สามารถระบายน้ำได้กี่วัน กี่นาที การเคลื่อนตัวของน้ำใช้เวลาเท่าไร จะช่วยในการวางแผนและสั่งการได้ และเรื่องที่สาม คือ การจัดการคน ถ้าเกิดภาวะน้ำท่วมจะจัดการการเดินทางอย่างไร จัดการอาหาร น้ำ และยารักษาโรคอย่างไรบ้าง หรือหากไม่มีห้องน้ำ กทม.จะช่วยอย่างไรได้บ้าง
ส่วนสุดท้าย คือ หลังเกิดเหตุ หากเคลียร์พื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเสร็จอาจจะต้องคุยกันเรื่องการเยียวยาประชาชน เรื่องของทรัพย์ที่เสียหาย สภาพร่างกายและจิตใจ สิ่งที่เราเรียนรู้คือเราเริ่มเข้าสู่ภาวะที่เป็น Climate Change แล้ว อาจจะเกิดน้ำท่วมบ่อยขึ้นและหนักขึ้นต้องเตรียมความพร้อมให้ได้ ต้องมองถึงอนาคต นี่เป็นแผนระยะยาวแล้วว่าเราจะมีพื้นที่แก้มลิงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นบนดินและใต้ดิน ดูในส่วนของท่อระบายน้ำว่ามีเพียงพอและรับน้ำได้เพียงพอหรือไม่ ต้องไปดูเรื่องของเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำเพียงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งการจัดการเรื่องของผังเมืองมีการจัดพื้นที่ในการรับน้ำหรือไม่ หรือทำเป็นฟลัดเวย์
ในมุมมองของผมนั้นอย่างเคสของ กทม. ถ้าไม่เตรียมความพร้อมในระยะยาวจะเกิดปัญหาที่ซ้ำซาก เกิดน้ำท่วมและระบายไม่ทัน ทำให้เศรษฐกิจเสียหายหมด ถ้าเราไม่วางแผนปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับในอนาคต ผมว่าไม่คุ้มแล้ว อย่างของ กทม. 3-4 วันที่ผ่านมา ผมคิดว่ามูลค่าความเสียหายมหาศาลเป็นพันล้านบาท ไม่รวมถึงสภาพจิตใจ คงปฏิเสธการน้ำท่วมไม่ได้เพราะ กทม.เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ แต่ในการบริหารจัดการน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่านี้คือวางแผนระยะยาวไปเลยว่าเราจะทำอย่างไร

ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า
ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การเกิดน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล สาเหตุหลักต้องยอมรับว่าฝนเยอะมาก พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมก็เจอเหมือนกัน เนื่องจากพฤติกรรมของฝนเปลี่ยนไป มีผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่คาดการณ์ไม่ได้ ประกอบกับเป็นปีของลานิญาต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วปกติช่วงนี้จะเป็นช่วงฝนทิ้งช่วง แต่ปีนี้เป็นปีลานิญาต่อเนื่อง ทำให้ฝนไม่ทิ้งช่วง ตกอย่างต่อเนื่อง
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะเกิดไปเรื่อยๆ เป็นวิกฤตของโลกด้วย ทั้งน้ำแห้ง น้ำไม่พอ ขณะเดียวกันน้ำก็จะไปเยอะอีกที่หนึ่ง ประเทศไทยหรือประเทศเพื่อนบ้านเป็นโซนที่คาดการณ์ว่าน้ำจะเพิ่ม ขณะเดียวกันบางพื้นที่ของโลกน้ำก็น้อยลง จากการวิจัยของหลายส่วนทั่วโลก หากน้ำแข็งขั้วโลกละลายก็จะส่งผลให้น้ำทะเลท่วมสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นกับความชื้น รวมทั้งอุณหภูมิของน้ำทะเล ก็จะมีผลไปทั่วโลกเหมือนกัน
