ชำแหละปลดล็อก เปิดต้ม‘เหล้า-เบียร์’

3.11.22 | 11:30 น.

หมายเหตุ – มุมมองนักการเมือง แกนนำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรากหญ้าพอเพียง และตัวแทนสมาคมคราฟท์เบียร์ที่มีต่อกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 พฤศิจกายน ที่ผ่านมา มีมติให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. … ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุรา พ.ศ.2560

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา
ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. …

ส่วนตัวยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องถือว่ามาเหนือเมฆ ซึ่งกฎกระทรวงนี้ไม่ใช่การปลดล็อกอย่างแท้จริง จึงควรโหวตให้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต หรือ พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ที่เข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ จะอธิบายให้ทุกคนจนนาทีสุดท้าย ให้ช่วยโหวตผ่านกฎหมายฉบับนี้ ผมยังยืนยันว่าแม้จะออกกฎกระทรวงแล้ว บางฝ่ายอาจจะคิดว่าไม่ต้องออก พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ที่พรรค ก.ก.กำลังนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไปแล้วนั้น คงไม่ใช่ นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างกฎกระทรวงที่มีผลบังคับใช้ กับร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า โดยหลักการมี 6 ข้อ คือ 1.การคงเรื่องขออนุญาตผลิตกรณีผลิตที่บ้าน 2.การขออนุญาตต้องขึ้นกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 3.การผลิตเพื่อการค้าต้องขออนุญาต เท่ากับบริษัทก็สามารถแข่งขันกับสหกรณ์เกษตรกรได้ 4.มีข้อกำหนดที่ต้องผ่านการผลิตเป็นโรงงานขนาดเล็กก่อนจึงจะเป็นระดับกลางได้ 5.ข้อกำหนดเรื่องการทำ อีไอเอ ที่ต้องใช้เงินหลักล้าน และ 6.การกำหนดขั้นต่ำการผลิตเป็นอุตสาหกรรม ที่ต้องผลิต 30,000 ลิตรต่อวัน

ขณะที่ข้อกังวลในเรื่องการเปิดทางให้สามารถผลิตสุรา หรือทำเบียร์ดื่มเองที่บ้านได้จะทำให้คนดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นหรือไม่ เพราะทำเองได้ ไม่ต้องซื้อ ผมมองว่าคงไม่ใช่แบบนั้น และไม่ว่าความกังวลในทางสังคมจะเป็นอย่างไร พ.ร.บ.จะผ่านหรือไม่ ก็ยังมีกฎกระทรวงฉบับแก้ไขที่ผ่านการพิจารณาของ ครม.ประกาศบังคับใช้ไปแล้ว แม้เนื้อหาจะไม่ครอบคลุมและเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยผลิตสุราได้อย่างเสรี ส่วนเรื่องคุณภาพ และสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ระบุในร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้านี้ แต่ก็มีกฎหมายฉบับอื่นควบคุมอยู่แล้ว โดยกฎหมายฉบับนี้คือการให้อำนาจไปแก้ไขกฎกระทรวงฯ ซึ่งมีการปลดล็อก แต่มีอีกล็อกขึ้นมา เช่น การเอากำลังการผลิตเบียร์ 10 ล้านลิตรออก และให้ไปทำ อีไอเอ หรือการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมแทน ทั้งที่จริงการทำ อีไอเอ อาจจะไม่สำคัญกับการทำโรงเบียร์ขนาดเล็กมาก

Advertisement

ส่วนการทำสุราพิเศษ เช่น บรั่นดี และลิเคียวร์ กฎกระทรวงก็ยังไม่มีการแก้ไขในส่วนนี้ กฎหมายฉบับนี้ จึงไม่กำหนดกำลังแรงม้า และเครื่องจักร เพื่อให้เกิดการปลดล็อกการผลิตสุรา กฎหมายนี้จึงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะออกโดยสภาผู้แทนราษฎร จึงอยากให้ช่วยกันปลดล็อกโซ่ตรวนนี้ไปให้ได้

 

