อ่านเกมพรรคการเมือง จัดทัพสู้ศึกเลือกตั้ง
หมายเหตุ – ความคิดเห็นนักวิชาการต่อความพร้อม ความชัดเจนของแต่ละพรรคการเมืองเพื่อรับศึกเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในปีหน้าทั้งการจัดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และการกำหนดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ผมเข้าใจว่าแต่ละพรรคการเมืองพยายามทยอยปล่อยนโยบายของแต่ละพรรคที่จะเตรียมไว้หาเสียงตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อนำไปสู่การโยนก้อนหินถามทางว่านโยบายแบบนี้จะได้รับการตอบสนองเพียงใด อย่างที่เห็นได้ชัดคือพรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย หรือแม้แต่ก้าวไกลเอง ก็พยายามแสดงจุดยืนและแนวทางการหาเสียงเอาไว้ค่อนข้างชัด ส่วนพลังประชารัฐอาจจะเป็นภาพที่ยังไม่ได้พูดถึงนโยบายแบบลงลึก พูดถึงมุมมองกว้างๆ
ทั้งนี้ สาระสำคัญที่สุดของการเตรียมตัว หรือการเคลื่อนไหว ซึ่งประเด็นที่จะวัดทิศทางและแนวโน้มอนาคตของแต่ละพรรคนั้น อยู่ที่การย้ายเข้าออกของ ส.ส. ผู้สมัครหน้าใหม่ หรือคนที่มีชื่อเสียงทางสังคมว่าจะไปอยู่พรรคการเมืองนั้นๆ เป็นสำคัญ
สิ่งนี้บ่งบอกถึงอนาคต ความเป็นไปได้ของพรรคการเมืองที่มีการเปิดตัว หรือการไหลเข้ามาของนักการเมือง พอทำนายอนาคตได้ว่า กระแสสัญญาณ หรือทิศทางจะไปทางไหน
ส่วนกรณีพรรคไทยสร้างไทย และพรรคสร้างอนาคตไทย ที่มีภาพข่าวและข้อความในการเชื่อมโยงระดับแกนนำ ไม่ว่าสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรืออาจจะมีการตกลงทิศทางการเมืองในอนาคต ผมคิดว่าคงหยั่งเชิงแล้วว่าด้วยรูปแบบ ระบบการเลือกตั้งถ้าเป็นการสู้เองตามลำพังอาจจะไม่ตอบสนอง ดูจากความได้เปรียบ-เสียเปรียบแล้ว พรรคการเมืองขนาดใหญ่ยังได้เปรียบอยู่มาก พรรคการเมืองตั้งใหม่ไม่ว่าไทยสร้างไทย หรือพรรคสร้างอนาคตไทยก็ตามย่อมเสียเปรียบมาก ก็อาจมีการพูดคุยกันเพื่อนำไปเป็นแต้มต่อ เพิ่มเครือข่ายขยายฐานทางการเมือง
ผมบอกแล้วว่าการวางตัวแบบนี้ โอกาสประสบความสำเร็จทั้งคู่นั้นอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มความคาดหวังได้เท่าที่ควร ไม่น่าจะสมความปรารถนา เพราะมีแนวโน้มว่าพฤติกรรม หรือจิตวิทยาของผู้ที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะไปเลือกพรรคการเมืองที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล หมายถึงพรรคการเมืองที่มีไซซ์ขนาดใหญ่ มีความได้เปรียบกว่า
เพราะฉะนั้น การที่จะควบรวม หรือพูดคุยอนาคตทางการเมืองคิดว่าพรรคการเมืองหน้าใหม่จะเสียเปรียบมาก คนที่จะไหลเข้าสู่สภาได้ก็คือบุคคลที่เป็นบิ๊กเนมเท่านั้น หรือมีบารมีทางการเมืองเฉพาะตัว แต่ไม่สามารถลากองคาพยพ หรือลูกทีมเข้าไปได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ผมว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริง
ส่วนกรณีของพรรคก้าวไกล สร้างจุดเด่นและวางเดิมพันอนาคตทางการเมืองถีบตัวเองออกจากพรรคการเมืองอื่นๆ พยายามจะชูเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่กรณีของพรรคก้าวไกลมุ่งเน้นที่การปฏิรูปการเมือง ประเด็นมาตรา 112 การปฏิรูปกองทัพ เพื่อต้องการให้เกิดภาพที่ชัดเจน แยกตัวเองออกมาจาก DNA หรือความลังเลไม่แน่ใจของประชาชนระหว่างพรรคก้าวไกล กับพรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายทางการเมืองอย่างหลีกหนีไม่พ้น คือการวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มที่ไม่สบายใจต่อนโยบายของพรรคก้าวไกลเท่าใดนัก โดยเฉพาะฝ่ายอนุรักษนิยม ที่อาจจะสุ่มเสี่ยงโดนโจมตี หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นได้
