ชี้ทิศทางประเทศไทย #Thailand #ThisIsOurFuture : ปลดล็อกสตาร์ตอัพไทย
ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ กลุ่มธุรกิจประเภทสตาร์ตอัพ ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในระบบนิเวศ เป็นหน่วยธุรกิจที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่า สร้างรายได้ รวมทั้งผลกระทบในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคมโลกในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาได้มหาศาล ถึงแม้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจะปรับฐานลดความร้อนแรงลง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มธุรกิจประเภทนี้ยังคงเป็นตัวแทนทางด้านความหวังและแรงบันดาลใจ ซึ่งคนรุ่นใหม่ต้องการและก็ยังมีโอกาสที่จะเติบโตต่อไป
จุดเด่นของธุรกิจสตาร์ตอัพก็คือเป็นรูปแบบองค์กรธุรกิจที่จัดตั้งได้เร็ว ใช้คนน้อย แต่ใช้องค์ความรู้เยอะ ถ้าสินค้าหรือบริการที่นำเสนอตรงกับความต้องการของตลาด จะสร้างมูลค่าได้เยอะมาก เพราะสตาร์ตอัพถูกวางโครงสร้างให้ขยายตัวได้เร็ว ด้วยลักษณะดังกล่าวธุรกิจประเภทนี้จึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
แล้วประเทศไทยล่ะครับ เรายืนอยู่จุดไหน ณ ปัจจุบัน ถ้าจะเปรียบเทียบในเชิงตารางลำดับ ตอนนี้ระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ตอัพ (Startup Ecosystem) ของไทยอยู่ในอันดับที่ 4 ของอาเซียน และอันดับที่ 53 ของโลก เรามีจำนวนสตาร์ตอัพน้อยกว่าสิงคโปร์ถึง 3 เท่า และ accelerator น้อยกว่าสิงคโปร์กว่า 7 เท่า มองแล้วก็ถือว่ายังล้าหลังแต่ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสครับ
จริงๆ แล้ว ประเทศไทยเอง มีศักยภาพด้านดิจิทัลเทคโนโลยีต่างๆ ไม่น้อย จากประสบการณ์ของผม มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยก็มีขีดความสามารถที่จะสร้างคนด้านนี้ได้แข็งแกร่ง ตัวเลขเด็กจบใหม่ต่อปีกว่า 3 หมื่นคนที่เรียนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ computer science หรือวิเคราะห์ข้อมูล สถิติ ถือว่าไม่น้อย เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งไทยและต่างชาติ แต่ส่วนมากจะหางานทำในองค์กรใหญ่ๆ ที่มีความมั่นคงเสียหมด หรืออย่างล่าสุดเองบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Web Service (AWS) ก็เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ยิ่งเป็นโอกาสอันดีที่เราจะต่อยอด ถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างคนที่มีความสามารถนี้เพิ่มอีก
แต่ถ้าเราจะเดินหน้าแข่งกับตลาดโลกในด้านธุรกิจสตาร์ตอัพได้จริง เราต้องปลดล็อกบางเรื่องครับ
เรื่องแรกคือกฎระเบียบของรัฐบาลที่ยังไม่สนับสนุนธุรกิจประเภทนี้ แถมยังขัดขวางการเติบโตของจำนวนสตาร์ตอัพในประเทศและจากต่างประเทศอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น กฎระเบียบและนโยบายสำหรับธุรกิจสตาร์ตอัพถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับธุรกิจ SME ซึ่งมีรูปแบบองค์กร การบริหารจัดการ และองค์ประกอบอื่นๆ ที่ต่างกัน ทำให้เกิดความไม่คล่องตัวอย่างที่สตาร์ตอัพควรจะเป็น
หรืออย่างเรื่องนโยบายภาษีที่เอื้อหนุน รัฐบาลควรกำหนดนโยบายส่งเสริมสตาร์ตอัพให้คิดนวัตกรรมและลงทุนใน Research & Development มากขึ้น เช่นลดหย่อนภาษีได้มากกว่า 100% สำหรับการลงทุนใน R&D หรือวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ เช่น การทำเอกสารจดทะเบียนธุรกิจและเอกสารราชการเป็นภาษาอังกฤษ จะช่วยดึงดูดสตาร์ตอัพต่างชาติให้เข้ามาในประเทศมากขึ้น
อีกหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ธุรกิจสตาร์ตอัพต้องเผชิญคือการขาดเงินทุนสนับสนุน ซึ่งสร้างความยากลำบากในการขยายธุรกิจ และต่อสู้กับบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทระดับโลก บริษัทธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital หรือ VC) มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับระบบนิเวศที่พัฒนาแล้ว
ในขณะเดียวกัน บริษัทอย่างสตาร์ตอัพเอง เมื่อเริ่มต้นใหม่อาจจะจ่ายเงินเดือนให้กับทีมงานได้ไม่มากจึงต้องมีแรงจูงใจในลักษณะอื่นๆ เช่น Stock Options ซึ่งปัจจุบันผมเข้าใจว่ากฎหมายไทยยังไม่ได้เปิดอนุญาตให้ทำตรงนี้ได้สะดวกนัก และเหล่า VC เอง ก็คาดหวังให้บริษัทเหล่านี้มีการจ่ายผลตอบแทนในรูปแบบของ Stock Options ด้วย เนื่องจากจะทำให้พนักงานมุ่งทำงานให้บริษัทเติบโตในระยะยาว
เมื่อไม่มีกลไกเหล่านี้ ทำให้สตาร์ตอัพในไทยค่อนข้างน้อย ต้องไปอาศัยกลไกต่างประเทศ เช่น ตั้งบริษัทในสิงคโปร์ ซึ่งไม่ง่ายนัก เมื่อจำนวนสตาร์ตอัพน้อย อุปสรรคเยอะ โอกาสที่เราจะเห็นเด็กรุ่นใหม่เฉิดฉายก็น้อยลง
สิ่งที่อยากเห็นคือการเพิ่มการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการหนุนสตาร์ตอัพให้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลควรมีกองทุนที่ลงทุนในสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพสูงที่อยู่ในอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอนาคต ตัวอย่างวิธีที่ประเทศอย่างสิงคโปร์ทำคือผ่านโครงการ grant capital matching โดยทางรัฐบาลจะให้เงินลงทุนเท่าๆ กับที่สตาร์ตอัพใช้ และร่วมลงทุนกับบริษัท VC รายใหญ่ไปพร้อมๆ กัน
สุดท้ายแล้ว รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสตาร์ตอัพมากขึ้น เราจำเป็นต้องสร้างฮับของสตาร์ตอัพที่บรรดาคนที่เกี่ยวข้องเข้าถึงได้ ทำเลต้องดี สิ่งอำนวยความสะดวกต้องครบ ไม่ว่าจะเป็นห้องแล็บหรือพื้นที่โคเวิร์กกิ้ง ประเทศไทยมีเสน่ห์จากเรื่องแสงแดด ชายหาด อาหารอร่อย ค่าครองชีพไม่สูง ถ้าหากเราใช้ให้เป็นแล้วเลือกสร้างฮับของสตาร์ตอัพที่มีจุดขายต่างจากประเทศอย่างสิงคโปร์ มีเสน่ห์ดึงดูดคนทำงาน และมีคุณภาพได้ ผมว่าเรามีความหวังที่จะสามารถเร่งการเติบโตในธุรกิจ อุตสาหกรรมในประเทศไทยภาพรวมได้จากกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพแน่นอน