ศุภพงษ์ พรึงลำภู
ตัวแทนสมาคมคราฟท์เบียร์

จะเห็นได้ว่ากฎกระทรวงรอบนี้ เพิ่มพิเศษขึ้นมาคือเรื่องสุราที่ไม่ใช่การค้า กับสุราเพื่อการค้า โดยเรื่องสุราเพื่อการค้า ผมเป็นคนที่ทำเรื่องสุราแช่เบียร์ ซึ่งสุราแช่เบียร์มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ ในทางที่ดีคือเรื่องของทุนจดทะเบียน 10 ล้าน กับเรื่องการบังคับกำลังผลิตขั้นต่ำถูกนำออกไป แต่กรมสรรพสามิตในเรื่องของสุราแช่ ที่จะบรรจุ หรือเรียกง่ายๆ ว่าโรงเบียร์ใหญ่ จะขอให้เครื่องจักรติดตั้งระบบพิมพ์เครื่องหมายการเสียภาษีของราชการ ตรงนี้เข้าใจได้ แต่ว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าเครื่องมือต่างๆ ที่กำหนดให้สอดคล้องกับที่กำหนดเป็นลักษณะอย่างไร เข้าใจว่าน่าจะเป็นประกาศที่อธิบดีกรมสรรพสามิตออกมา ตรงนี้ลดอุปสรรคได้แล้วประมาณหนึ่ง แต่ยังขาดในบางเรื่อง เช่น โรงอุตสาหกรรมสุราแช่ชนิดเบียร์เพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต ซึ่งความจริงแล้วสามารถขายออกนอกสถานที่ด้วยได้ จะเพิ่มโอกาสการรอดในธุรกิจ แต่โดยรวมแล้วในส่วนของเบียร์ถือว่าเป็นการปลดล็อกที่ใช้ได้ มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจน

แต่สุราอื่นๆ มีตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเมื่อก่อนสุราชุมชนโดนบังคับ 5 แรงม้า แต่ถ้าเป็นโรงสุราแช่ขนาดกลางต้องรอ 1 ปีก่อน สมมุติว่าคุณเป็นโรงสุราแช่ผลไม้ ทำสาโท แต่จะเพิ่มกำลังผลิตเป็นไม่เกิน 50 แรงม้าตามกฎหมาย ต้องมีใบอนุญาตก่อน 1 ปี ตรงนี้ไม่แน่ใจในเรื่องของเหตุผลการกำหนดอย่างนี้ ผมเข้าใจว่าเขาค่อนข้างรีบ อาจจะต้องมีคำอธิบายตามมา แต่การจดทะเบียนใหม่คือต้องทำ 5 แรงม้ามากกว่า 1 ปี แล้วค่อยทำ 50 แรงม้า นั้นแปลกๆ ในการวางแผนเครื่องจักร การวางแผนการผลิต ถ้าผมเช่าที่ทำโรงงานสุราแช่ ต้องเสียค่าที่ไป 1 ปี แล้วค่อยไปไลน์ผลิตจริง ตรงนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้

ส่วนเรื่องที่กฎกระทรวงออกมาก่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า เรื่องนี้ผมไม่สามารถพูดแทนได้ แต่ผมเข้าใจว่ามีผลกระทบต่อการประชุมสภาในวันที่ 2 พฤศจิกายน ในการถกเถียงค่อนข้างเยอะ จากเท่าที่ฟังการประชุมมาสามารถใช้กฎกระทรวงนี้ แย้งกับ ครม.ได้ และมีเรื่องของสุรากลั่น เช่น วิสกี้ บรั่นดี ได้ยินที่เรียกว่าไม่ได้ปลดล็อกเหมือนเดิม กำหนดกำลังผลิต 30,000 ลิตรต่อวัน เป็นส่วนที่ขั้นต่ำทำไมถึงได้เยอะ พูดง่ายๆ คือชาวบ้านยังทำเหล้าขาวได้อย่างเดียวเหมือนเดิม แต่ที่น่าสนใจคือวอดก้า ปกติจะมีวิสกี้ บรั่นดี
วอดก้าเหมือนวอดก้านั้นหายไป อาจทำวอดก้า หรือโซจูได้ ถ้าเท่าที่ผมดูตรงนี้