ในอนาคตจะได้เห็นปรากฏการณ์พรรคเล็กควบรวมกันเพื่อให้ได้ที่นั่งในสภามากขึ้นหรือไม่นั้น ผมว่ามีความเป็นไปได้ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มก๊วนตัวเอง แต่ปัญหาของพรรคขนาดเล็กที่จะมารวมกันคือเมื่อเข้ามาแล้วการต่อรอง ใครจะเป็นผู้นำตัวจริง คือสาระสำคัญที่อาจจะเป็นปัญหา ใครจะเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง หรือสามารถสร้างท่อน้ำเลี้ยงให้กับพรรคตัวเองได้ คนนั้นจะมีอำนาจต่อรองมาก มาหล่อเลี้ยงพรรคตัวเองให้อยู่รอดได้ในกรณีที่มีการควบรวมกัน แต่ถ้าเป็นการพูดคุยกันเพื่อเพิ่มเสียงในลักษณะที่ว่าจะเข้าร่วมรัฐบาล หรือจะมีอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มก๊วนตัวเองมากขึ้น ผมมองดูแล้วความสัมพันธ์แบบนี้จะไม่ยั่งยืน
ส่วนกรณีพรรคพลังประชารัฐพยายามที่จะรักษาเลือดที่ไหลออกจากการที่กลุ่มผลประโยชน์ หรือตระกูลทางการเมือง ซึ่งในพักหลังมีข่าว ส.ส.ไหลออกตลอดเวลา ผมเข้าใจว่า 1.ต้องการยุทธวิธีหยุดเลือดให้ได้ก่อน ขณะเดียวกันพยายามทำทุกอย่างเพื่อสร้างความชัดเจน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตัดสินใจเลือกอนาคตทางการเมืองของตัวเองอย่างไร หากอยากไปต่อภายใต้พลังประชารัฐก็จะขับเคลื่อนนโยบายชู พล.อ.ประยุทธ์ แต่ในขณะเดียวกันพรรครู้อยู่แล้วว่ากระแสความนิยมที่ประชาชนไว้วางใจต่อ พล.อ.ประยุทธ์เหมือนการเลือกตั้งปี 2562 ที่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯเพียงชื่อเดียวนั้น ผมเชื่อว่ารอบนี้จะเสนอ 3 ชื่อเต็มตามโควต้านำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นใหม่ๆ
อย่างไรก็ดี พลังประชารัฐจะต้องมีความชัดเจน ใครจะเป็นแคนดิเดตรายที่ 3 น่าสนใจมากกว่าว่าจะสามารถสร้างความคึกคักให้กับลูกพรรค เพื่อกู้ความมั่นใจกลับมาอีกครั้งได้หรือไม่

ศิริวรรธน์ พัชรนิวัฒนากุล
นักวิชาการรัฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง
หากมองการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะมีขึ้นผมมองว่าพรรคภูมิใจไทย พยายามผันตัวเองขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และพยายามหา ส.ส.จากพรรคอื่นๆ เข้าไปร่วม ภท.เพื่อสร้างโอกาสทางการเมืองในการเลือกตั้งสมัยหน้ามากขึ้นส่วนพรรคอื่นๆ อาทิ พรรคพลังประชารัฐ ดูแล้วบทบาททางการเมืองจะแผ่วลงไป เนื่องจากเหตุการณ์ภายในพรรคไม่สงบมี ส.ส.แยกตัวออกไปอยู่พรรคการเมืองอื่น ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคโดยตรง จึงไม่มีอำนาจจะไปสั่งการเกี่ยวกับ ส.ส.ภายในพรรคได้เลย
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มีทั้งเลือดไหลเข้าและไหลออก ถึงแม้จะเป็นพรรคเก่าแก่แต่สถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปมาก บางครั้งพรรค ปชป.ยังยึดอุดมการณ์แบบดั้งเดิม ทำให้เลือดใหม่ น้ำใหม่ที่เข้าไปอยู่ในพรรคเมื่ออยู่ได้สักพักก็รับแรงเสียดทานของกลุ่มการเมืองรุ่นเก่าๆ ไม่ได้ ก็ต้องออกมา เนื่องจากโอกาสจะเจริญเติบโตในพรรค หรือเด็กใหม่เกิดยาก ถ้าขาดผู้ใหญ่ในพรรคสนับสนุน ส่วนตัวมองว่า ภท.พยายามจะสร้างบุคลากร ทั้งนักการเมืองน้ำใหม่ หรือน้ำเก่าก็ตาม ส่วนใหญ่จะเนื้อหอม เพราะมีบทบาททางการเมือง นอกจากนี้ พยายามคิดนโยบายเพื่อตอบโจทย์ให้โดนใจประชาชน ในการแข่งกับพรรคการเมืองอื่นๆ ถือว่าเป็นพรรคที่น่าจับตามอง
พรรคเพื่อไทย ขณะนี้ทักษิณ ชินวัตร พยายามผลักดันลูกสาว อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นมาเป็นตัวชูโรง และยังมี เศรษฐา ทวีสิน ผมคิดว่าอาจจะเป็นตัวหลอก หากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียง ส.ส.แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เชื่อว่า อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร อาจจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของประเทศไทย ถึงแม้ว่าประสบการณ์ยังไม่ดีพอก็ตาม
