ดัดหลัง ส.ส.โดดประชุม ล้อมคอกสภาล่ม!
หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอแนะของนักวิชาการกรณีปัญหาการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมาล่ม เนื่องจาก ส.ส.เข้าร่วมไม่ครบองค์ ประธานต้องปิดการประชุม ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นซ้ำซากต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไขได้

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ก ารประชุมสภาถือว่าเป็นความรับผิดชอบและเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) การที่สภาล่มถือว่าเป็นความล้มเหลวของสถาบันการเมืองที่เรียกว่า รัฐสภา โดยหลักการนักการเมืองจะต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการประชุมสภา ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่สภาล่มช่วงนี้สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมของท้องถิ่น ไม่ว่ากฐิน ผ้าป่า ทำให้นักการเมืองต้องประเมิน เพราะงานกฐิน ผ้าป่า ไม่ใช่งานบุญเพียงอย่างเดียว แต่ไปสัมพันธ์ในเรื่องฐานคะแนนเสียง โดยเฉพาะ ส.ส.ส่วนใหญ่จะได้รับเกียรติเป็นประธานในการทอดกฐิน ผ้าป่า จึงทำให้ต้องตัดสินใจในเรื่องฐานคะแนนเสียงกับการประชุมสภา เมื่อเลือกฐานคะแนนเสียง จึงส่งผลให้สภาล่ม
ประการต่อมาทำให้เห็นว่า นักการเมืองยังไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของสภา ยังยึดในเรื่องผลประโยชน์คะแนนเสียงของตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประชาชน เพราะว่าประชาชนเลือกตัวแทนให้เข้าไปประชุมสภา เพื่อออกกฎหมาย แต่ ส.ส.ตัดสินใจเลือกที่จะรักษาประโยชน์ของตัวเอง ในฐานะเป็นประธานกฐิน ผ้าป่า เพื่อรักษาฐานคะแนนเสียง
การประชุมสภาเพิ่มวันศุกร์นั้น โดยหลักการประชุมสภาจะมีการกำหนดตารางการประชุม จะปรับจะเพิ่มอย่างไร แต่ที่น่าสนใจทำไมต้องมาเพิ่มเอาช่วงที่รัฐบาลใกล้จะหมดวาระ ในความเป็นจริงควรมีการประเมินบทบาทหน้าที่ของสภาตั้งแต่ต้น พอมาเพิ่มวันประชุมทำให้มองว่า ทำไมต้องมาเพิ่มเอาช่วงท้ายที่รัฐบาลจะหมดวาระ หรือช่วงที่ผ่านมาสภามีปัญหาทางการเมือง จึงทำให้การพิจารณากฎหมายล่าช้า หรือไม่สามารถออกกฎหมายสำคัญๆ ได้ แล้วมาเร่งเอาช่วงท้ายที่รัฐบาลจะหมดวาระ ทำให้เห็นว่าการวางแผน การวางระบบ การจัดการประชุมของสภาไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถที่จะประเมินหรือคาดการณ์ในระยะยาว 4 ปีว่า จะมีกฎหมายสำคัญๆ เข้าสู่สภา จึงมีการจัดสรรไม่ถูก ทำให้ต้องเพิ่มวาระการประชุมในช่วงท้ายแบบนี้
สภาล่มในช่วงปลายที่รัฐบาลจะหมดวาระ ต้องจับตาเหมือนกัน แต่ที่สำคัญการประชุมสภาจะมีวิปรัฐบาลวางแผนในการประชุมสภา รวมทั้งจะต้องบริหารจัดการไม่ให้สภาล่ม นอกเสียจากมีวาระซ่อนเร้น เพราะเกิดขึ้นบ่อยในรัฐบาลชุดนี้ ถือว่าไม่สมควร เพราะการประชุมสภาถือว่าเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ไทย ฝ่ายนิติบัญญัติบางครั้งเอาสภามาเล่นการเมือง คนที่เสียผลประโยชน์มากที่สุดคือ ประชาชน
หากมองว่า ในสัปดาห์นี้จะมีการนำเอาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงเข้าสภาอีกด้วย อาจจะมีนัยยะ โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ ลึกๆ ก็คงไม่อยากให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาง่ายๆ เพราะจะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า การยกมือโหวต ทำให้ประชาชนได้เห็นบทบาทการทำงานของ ส.ส. ถ้ายกมือโหวตไม่ให้ผ่านกฎหมายกัญชา กัญชง ส่งผลให้กฎหมายไม่สามารถผ่านสภาได้ ทำให้รู้ว่าเป็น ส.ส.คนใด ทางออกอีกทางหนึ่ง หากการประชุมสภาไม่ครบองค์ประชุม ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าไม่เห็นความผิดเฉพาะเจาะจง แต่เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ที่ทำให้สภาไม่ครบองค์ประชุมได้ ทำให้กฎหมายค้างการพิจารณาในวาระ 2 ก็เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งเหมือนกัน ในการเอาตัวรอดของรัฐบาล
