เดินหน้าชน : เอเปค-เอแป้ก

24.11.22 | 12:29 น.

ผมเห็นภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม วันรุ่งขึ้นหลังการประชุมเอเปคได้เดินทางลงพื้นที่สนามกีฬาคลองจั่น พบปะกับแกนนำและชาวบ้านในพื้นที่

บิ๊กตู่ กล่าวกับชาวบ้านว่า ปัจจุบันคือการทำให้ทุกคนมีความสุข ส่วนอนาคตคือการที่เราลงทุนต่างๆ เพิ่มไปสู่อนาคต นี่คือประโยชน์จากการพูดคุยในเวทีการประชุมโลกซึ่งจะมีการเข้ามาลงทุนเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาท ในการประชุมเอเปคที่ผ่านมามีการพูดคุยกันในหลายระดับ ทั้งในประเทศเอง ในระดับภูมิภาคและในทั่วโลก การประชุมทั้งหมดต้องมีข้อตกลงระหว่างกัน เพราะถ้าไม่มีข้อตกลงไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากถือเป็นนโยบายของแต่ละประเทศที่ต้องสอดคล้องกัน

เราทำวันนี้ทั้งหมดก็เพื่ออนาคตวันข้างหน้า แต่ส่วนหนึ่งที่เราทำก็เพื่อวันนี้ อีกส่วนก็ทำเพื่ออนาคตและลูกหลานของเรา และถ้าวันข้างหน้าเราย้อนกลับมาดูก็จะเห็นว่านี่คือประวัติศาสตร์ที่เราทำร่วมกันจนประสบผลความสำเร็จ

ภาพรวมดู บิ๊กตู่ มั่นใจว่าการประชุมเอเปคครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

แต่ในขณะที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย โดยสรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กลับประเมินไว้อย่างน่าฟังว่า รัฐบาลทุ่มงบประมาณไปกว่า 3,280 ล้านบาท แต่ไม่ได้อะไรกลับมาอย่างเป็นรูปธรรมแม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นบทสรุปของสาระการประชุม หรือการประชาสัมพันธ์โปรโมตประเทศอย่างคุ้มค่าที่จะต่อยอดการท่องเที่ยวทำได้ไม่ดี เป็นการประชุมที่แพงแต่ไม่ได้เป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีภาพความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมชุมโดยเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธเกินกว่าเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากมาย

Advertisement

บทสรุปครั้งนี้ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไทยได้ชูประเด็นโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio – Circular – Green economy) เป็น Bangkok Goals หรือ เป้าหมายกรุงเทพ ซึ่งสาระล้วนทับซ้อนกับพันธกิจของ COP26 สาระไม่ต่างอะไรจากการประชุมอนุสัญญาประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงโลกร้อนมากนัก ที่สำคัญประเทศไทยที่ชูเรื่องนี้มาเป็นเป้าหมายสำคัญกลับยังไม่มีแผนใดๆ ตอบรับกับโมเดลนี้เลย

รัฐบาลมีความพยายามที่จะหยิบแนวคิดเดิมๆ คือการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเอเปค หรือการตกลงการค้าเสรีในเขตเศรษฐกิจเอเปค หรือ FTAAP ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละเขตเศรษฐกิจมีการตกลงทวิภาคีอยู่แล้ว ไม่ก็พหุภาคีระดับภูมิภาคนั้น ฉะนั้นความตั้งใจจะลุล่วงข้อตกลงนี้ถือว่าไม่น่าสนใจ ดูดีเฉยๆ แต่หากว่าเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

สาระสำคัญถือว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ สวยแต่รูป จูบไม่หอม สื่อต่างชาติพูดถึงเอเปคน้อยมากเมื่อเทียบกับประชุม จี20 ที่ประเทศอินโดนีเซีย หรือการประชุมอาเซียนที่กัมพูชา

แต่สิ่งที่ย้อนแย้งกับความคาดหวังในผลงานการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศของรัฐบาล บิ๊กตู่ คือ ล่าสุด สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ขยายตัว 4.5% เร่งขึ้นจากในไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.3% และไตรมาสที่สองที่ 2.5% รวม 9 เดือนแรกของปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.1%

ผมไม่รู้ว่าสภาพัฒน์มีเจตนาแถลงเฉพาะตัวเลขของไทยเพียงเท่านั้น แต่ไม่มีการนำไปเปรียบเทียบตัวเลขกับประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียน เพราะในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่า มาเลเซียขยายตัวได้ 9.36% เวียดนาม 8.8% ฟิลิปปินส์ 7.76% และอินโดนีเซีย 5.39% แม้กระทั่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ยังขยายได้ถึง 4.2% หากนำมาเปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่าไทยขยายตัวได้ต่ำทั้งที่ประเทศอื่นในอาเซียนเศรษฐกิจดีกันหมด

ประเทศไทยเกือบจะรั้งท้ายสุดของภูมิภาคนี้

ณ ปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารประเทศมาร่วม 8 ปีเมื่อเทียบกับในภูมิภาคอาเซียน ไทยเหมือนคนหมดเสน่ห์ไปแล้ว

ส่วนคนไทยจะคาดหวังไปกับ บิ๊กตู่ ว่าหลังประชุมเอเปคครั้งนี้ ประเทศเราจะสดใสซาบซ่า มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนเพิ่มอีกหลายแสนล้านบาทก็เปิดโอกาสให้ บิ๊กตู่ เข้ามาบริหารประเทศอีกรอบก็แล้วกัน

เพราะกลัวว่า ผลของการประชุม เอเปค จะกลายเป็น เอแป้ก เสียมากกว่า