ส่วนพรรคก้าวไกล มองว่ามีจุดยืน ส่วนตัวคิดว่าการสร้างนโยบายไปขัดความรู้สึกกับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษนิยม คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว คนที่ออกมาสนับสนุนส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนที่มีความคิดรุนแรงทางการเมืองในระดับหนึ่ง
พรรคสร้างอนาคตไทย ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มองว่ามีความเหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน แต่หากดูในเรื่องการเมืองจะเห็นว่าทุกพรรคเขี้ยวลากดินทั้งนั้นแต่ ดร.สมคิดมีความเรียบร้อยและเป็นนักวิชาการ อาจจะไม่ถนัดในเรื่องบู๊ๆ บางสิ่งบางอย่างหากเป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองต้องอาศัยความรวดเร็วและกล้าตัดสินใจ จะมาแบบนายกฯชวน หลีกภัย ซึ่งการบริหารงานยึดหลักกฎหมาย แต่การเมืองเป็นเรื่องรัฐศาสตร์ อาจจะพลาดโอกาสไปได้ ส่วนคะแนนเสียงของพรรคสร้างอนาคตไทยอาจจะมีได้เพราะหลายคนอาจต้องการลองของใหม่ เพราะของเก่าได้ลองมาแล้ว
หากย้อนมองสมัย ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนภาคเหนือ แต่สร้างนโยบายให้คนภาคอีสานโดนใจ ซึ่งเป็นคนส่วนมากของประเทศ ทำให้ประสบความสำเร็จทางการเมือง หากขายนโยบายให้คนกลุ่มนี้ได้คิดว่าหากพรรค พท.ออกนโยบายโดนใจประชาชนและทำได้ เชื่อว่าอาจจะได้ ส.ส.และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว โดยซื้อใจประชาชน โดยการขายนโยบาย ถึงแม้ว่าจะเป็นนโยบายที่สวยหรู หากเป็นรัฐบาลแล้วต้องทำได้ตามนโยบายที่ประกาศเอาไว้ ก็จะเกิดความยั่งยืน
หากมามองแคนดิเดตของแต่ละพรรคการเมือง มองว่ายังมีเวลาในการตั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปตั้งช่วงใกล้เลือกตั้งก็ได้ อยู่ที่ว่าทำอย่างไรที่จะซื้อใจประชาชนให้ได้ นโยบายถือว่าสำคัญที่สุดในทางการเมืองขณะนี้
ส่วนพรรค ก.ก.มองว่ายังห่างไกลในเรื่องนายกรัฐมนตรี หากจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านจะเหมาะสมกว่า ผลงานปัจจุบันถือว่าเป็นฝ่ายค้านที่หาข้อมูลได้ดีมากในสภา มีคนรุ่นใหม่ที่มีฝีปากดี คิดว่าอนาคตอาจจะได้เป็นรัฐบาล แต่ปัจจุบันคงยาก ส่วน ปชป.คงรอส้มหล่นอย่างเดียว หรือเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่จะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคงยาก หรือพรรค ภท. หากมองนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์และมีความรู้ทางด้านการเมือง การศึกษาโอเค เล่นการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย หากจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ถือว่าเหมาะสม และเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่อาจจะมีเหตุบางสิ่งบางอย่างต้องถอยไป
สำหรับพรรคพลังประชารัฐ มองแล้วยังไม่ชัดเจน ภายในยังไม่สงบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ช่วงรักษาการนายกรัฐมนตรีได้แสดงให้เห็นว่าสุขภาพร่างกายไหว สำหรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หากมองทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร ผมว่าเปิดทางให้คนรุ่นใหม่จะดีกว่า นักการเมืองไทย หรือพรรคการเมืองไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด พรรคการเมืองมีคนดีแต่ไม่มีโอกาส ไม่มีเวทีแสดง หรือไม่มีคนสนับสนุน แต่ถ้าเปิดโอกาสเอาคนมีความรู้ ความสามารถ เสียสละ ป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นภายในระบบการเมืองและข้าราชการประจำ ถ้ามีคนแบบนี้ประเทศไทยเจริญ

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)