โดยรวมแล้วสรุปง่ายๆ ว่าเบียร์คือเอาทุนขั้นต่ำ กับขั้นต่ำของการผลิดออก (เดิมกำหนดใบอนุญาตโรงต้มเบียร์ขนาดใหญ่ Macrobrewery ต้องมีเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท และต้องผลิตเบียร์ได้เกิน 10 ล้านลิตรต่อปี และใบอนุญาตโรงต้มเบียร์ขนาดเล็ก Microbrewery สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ตามกฎกระทรวงเดิมต้องมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ผลิตเบียร์มากกว่า 1 แสนลิตร แต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี) แต่จะมีเรื่องของ EIA (Environmental Impact Assessment Report) หรือการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เข้ามาแทน ส่วนสุราแช่ที่ไม่ใช่เบียร์ ต้องเป็นขนาดเล็กก่อน และอีก 1 ถึงขยายแรงม้าได้ ส่วนสุราขาวก็ทำเหมือนเดิม ถ้าจะทำสุราพิเศษ ไม่เกิน 30,000 ลิตรต่อวัน จะเห็นว่าชาวสุราขาวจะได้น้อยสุด จะมีการใช้คำว่าจะต้องเป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าเป็นโรงงานทำให้กำลังผลิตต้องมี 50 แรงม้า จะมีปัญหาว่าจะต้องไปอยู่เขตโซนนิ่งของโรงงาน

ส่วนเรื่องการกำหนดกำลังการผลิตส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง ในเรื่องนี้ในส่วนของเบียร์ไม่มีการกำหนดกำลังการผลิตแล้ว แต่จะเป็นการกำหนดด้วยเรื่องของการทำเบียร์เอง มีอุปกรณ์ที่รองรับ เครื่องติดแสตมป์ ซึ่งปัจจุบันจะไม่มีการใช้แสตมป์ แต่เป็นเครื่องหมายของการชำระภาษีของกรมสรรพสามิตแทน ส่วนการกำหนดกำลังการผลิตจะเป็นในส่วนของเหล้าสุรากลั่น 30,000 ลิตร คือบังคับการผลิตควรเป็นการบังคับขั้นสูง การบังคับกำลังการผลิต 30,000 ลิตร ทำให้ต้องลงทุนเครื่องจักร 30,000 ลิตรต่อวัน โดยที่ยังไม่รู้ว่าตลาดของเราเป็นอย่างไร ซึ่งพอลงทุนใหญ่จะขาดความหลากหลาย ถ้าสมมุติไม่ได้บังคับตรงนี้ ถ้าเกิด 30,000 ลิตรคือขั้นสูง คนที่เริ่มต้นจะเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น ความหลากหลายจะมากขึ้น โดยรวมมีการทำให้ดีขึ้น แต่ยังติดขัดบางอย่างอยู่ ซึ่งถ้าเทียบกับ พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ตัว พ.ร.บ.เหล่านี้จะง่ายและชัดเจนขึ้น

สำหรับเรื่องการผลิตที่ไม่ใช่เพื่อการค้า แต่เป็นการทำสุราอยู่บ้าน เขาใช้เกณฑ์กำหนดคือ 200 ลิตรต่อปี
ซึ่งน่าสนใจเพราะถ้า 200 ลิตรตรงนี้เป็นเบียร์กับไวน์ก็โอเคไม่เยอะมาก แต่ถ้าเป็นสุรากลั่น 200 ลิตร สำหรับผมค่อนข้างเยอะ ในเรื่องของดีกรี

สาเหตุที่ว่าทำไมถึงมีการปลดล็อกการทำสุรารายย่อยในช่วงนี้ เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจ แต่มีการเรียก
ผู้ประกอบการไปสอบถามนานแล้ว มีการประชุมหลายรูปแบบ มีทั้งสุราแช่ประเภทเบียร์ สุราชุมชน สุรากลั่น ไปสอบถามว่ามีความต้องการอย่างไรบ้าง อะไรเป็นอุปสรรคบ้าง โดยมีกรมสรรพสามิตเรียกไปโดยตรง มีของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียกไปด้วย และในแง่ของกฎกระทรวงความจริงพวกเราชาวสุราก็รอมาตั้งแต่ช่วงโควิด เพราะว่าตอนนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข มาออกช่วงนี้พอดีเขาคงมีความรีบเพื่ออะไรสักอย่าง อย่างไรก็ตาม ผมยินดีที่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะ ไม่มากหรือน้อยก็ตามก็ตาม