ส่วนการบริหารจัดการน้ำ หากกล่าวถึงภาคกลางจะพูดถึงน้ำเหนือที่ไหลบ่ามาตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา จนถึง จ.ปทุมธานี กระทั่งถึงปากอ่าว ประกอบกับฝนที่ตกในพื้นที่ มีปัญหาในหลายพื้นที่เหมือนกัน อาทิ ระยอง กรุงเทพฯ ที่ผ่านมาน้ำทะเลหนุน ทั้ง 3 เรื่องนี้ เป็นปัจจัยเกิดน้ำท่วมที่มาจากฝน
ส่วนสถานการณ์ขณะนี้ การไหลบ่าของน้ำทางภาคเหนือไม่ค่อยกังวล เพราะว่าน้ำในเขื่อนหลักมีเพียงครึ่งเดียว แต่ฝนที่ตกส่วนใหญ่จะตกท้ายอ่าง และลุ่มภาคกลาง ทำให้บริการจัดการได้ เกษตรกรจะเกี่ยวข้าวในช่วงนี้หรือสัปดาห์หน้า ทำให้มีพื้นที่หน่วงน้ำได้เหมือนกับพื้นที่แก้มลิง หรือพื้นที่ทุ่ง หลังจากนั้นจึงมาบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตะวันออก ตะวันตก ไปทางแม่น้ำท่าจีน และออกสู่ทะเล สามารถดำเนินการจัดการได้
สำหรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝนตกมากจริงๆ และยังไปตกกองในบางพื้นที่ เช่น บางเขน ลาดกระบัง ต้องจัดการตามสถานการณ์ และเครื่องมือที่มีอยู่ อาทิ คลองระบายน้ำและปั๊มน้ำ เพราะ กทม.อยู่ได้ด้วยปั๊มน้ำไม่เช่นนั้นจมน้ำแน่ บางเขตปั๊มน้ำเสีย ปั๊มน้ำพัง ก็มีปัญหา บางพื้นที่ปั๊มน้ำดีเกินไป ทำให้ทุกเขตปั๊มน้ำกันอย่างมากมายแต่ไปลงคลอง เมื่อระดับน้ำเต็มประกอบน้ำทะเลหนุน ทำให้น้ำเกิดหมุนเวียน ทรงตัวไม่ออกไปไหน ช่วงนี้จะเห็นว่าเขตลาดกระบังน้ำทรงตัว เพราะน้ำเจ้าพระยาเต็มระบายออกไปไม่ได้ รวมทั้งน้ำทะเลยังหนุนอีกด้วย
การบริหารจัดการน้ำของ กทม.ดูไปแล้วก็คนเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักระบายน้ำ รวมทั้งเขต มาดำเนินการบริหารจัดการน้ำตามภารกิจ ซึ่งอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ก็เสื่อมลงไปทุกวัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานด้อยลงไป ประกอบกับประโยชน์การใช้ที่ดินที่เปลี่ยนไป ทำให้พื้นที่เก็บน้ำน้อยลง พื้นที่ชุมชนหนาแน่นขึ้น ส่งผลให้น้ำท่วมปกติเหมือนที่ผ่านมา
เรื่องแผนการบริหารจัดการน้ำ หากเป็นแผนระยะสั้นทำอย่างไรก็ได้เอาตัวเองให้รอดจากสถานการณ์นี้ก่อน ที่สำคัญควรจัดการขยะในบ้านของตนเอง อย่าทำให้ถุงก๊อบแก๊บ 1 ใบ ภายในบ้านทำให้ระบบระบายน้ำเสียทั้งเมือง ส่วนการทำงานหากประกาศว่าฝนจะตกในวันนี้ อย่าออกจากบ้าน ทำตัวเหมือนกับช่วงโควิด-19 เวิร์กฟรอมโฮมไปก่อน อย่าไปอยู่ในรถอาจจะติดนาน 2-3 ชั่วโมง