ขณะนี้พรรคการเมืองต่างกำหนดยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์เพื่อชูเป็นนโยบายหาเสียง ที่ผ่านมาพรรคการเมืองมักชูนโยบายประชานิยม หรือรัฐสวัสดิการ เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยที่นโยบายและโครงการพัฒนาต้องใช้งบประมาณจำนวนมากที่เป็นภาษีประชาชน ไม่ใช่การหาเงินเข้าประเทศ ส่งผลให้ฐานะการเงิน การคลังประเทศไม่มั่นคง หรืออ่อนแอลง ดังนั้นพรรคการเมืองควรกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายการคลัง คือหารายได้เข้าประเทศ เพื่อสร้างการเงินการคลังประเทศให้เข้มแข็ง เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยไม่ต้องไปกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่ม หากประเทศมีเงินทุนสำรองเพียงพอสามารถนำมาใช้กับประชานิยมหรือรัฐสวัสดิการตามนโยบายรัฐบาลได้ โดยไม่ต้องทำงบขาดดุล หรือกู้เงินเพิ่มอย่างใด ที่สำคัญผู้นำ หรือทีมเศรษฐกิจแต่ละพรรคต้องเป็นบุคคลที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ มีภาพลักษณ์เป็นที่ยอมรับเพื่อสร้างความมั่นใจประชาชนและนักลงทุนต่างชาติ กล้าลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต สังคมไปพร้อมกัน
กรณีพรรคเพื่อไทย ที่มีกระแสข่าวเปิดตัว นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานบริหารบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ส่วนพรรคก้าวไกล เปิดตัว นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัว นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคภูมิใจไทย เปิดตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคสร้างอนาคตไทย เปิดตัว นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ที่ต่างเปิดตัวในเวลาไล่เลี่ยกัน ดังนั้น ทุกคนมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์และนโยบายใครเด่นชัด และตรงใจประชาชนมากที่สุด
ส่วนพรรคพลังประชารัฐ มีแนวโน้มผลักดัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้า พปชร. เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อสืบทอดอำนาจนั้น เชื่อว่าเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับความจริงได้มากน้อยแค่ไหน ที่ต้องก้าวลงเก้าอี้ผู้นำประเทศ ถ้าเป็นไปได้ พปชร.ต้องหานักธุรกิจ หรือผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่แก้ปัญหาความยากจน ปากท้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ถ้าให้ พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พปชร.คงไปไม่รอด
ส่วนพรรคที่ชูนโยบายการปฏิรูประบบราชการ กระจายอำนาจ ถือเป็นส่วนประกอบการหาเสียงเท่านั้น เพราะพูดกันมานานแล้ว โดยเฉพาะการกระจายอำนาจที่ให้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ได้สัดส่วนงบประมาณ 35% บางพรรคได้ชูเป็นนโยบายตั้งแต่ปี 2542 หรือ 23 ปีที่ผ่านมา แต่ยังทำไม่ได้ หรือไม่ทำเลย ดังนั้น ต้องปรับโครงสร้าง หรือเปลี่ยนกลยุทธ์หาเสียงใหม่ ชูการฟื้นและพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ส่งเสริมการท่องเที่ยว ครัวไทยครัวโลก นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตและมูลค่าผลิตผลสูงขึ้น พร้อมส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอให้เกิดการจ้างงานและรายได้สู่ประชาชนมากขึ้น
ภาพรวมพรรคไหนมีหัวหน้า หรือทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเป็นที่ยอมรับไว้วางใจ โอกาสชนะเลือกตั้งเป็นไปได้มาก หรือเป็นจุดเปลี่ยนผู้นำประเทศได้ ที่สำคัญผู้นำประเทศคนใหม่ต้องมีความน่าเชื่อถือในสายตานานาชาติเพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศใหม่ ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจนิยม หรือสืบทอดเผด็จการ เพราะประชาชน หรือผู้มีสิทธิพร้อมเลือกตั้ง และได้เลือกพรรคที่ชอบ คนที่ใช่ ไว้ในใจแล้ว