ส.อ.ปราเมษฐ์ เขื่อนแปง
แกนนำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรากหญ้าพอเพียง
ผู้ผลิตสุรากลั่นชุมชนตราแม่ฝาง ต.สันต้นหมื้อ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

เชื่อว่าเป็นผลจากการกดดันของพรรค ก.ก. ที่เสนอกฎหมายสุราก้าวหน้าต่อสภาผู้แทนราษฎร จึงมองได้ว่ารัฐบาลออกกฎกระทรวงดังกล่าว เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง หรือปาดหน้า ก.ก. เพื่อหาเสียง ก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้าได้ ประเด็นเรื่องสุราก้าวหน้า หรือสุราพื้นเมือง ไม่ได้มองเรื่องกฎหมาย หรือนิติศาสตร์ เพียงอย่างเดียว ควรมองเรื่องรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพของเกษตรกร หรือผู้ผลิตรายย่อย ว่าประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไรหรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ถ้ากฎกระทรวง หรือร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า มีประโยชน์ต่อเกษตรกร และผู้ผลิตรายย่อย เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน ขึ้นอยู่กับสาระสำคัญและเนื้อหากฎกระทรวงหรือร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า แตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน ผลประโยชน์ตกอยู่ที่ใครเป็นสำคัญ เนื่องจากเกษตรกร หรือผู้ผลิตรายย่อยส่วนใหญ่ ไม่ได้ติดตามกฎหมายฉบับใหม่มากนัก จึงไม่ค่อยรับรู้ข้อมูลข่าวสารเท่าที่ควร ทำให้เป็นจุดอ่อนเกษตรกร หรือผู้ผลิตรายย่อย ดังนั้น รัฐบาลที่ออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ ควรให้สรรพสามิตในพื้นที่มาชี้แจง และให้ข้อมูลข่าวสารแก่เกษตรกร หรือกลุ่มผู้ผลิตสุรากลั่นชุมชนถึงผลดีผลเสียของกฎกระทรวงฉบับใหม่ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายด้วย

เบื้องต้นยอมรับว่า กลุ่มยังไม่ได้ศึกษากฎกระทรวงฉบับใหม่มากนักเพราะไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ หรือแจ้งล่วงหน้าอย่างใด หากกฎกระทรวงดังกล่าว กรมสรรพสามิตเป็นผู้ควบคุมดูแลการเสียภาษีและมาตรฐานการผลิต อาจกระทบต่อผู้ผลิตรายย่อยได้ เนื่องจากมีขั้นตอนขออนุญาต และตรวจสอบเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ผลิตรายย่อยไม่สามารถแข่งขันกับนายทุน หรือผู้ผลิตรายใหญ่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน อุปกรณ์การผลิต และการตลาดที่อยู่ในวงจำกัด ทำให้ผู้ผลิตรายย่อยไม่สามารถไปต่อ หรือเลิกกิจการได้ เนื่องจากกฎกระทรวงดังกล่าวได้บีบบังคับ ทำให้ผู้ผลิตรายย่อยเสียเปรียบทุกทาง แต่เอื้อประโยชน์ต่อนายทุน หรือผู้ผลิตรายใหญ่มากกว่า อย่างไรก็ตาม การออกกฎกระทรวงใหม่ การผลิตสุรากลั่นชุมชน หรือสุราพื้นบ้าน ถือว่าได้สร้างความอุ่นใจแก่เกษตรกร หรือผู้ผลิตรายย่อยระดับหนึ่ง ที่มีการแก้ไขและปรับปรุงกฎหมาย เพื่อตอบสนองความต้องการ หรือตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

ส่วนร่าง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ของ ก.ก. ถือเป็นมิติใหม่ ที่ให้ประโยชน์ประชาชนโดยตรง เป็นกฎหมายที่ให้โอกาสเกษตรกร หรือผู้ผลิตรายย่อย ได้มีทางเลือกประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าผลผลิตในท้องถิ่นได้ สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ในอนาคตได้ เป็นการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างทั่วถึง เท่าเทียม เสมอภาค ถือว่าตอบโจทย์ประชาชนส่วนใหญ่ได้ตรงจุดมากกว่า