ประชุมสุดยอดเอเปค ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

13.11.22 | 09:11 น.
ประชุมสุดยอดเอเปค ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ - บทนำการสัมมนา

ประชุมสุดยอดเอเปค ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

หมายเหตุบทนำการสัมมนา “เอเปค-ประเทศไทย 2022 : ความมุ่งหมายและความสำเร็จ” ร่วมจัดโดยมติชนและวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 เวลา 09.00-12.30 น. ณ ห้องพูนศุข วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ท่าพระจันทร์

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วามร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Economic Cooperation-APEC) หรือ เอเปค ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ในสังคมไทย เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งในปี 1989 และมีส่วนในการร่วมผลักดันวาระการประชุมเพื่อสร้างผลสะเทือนต่อพัฒนาการเศรษฐกิจระหว่างประเทศเสมอมา

เมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งแรกระดับรัฐมนตรีในปี 1992 นั้นเป็นเวลาที่สงครามเย็นเพิ่งจะสิ้นสุดลง หลายประเทศในโลกกำลังผลักดันให้มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในหลายมิติ รัฐบาลไทยและกลุ่มอาเซียนกำลังจะสร้างเขตการค้าเสรีอาเซียน และสหรัฐก็กำลังจัดตั้งความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (ตั้งสำเร็จในปี 1994) การเจรจาการค้าโลกรอบอุรุกวัยก็กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น เอเปคจึงทำหน้าที่ในการผลักดันวาระการเปิดเสรีทางด้านการค้าเป็นสำคัญ

Advertisement

รัฐบาลไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพเอเปคอีกครั้งหนึ่งในปี 2003 ซึ่งเป็นเวลาที่ระเบียบการค้าโลกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การการค้าโลกแล้ว แต่โลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่ๆ เมื่อขึ้นสู่ศตวรรษที่ 21กล่าวคือ ปัญหาการก่อการร้ายสากล และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome-SARS) รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การประชุมสุดยอดในประเทศไทยปีนั้นจึงได้ริเริ่มความมั่นคงทางด้านสุขภาพและแผนปฏิบัติการโรคซาร์ส สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนั้นคือความพยายามของผู้นำเขตเศรษฐกิจสมาชิกในอันที่จะสร้างความแข็งแกร่งของระบบการเงินและสนับสนุนให้มีการพัฒนาตลาดพันธบัตรในประเทศและระดับภูมิภาค

หลังจากนั้นเอเปคได้เดินทางไปประชุมกันในเขตเศรษฐกิจสมาชิกอีกหลายที่ทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รวมทั้งเก็บรับเอาประเด็นปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเศรษฐกิจโลกเข้ามาสู่วาระการประชุมของกลุ่มมากมาย เช่น พันธะสัญญาในการต่อต้านคอร์รัปชั่นและส่งเสริมความโปร่งใสในการประชุมที่ซันติอาโก ประเทศชิลี ปี 2004 ปฏิญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาแบบสะอาด ปี 2007 ในการประชุมที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

เอเปคให้ความสนใจประเด็นเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิสตรีเป็นครั้งแรกเมื่อมีการประชุมร่วมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยสตรีและวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2013 แต่เพิ่งมามีความจริงจังเกี่ยวกับประเด็นนี้ในปี 2019 เมื่อมีการจัดทำโรดแมปเกี่ยวกับสตรีและการเติบโตอย่างเท่าเทียม (The La Serena Roadmap for Women and Inclusive Growth) ในการประชุมที่ซันติอาโกประเทศชิลี

เขตเศรษฐกิจในเอเปคเริ่มพูดถึงความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งจะต้องสนับสนุนให้มีแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้นในปี 2014 เมื่อจีนเป็นเจ้าภาพการประชุม

ที่ประชุมเอเปคให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2018 เมื่อมีการประชุมที่ปาปัวนิวกินีโดยมีการจัดทำวาระเพื่อการปฏิบัติการเศรษฐกิจดิจิทัล (Action Agenda for the Digital Economy) เพื่อเป็นพันธะสัญญาสำหรับสมาชิกในการวางอนาคตสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีประเด็นอื่นๆ เข้ามาในวาระการประชุมหลากหลายขึ้นในระยะหลังแต่เอเปคก็ยังไม่ทิ้งสิ่งที่เป็นแกนกลางของความร่วมมือมาแต่เดิมคือ การเปิดเสรีทางการค้า โดยเริ่มมีการพูดถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่จะสร้างภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เป็นเขตการค้าเสรี (Free Trade Areas of the Asia Pacific-FTAAP) ในปี 2006 และที่ประชุมสุดยอดเอเปคในปี 2010 ที่โยโกฮามา ญี่ปุ่น ได้กำหนดเส้นทางสู่เขตการค้าเสรีพร้อมทั้งได้สั่งการให้หามาตรการเพื่อจะสร้างให้เขตการค้าเสรีในภูมิภาคนี้มีความเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ โดยที่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่ามีความตกลงการค้าเสรีในภูมิภาคนี้อยู่แล้วเป็นจำนวนมาก เช่น อาเซียนบวก 3 อาเซียนบวก 6 ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for TransPacific Partnership) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership) เป็นต้น ทำให้บรรดาสมาชิกของเอเปคทั้งหลายซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งความตกลงดังกล่าวอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ ต้องขบคิดอย่างหนักว่าจะมีส่วนผลักดันให้ความตกลงเหล่านั้นเดินต่อไปได้อย่างไร โดยไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือทับซ้อนกัน

เอเปคเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่มีอายุยืนยาวพอสมควรจากวันที่ก่อตั้งในปี 1989 จนถึงปัจจุบันก็มีอายุถึง 33 ปีเข้าไปแล้ว ดังนั้นต้องมีการทบทวนทางด้านวิสัยทัศน์กันใหม่เมื่อหมุดหมายอันแรกที่รู้จักกันในนามโบกอร์โกล (Bogor Goals) ที่ตั้งเป้าเอาไว้ว่าสมาชิกที่เป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วจะต้องเปิดเสรีทางด้านการค้าการลงทุนภายในปี 2010 และที่กำลังพัฒนาให้เปิดภายในปี 2020 นั้นได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วเมื่อสองปีก่อน

ดังนั้นในการประชุมเอเปคที่มาเลเซียในปี 2020 จึงได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์กันใหม่ภายใต้ชื่อวิสัยทัศน์ปุตราจายา (Putrajaya Vision) เพื่อเป็นเครื่องนำทางไปสู่ประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง มีพลวัตร ยืดหยุ่นคงทนและสงบสันติภายในปี 2040 เพื่อความมั่งคั่งและประชาชนทั้งมวล และคนรุ่นใหม่ในอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าวนั้น เอเปคจะใช้การค้าและการลงทุน, นวัตกรรมและดิจิทัล, รวมตลอดถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เน้นความเข้มแข็ง สมดุล มั่นคง ยั่งยืนและเสมอภาค เป็นกลจักรสำคัญในการขับดัน ถัดจากนั้นที่ประชุมเอเปคได้จัดทำแผนปฏิบัติการโอแตโรอา (Aotearoa Plan of Action) ในปีที่แล้วเมื่อนิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพ เพื่อทำให้วิสัยทัศน์เช่นว่านั้นเป็นความจริงขึ้นมา

ความจริงประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปีนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องผลักดันประเด็นใหม่ใดๆ เข้าสู่วาระการประชุมเลยก็ได้ แม้ว่าการประชุมในปีนี้จะเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 ที่ยังไม่จบสิ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานการณ์และการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ทว่าโรคระบาดและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวนั้นเกิดขึ้นก่อนหน้านี้มากว่า 2 ปีแล้วเอเปคได้ออกมาตรการหลายอย่าง เช่น การเข้าถึงวัคซีนเพื่อรับมือเอาไว้แล้ว

ส่วนปัญหาสงครามนั้น รัฐบาลไทยพยายามจะหลีกเลี่ยงที่จะเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แม้ว่ารัสเซียซึ่งเป็นคู่สงครามจะเป็นสมาชิกเอเปคอยู่ด้วยก็ตาม เรื่องนี้จึงไม่อยู่ในวาระการประชุม อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีผู้นำคนใดจะใช้โอกาสระหว่างการประชุมเอเปคหารือเรื่องสงครามในยูเครนและดูเหมือนว่าไม่มีผู้นำระดับสูงของประเทศคู่สงครามมาอยู่ในประเทศไทยในห้วงเวลานั้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้การประชุมผ่านไปอย่างจืดชืดจนเกินไป ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพได้ผลักดันโมเดลทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) เข้าสู่การประชุมเอเปคในฐานะที่เป็นแนวทางหนึ่งในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังโรคระบาดโควิด และเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมไทย ผสมผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูงสมัยใหม่ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีความสมดุลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คาดว่าจะมีการออกปฏิญญากรุงเทพฯเพื่อสนับสนุนโมเดลทางเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียวดังกล่าวหลังการประชุมสุดยอดระหว่างวันที่ 18-19พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งปฏิญญาดังกล่าวอาจจะไม่มีความหมายกับสมาชิกเอเปคอื่นๆ เท่ากับวิสัยทัศน์และแผนปฏิบัติการซึ่งเป็นเอกสารหลักของความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก แต่มีความหมายสำหรับประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพอย่างมาก เพราะเป็นแบบแผนทางเศรษฐกิจใหม่ที่รัฐบาลประสงค์จะใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศยุคปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของประชาชนไทยในภาคส่วนต่างๆ จะต้องมีส่วนร่วมในการพูดคุยถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อดีข้อเสียของมันต่อไป