หากการประชุมสภาครั้งต่อไป นำร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เข้าพิจารณาแล้วสภาไม่ครบองค์ประชุม ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญถือว่าชัดเจน แสดงว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดว่าจะไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภา ทั้งที่มีพรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยก็ตาม และทำให้สภาไม่ครบองค์ประชุม สภาล่ม จะเป็นสัญญาณที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องประเมิน ถ้า ส.ส.ไม่ยกมือโหวตให้ แต่ถ้าใช้วิธีการไม่เข้าประชุมสภา และสภาเปิดไม่ได้ ก็เป็นเทคนิคทางการเมืองที่น่าคิดเหมือนกัน
ในการแก้ไขปัญหาสภาล่ม อันดับแรกจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องจริยธรรมทางการเมืองของ ส.ส. ยอมรับว่าไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านคือการประชุมสภา ประการต่อมาคือ ใครไม่เข้าประชุมสภา หรือเข้าประชุม ให้ทำลิสต์รายชื่อเอาไว้ โดยเฉพาะ ส.ส.คนใดไม่เข้าประชุมสภาเกินกว่าที่กำหนด จะต้องให้หลุดออกจากการเป็น ส.ส. เพราะถือว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของ ส.ส.ได้อย่างสมบูรณ์ แต่รับเงินเดือนสมบูรณ์ จะต้องหมดวาระการเป็น ส.ส.ไปโดยปริยาย และนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ขาดการประชุมบ่อยครั้ง สภาจะต้องนำรายชื่อแถลงต่อประชาชน เพื่อประจานให้คนเหล่านี้ในฐานะที่ประชาชนเลือกมา แต่ไม่ทำหน้าที่แทนประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองพรรคไหนก็ตาม เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ และตัดสินใจในการที่จะเลือก ส.ส.เพื่อเป็นตัวแทนตนเอง
หากมองในสายตา ช่วงการประชุมสภาที่ผ่านมาพบว่าหลายคนมีความรับผิดชอบ มีการประชุมอย่างสม่ำเสมอ แต่ส่วนหนึ่งยังมีการเสียบบัตรแทน ไม่ประชุมสภา คนเหล่านี้สังคมจะต้องจับตา ต้องประณามและกดดัน ในเมื่อบุคคลนี้ไม่อยากทำงานเป็น ส.ส. แต่อยากมีหน้าตา มีเกียรติ ก็ไม่สมควรมาเป็นนักการเมือง ควรไปเป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นนายก อบต.จะดีกว่า ในบทบาทที่เหมาะสม
ยอมรับว่า ส.ส.ส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวนักการเมือง ตำแหน่ง ส.ส.จึงกลายเป็นทรัพย์สมบัติของตระกูล แต่เวลามาเป็น ส.ส. บางคนไม่เคยประชุม หรือประชุมน้อย รวมทั้งไม่เคยอภิปรายในสภา คนเหล่านี้ไม่มีคุณสมบัติที่ควรเป็น ส.ส. ฉะนั้นในการแก้ปัญหาสภาล่ม ในระยะยาวจะต้องมีวาระที่ชัดเจน และควรปลุกจิตสำนึกในการทำหน้าที่ของ ส.ส.ในฐานะนักการเมืองที่ดีอีกด้วย

รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ จะเติบโตเป็นความเชื่อ การที่สภาล่มบ่อยๆ หรือเกิดซ้ำซากเป็นอาจิณก็ทำให้เกิดเป็นเชื่อ ถึงเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติหน้าที่ และทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพของภาพรวมที่เป็นไปในลักษณะการถดถอย หรือมีประสิทธิภาพที่ด้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือการขาดคนมีอุดมการณ์และความมุ่งมั่นทางการเมืองเข้ามาทำหน้าที่
เมื่อย้อนดูหน้าที่ของ ส.ส. คือหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนด้านนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด ซึ่งการทำหน้าที่พิจารณาเป็นคนละส่วนกับการพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบด้วย ซึ่งหมายถึงการมาทำหน้าที่ตามกลไกกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการแปรญัตติ หรือการลงมติไม่เห็นชอบ แต่ไม่ใช่การไม่มาประชุม หรือการไม่เข้าประชุมจนเป็นเหตุให้สภาล่ม ซึ่งสูญเสียโอกาสของประเทศ และสิ้นเปลืองงบประมาณ กระทบต่อกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการทำหน้าที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับ ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผ่านการเลือกตั้ง