กทม.ควรหาเจ้าภาพจัดการน้ำ ตอนนี้สํานักระบายน้ำ กทม.มีเซ็นเตอร์อยู่ที่ดินแดง และส่วนระบายน้ำของเขต ที่ผ่านมายังทำงานไม่เต็มที่ ควรทำเหมือนกับการจัดการจราจรน้ำ วิเคราะห์ว่าควรระบายน้ำหรือหยุดระบายน้ำอยากจะเสนอแนะหากพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ทหาร หรือที่ราชการ กทม.ควรไปคุยกันก่อน หากมีฝนตกมากควรเก็บน้ำไว้ก่อน รอจนกว่าน้ำในคลอง หรือพื้นที่ใกล้เคียงลด ค่อยระบายออกทีหลัง เพราะไม่มีใครเดือดร้อนเท่าไหร่
ระยะกลางหากหมดฝนไปแล้ว กทม.ควรบูรณาการระหว่างงานสำนักงานระบายน้ำของ กทม. และสำนักงานเขต ทำอย่างไรให้บูรณาการร่วมกันได้ เพราะตอนนี้ยังแยกส่วนกันอยู่ อาทิ เมื่อรู้ว่าฝนจะมา สำนักงานระบายน้ำของ กทม.ควรไปพร่องน้ำในคลองรอไว้ก่อน ส่วนสำนักงานเขตก็ต้องพิจารณาเรื่องการระบายน้ำ เพราะทุกเขตระบายน้ำกันหมด และไปตุงอยู่ในคลอง ประกอบกับน้ำทะเลหนุนจะทำให้น้ำวนอยู่ในคลอง อาจจะต้องนำเทคโนโลยีออกมาช่วย รวมทั้งระบบเซ็นเตอร์มาบริหารจัดการทำตามงบประมาณที่ได้รับมา ต่อไปอาจจะต้องมีระบบเตือนภัย พบว่ามีฝนตกที่ไหนควรให้เจ้าหน้าที่ไปเก็บข้อมูลทันที จะนำมาถึงระบบการคาดการณ์ และเตือนภัยให้มีความแม่นยำมากขึ้น ช่วงนี้ควรจะรีบทำ
ส่วนระยะยาว การแก้ไขไม่ใช่เรื่องพร่องน้ำหรือการระบายน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ทำอย่างไรให้คนเดือดร้อนน้อยที่สุด ให้กระจายความหนาแน่นออกไป รวมทั้งระบบการจราจร ทำให้ระบบสาธารณะให้สะดวก อย่าไปกระจุกตัวที่ถนนสุขุมวิท ถนนรัชดา อนุสาวรีย์ หากฝนตกแล้วทุกคนยังเดินทางไปทำงานได้ นอกจากนี้ ยังต้องกำจัดขยะ บ้านเรือนแต่ละหลังต้องช่วยกัน การไม่ทิ้งไขมันลงท่อระบายน้ำ รวมทั้งถุงทรายป้องกันน้ำเข้าบ้าน และระบบแก้มลิงเพื่อการระบายน้ำ ต้องพิจารณาว่าควรจะทำพื้นที่ไหนก่อนหรือหลัง โดยมองว่าควรแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างจริงจังก่อน
ที่สำคัญ กทม.ต้องไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำภาคกลาง เนื่องจากทำตัวเหมือนอยู่คนเดียว ทุกคนต้องมาป้องกัน กทม. ไปขอหลายหน่วยงานช่วยเหลือ แต่ กทม.ไม่เคยสนใจใคร ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว
หากจะต้องประเมินสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯในอนาคต คงประเมินเรื่องฉากทัศน์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สุดท้ายแล้วสิ่งที่เลวร้ายจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หากจะต้องวิเคราะห์กันก็ต้องประเมินเรื่องน้ำเหนือ ในอดีตน้ำในเขื่อนเต็มทุกเขื่อน และฝนตกท้ายอ่าง และน้ำเข้ามากรุงเทพฯ ก่อนจะออกไปสู่ทะเล รวมทั้งเกิดสถานการณ์ฝนตกทั่วทุกเขตใน กทม. ต้องบริหารจัดการน้ำอย่างไร รวมทั้งประเมินน้ำทะเลหนุนด้วย
เพื่อความไม่ประมาท ควรจะทำแผนขึ้นมารองรับเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็จะได้มีแผนปฏิบัติตาม 1 หรือ 2 หรือ 3 แต่ไม่ใช่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจะทำให้ความชุลมุนน้อยลง เพราะได้มีการวางแผนไว้แล้ว