นอกจากนั้น น่าคิดว่าจะต้องรับผิดตามกฎหมายด้วยหรือไม่เพราะการไม่ทำหน้าที่ หรือทำหน้าที่แต่ไม่แล้วเสร็จ หรือโดดประชุม เท่ากับว่าไม่ทำหน้าที่ จึงน่าคิดว่าจะผิดกฎหมายอาญาในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หรืออาจมองว่าทุจริต เป็นได้ในกรณีรับเบี้ยประชุมแล้วไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนั้น หากพิจารณาในแง่ของจรรยาบรรณที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับใช้ประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มความสามารถ รวมถึงการรับผิดชอบตามควรแก่กรณีเมื่อปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือผิดพลาด การโดดประชุม หรือไม่มาประชุม จึงเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงจริยธรรมของนักการเมือง
การอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เช่น อ้างว่าลงพื้นที่หรือจะยุบสภาแล้วจึงไม่เข้าประชุม ทั้งที่กำหนดการประชุมออกมาก่อน หรือรู้อยู่ก่อนย่อมถือได้ว่าเป็นการจงใจ หรือเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่เข้าประชุม มากกว่าความบกพร่อง
จึงอาจถึงเวลาที่ใครสักคนจะออกมาร้องเรียนไปยังหน่วยงานตรวจสอบถึงเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีกฎหมายออกมาควบคุม รวมถึงประธานสภาในฐานะประมุขไม่ควรนิ่งนอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเชื่องช้าแบบที่เป็นอยู่ไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ปิดตาเสียเท่านั้นแหละถึงจะมองไม่เห็น อย่าปล่อยปละละเลย จงใจไม่กำกับ

เอกชัย ไชยนุวัติ
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
ปัญหาสภาล่ม ตามระเบียบข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การประชุมของรัฐสภาต้องมีองค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ทั้งหมด ณ วันประชุม เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป คือต้องมีไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเพื่อให้ถือว่าการลงมติใดๆ ก็ตาม สภามีเสียงข้างมากของประชาชนเป็นตัวแทนรับรอง
ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ที่จะต้องรักษาองค์ประชุมและในทางการเมืองเป็นหน้าที่ของฝ่ายเสียงข้างมาก ที่จะต้องทำให้องค์ประชุมเป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ เท่าที่ติดตามมาทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ต่างก็พยายามที่จะทำให้การประชุมดำเนินไปได้โดยไม่มีปัญหา จึงเห็นว่าบ่อยครั้งที่ในห้องประชุมมีผู้เข้าประชุมน้อยมากถ้ามองด้วยสายตาจากการถ่ายทอดสด น่าจะไม่ครบองค์ประชุม แต่ทุกฝ่ายก็ร่วมกันให้ประชุมต่อไปได้
ปัญหาองค์ประชุมล่มต้องแก้ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและความสนใจของสังคมทั่วไปด้วย เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่พูดแทน และทำงานแทนประชาชนในพื้นที่ หรือที่เรียกกันว่า พรรคการเมือง
ครั้งล่าสุดที่องค์ประชุมไม่ครบ เป็นการประชุมวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทั่วไป ส.ส.ในหลายเขตพื้นที่ จะต้องเดินทางกลับพื้นที่ในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เพื่อพบปะประชาชน แต่เนื่องจากอยู่ในปีสุดท้าย และสมัยประชุมสุดท้ายแล้ว จึงต้องมีการนัดประชุมเพิ่มอย่างที่เห็น ดังนั้น เสนอให้วิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลประชุมร่วมกัน ลงมติหาตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละวัน ที่ทำหน้าที่เป็นองค์ประชุม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ในอนาคต
ปัญหาสภาล่ม มีกระแสที่อาจจะมีการตัดสินใจยุบสภาเร็วๆ นี้ จึงทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องลงพื้นที่มากเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่ ส.ส.กลัวมากที่สุด คือ การสอบตก ส่วนฝ่ายรัฐบาล ถ้าจะให้กฎหมายต่างๆ หรืองานในสภาดำเนินไปได้ ต้องกำชับ ส.ส.เข้าให้ครบองค์ประชุม เพราะระบบรัฐสภาเป็นระบบที่อาศัยการถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารต้องมีกฎหมายที่ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าประชุมไม่ได้ องค์ประชุมไม่ครบ ก็ไม่มีผลงาน นำกฎหมายไปบริหารประเทศไม่ได้
ส่วนการที่สภาล่ม จะกระทบต่อความศรัทธาที่ประชาชนมีกับรัฐบาลหรือไม่นั้น เรื่องนี้แน่นอนว่า ศรัทธาในการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติกระทบแน่นอน ถ้าประชุมไม่ได้ กฎหมายออกไม่ได้ มติต่างๆ ออกไม่ได้ รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้
อยากฝากถึงรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องกำชับให้นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล มีหน้าที่หลักในการรักษาองค์ประชุมให้ครบ ไม่เช่นนั้นจะส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างแน่นอน

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่
ก ารประชุมสภา เป็นหน้าที่ของ ส.ส. เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายและตั้งกระทู้ อภิปรายในเรื่องที่สำคัญ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศ ไม่สามารถอ้างไปพบปะประชาชน เพื่อร่วมงานทำบุญในพื้นที่ได้ เพราะเหตุผลฟังไม่ขึ้น เนื่องจากได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการจากภาษีประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นตามหลักการต้องประชุมสภาเท่านั้น ไม่ว่าเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่ เพราะเป็นตัวแทนประชาชนที่เข้าไปทำหน้าที่ในสภาดังกล่าว ยกเว้นมีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่สามารถเข้าประชุมสภาได้
กรณีสภาล่มซ้ำซาก อาจนำไปสู่การพิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญล่าช้าโดยเฉพาะการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กัญชา วาระที่ 2 และวาระที่ 3 อาจนำไปสู่รอยร้าวพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่เสนอร่างกฎหมายกัญชา กับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่คัดค้านกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นโอกาสที่พรรคฝ่ายค้านได้ใช้เวทีประชุมสภา เพื่อทำลายความน่าเชื่อ หรือดิสเครดิตรัฐบาลได้ เพราะมองว่ารัฐบาลอ่อนแอลง อาจเป็นจุดอ่อนที่ใช้เรื่องดังกล่าวโจมตี เรียกคะแนนเสียงการเลือกตั้งส.ส.สมัยหน้า เพื่อเรียกกระแสความนิยมจากผู้สนับสนุน หรือกองเชียร์ได้
อีกด้านหนึ่งมองว่ากรรมาธิการร่าง (กมธ.) ได้ร่างกฎหมายกัญชาอย่างดีแล้ว อาจมีบางมาตราที่ ปชป.เห็นต่างเท่านั้น ดังนั้น คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล ต้องพูดคุยหารือกันให้ผลักดัน ร่างกฎหมายกัญชาผ่านไปให้ได้ พร้อมกำชับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ให้เข้าประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อลงมติโหวตร่างกฎหมายดังกล่าว ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าสภายังล่มอีก วิปรัฐบาลต้องรับผิดชอบในฐานะที่ไม่สามารถควบคุมเสียงในสภาได้
หลังการประชุมสภา สมัยสุดท้ายแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล อาจพิจารณายุบสภาเพื่อจัดเลือกตั้งใหม่ได้ ซึ่งฝ่ายค้านได้เสนอรัฐบาลให้ยุบสภาภายในวันที่ 24 ธันวาคมนี้เพื่อจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ ขณะเดียวกันกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้เสนอให้ยุบสภาวันที่ 10 มีนาคมปีหน้า หรือบวกลบไม่เกิน 10 วัน ก่อนรัฐบาลครบวาระ เพื่อให้ ส.ส.ได้ย้ายพรรคภายใน 30 วัน ก่อนประกาศเลือกตั้งอย่างเป็นทางการถือเป็นกลยุทธ์หยุดเลือดไหลหรือรั้ง ส.ส.พปชร.ไม่ให้ย้ายพรรคมากกว่า เนื่องจาก ส.ส.พปชร.หลายจังหวัดได้ย้ายรังไปสังกัดภูมิใจไทยตามกระแสและกระสุนแล้ว จึงต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้ ส.ส.ย้ายไปสังกัดพรรคอื่นเพิ่ม อาจทำให้พรรคแตก ส่งผลพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้ง ไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้
ถ้าสถานการณ์พรรคร่วมรัฐบาลไม่ดีขึ้น อาจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจยุบสภาช่วงปลายปีนี้ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ และซื้อใจประชาชน พร้อมชิงความได้เปรียบทางการเมือง เพราะยังกุมอำนาจบริหารประเทศอยู่

