หมายเหตุ – ความเห็นกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการใช้งบประมาณอย่างระมัดระวังเพื่อให้เพียงพอที่รัฐบาลจะอยู่ไปอีก 3 เดือน
ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ภาพความหงุดหงิดในการให้สัมภาษณ์สื่อต่อคำถามที่ว่า ไปกินข้าวกับ 40 ส.ส.หรือไม่ก็อาจทำให้เกิดความลังเลเกิดขึ้นได้ เพราะการไม่ยืนยันผ่านสื่อไปยังประชาชนให้เป็นสักขีพยานก็อาจทำให้เกิดความกล้าๆ กลัวๆ ของ ส.ส.ที่จะย้ายไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
แต่น่าเชื่อว่าภายในพรรคจะมีการยืนยันหรือสร้างความมั่นใจกันเป็นการภายในแล้วในระดับหนึ่ง รวมถึงนักการเมืองที่มีความชัดเจนกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ต่างช่วยกันสร้างความชัดเจน เช่น การปล่อยข่าวการกินข้าวกับ 40 ส.ส. หรือกรณีปฏิทินของนายสายันต์ ยุติธรรม ที่ขึ้นรูปคู่กับ พล.อ.ประยุทธ์
ในขณะที่หันกลับไปที่พรรคพลังประชารัฐพล.อ.ประยุทธ์ก็กลับไปยาก เพราะเมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามานั่งข้างทางอยู่หน้าประตูบ้าน และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เองก็ง่ายขึ้นที่จะกล่อมให้กลุ่มพลังชลอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ เพราะนายสุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งประกาศตัวชัดเจนว่าจะตาม พล.อ.ประยุทธ์
หรือการตั้งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติมาเป็นเลขาธิการนายกฯโดยไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ก็มีนัยของการสร้างความมั่นใจ รวมถึงประโยชน์ในแง่การเมือง
ณ จุดนี้จึงเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะเดินเข้ามาโซนของพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว ซึ่งภาพหรือรูปร่างหน้าตาของพรรครวมไทยสร้างชาติก็พอเห็นเค้าลางว่ามีใครบ้างก็เห็นได้จากการเดินทางลงภาคใต้ของ พล.อ.ประยุทธ์
และเดินไปสู่ประเด็นใหม่ที่ว่าจะทำอย่างไรต่อ แม้เป็นคำถามที่ช้าไปนิด แต่ก็ยังมีเวลา 3 เดือนเมื่อถามว่า อะไรที่จะเป็นเครื่องช่วยยืนยันว่ามีเวลาอีก 3 เดือน หรือยังไม่ยุบสภาตอนนี้หรือในเร็ววัน ก็จะเห็นได้จากการตั้งนายพีระพันธุ์ เพราะมิฉะนั้นแล้วการตั้งนายพีระพันธุ์จะไม่มีประโยชน์ใดๆ ในแง่ของผลประโยชน์ทางการเมือง เชื่อว่าจะต้องหาประโยชน์จากช่วงเวลาที่เหลือก่อนยุบสภาอย่างเต็มที่
ในขณะเดียวกันไทม์ไลน์ของ กกต.ก็กำหนดช่วงเวลาไว้ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2566 ก็น่าจะย้ำชัดถึงห้วงเวลาของการเลือกตั้ง
ทั้งคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ในการประชุม ครม. ว่างบกลางใช้ไปเยอะต้องใช้อย่างระมัดระวังให้พอ เพราะรัฐบาลจะอยู่อีก 3 เดือน โดยไม่ฟังเสียงโพลที่สะท้อนเสียงของประชาชนให้รีบยุบสภานั้น ก็ยิ่งสนับสนุนของการลากเวลายุบสภาออกไปอีก 3 เดือน และกันงบไว้ทำงานเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบก่อนการเลือกตั้ง
3 เดือนถือว่าน้อยไปเสียด้วยซ้ำสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการที่จะใช้โอกาสปูทางสู่นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งการทำงานไกล้ชิดกับนายพีระพันธ์ เลขาธิการนายกฯในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ในการจัดขบวนทัพ ปรับโครงสร้างในพรรค จัดหาตำแหน่งให้บุคคลสำคัญ รวมถึงปัญหาหนักอกที่สุด การดึงนักการเมืองเข้าพรรคเพื่อสร้างความมั่นใจว่าต้องได้ ส.ส. อย่างน้อย 25 คน
สถานการณ์ข้างต้น นอกจากจะพยากรณ์ช่วงเวลาการยุบสภาที่จะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงนี้แล้ว ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อม หรือยังไม่ได้เปรียบในสนามการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติ
ทัศนัย เศรษฐเสรี
อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขออยู่ครบวาระ อีก 3 เดือน ไม่สนใจเสียงเรียกร้องให้ยุบสภา เป็นธรรมดาของผู้มีอำนาจที่อยากอยู่จนครบวาระการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีรัฐบาล โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงใดๆ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการแสดงศักยภาพการบริหารประเทศ 8 ปีต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาคมโลกรับรู้ พร้อมสร้างโอกาสให้กลับมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้าอีกครั้ง ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์เปรียบเสมือนไม้ใกล้ฝั่ง ไม่มีอำนาจกำหนดเงื่อนไข ที่นำไปสู่ผลประโยชน์จัดการเลือกตั้ง และไม่ได้อยู่ในสมการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้าได้ เนื่องจากอิทธิพล บารมีถดถอย ไม่เหมือนเดิม ประกอบกับพรรคร่วมรัฐบาล ได้ชูหัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่แรงในโค้งสุดท้าย มีโอกาสได้รับความไว้วางใจประชาชน เป็นผู้นำประเทศในอนาคตได้
จากสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้อยู่ในสายตาของพรรคร่วมรัฐบาล และฝ่ายค้าน อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ และไม่เชื่อมั่น ส่งผลให้อำนาจต่อรองและผลประโยชน์ลดลง ไม่เหมือนตอนทำรัฐประหารยึดอำนาจ ที่ผ่านมาต้องพึ่งอำนาจบารมี พล.อ.ประวิตร
วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มาโดยตลอด หลังย้ายเข้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เชื่อว่าโอกาสกลับมาเป็นผู้นำประเทศคงยากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะประชาชนเบื่อหน่าย และมีตัวเลือกที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกหลายคน
ส่วนประเด็น พล.อ.ประยุทธ์พูดในคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีรัฐบาลได้ใช้งบกลางเป็นจำนวนมากแล้ว แต่ต้องอยู่จนครบวาระ อีก 3 เดือนนั้น สะท้อนว่ารัฐบาลต้องการใช้งบประมาณในช่วงท้าย ที่มุ่งไปสู่การเลือกตั้งโดยตรง โดยเฉพาะนโยบายประชารัฐ เพื่อหว่านเม็ดเงินไปสู่ประชาชนก่อนเลือกตั้ง เพื่อเรียกความนิยม คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น โดยใช้กลไกภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ไม่ใช่ประหยัด หรือใช้งบให้คุ้มค่า แต่เป็นการเทหมดหน้าตัก หรือเคาะกะลาให้หมด เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง เป็นแต้มต่อเหนือฝ่ายค้าน หรือคู่แข่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า
กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดเลือกตั้งเร็วขึ้นอีก 1 สัปดาห์ จากเดิมวันที่ 7 พฤษภาคม ปีหน้านั้น มองว่า กกต.อาจถูกแทรกแซงจากรัฐบาล หรือพลังนอกรัฐธรรมนูญ ให้จัดเลือกตั้งเร็วขึ้น เพื่อชิงความได้เปรียบหาเสียงในโค้งสุดท้าย และลดโอกาสพรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย หรือแลนด์สไลด์ ส่งผลให้ กกต.ไม่สามารถเป็นองค์กรอิสระและวางตัวเป็นกลางได้ เนื่องจากต้องขอรับงบประมาณและกลไกรัฐบาลเพื่อจัดเลือกตั้งดังกล่าว ซึ่งประชาชนต่างรับรู้และรับทราบมานานแล้ว
สุดท้ายการเลือกตั้งสมัยหน้า เป็นการสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ขึ้นอยู่ว่าใครเป็นคนเขียนกติกา และกำหนดทิศทางเลือกตั้งเป็นแบบไหน เพื่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งเป็นไปทุกยุคสมัย
ดังนั้น ประชาชน หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องใช้วิจารณญาณตัดสินใจให้ดี เพื่อเลือกรัฐบาลและผู้นำประเทศคนใหม่ด้วย
สมชัย ศรีสุทธิยากร
ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย

การที่นายกฯกล่าวว่าจะอยู่อีก 3 เดือน ซึ่งตีความได้ว่ารัฐบาลจะอยู่จนครบวาระ จะส่งผลต่อนัยยะทางการเมืองอย่างไรนั้น เป็นสิทธิในการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีว่าจะอยู่จนครบวาระหรือจะมีการยุบสภาก่อนครบกำหนด อาจเกิดผลทางการเมืองที่แตกต่างกันบ้าง ในกรณีที่อยู่ครบวาระ การเลือกตั้งก็ต้องเกิดขึ้นหลังจากนั้นภายใน 45 วัน และเป็นการจำกัดสิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งว่าจะต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน จนถึงวันเลือกตั้ง
ดังนั้น ใครจะอยู่กับพรรคการเมืองใด ต้องตัดสินใจก่อนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 หากมองในแง่ของเวลาที่เหลืออยู่ การที่นายกฯกล่าวเช่นนั้นเท่ากับเป็นการบอกให้รัฐมนตรีตั้งใจทำงาน สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ
หากทุกคนอยู่ในภาวะไม่แน่นอนว่าจะมีการยุบสภาเมื่อใด ทุกคนจะไม่มีจิตใจมุ่งมั่นทำงาน และไปให้ความสำคัญกับการหาเสียงในพื้นที่ เพราะเกรงว่าจะไม่ชนะการเลือกตั้ง การดำเนินการต่างๆ อาจอยู่ในภาวะ เกียร์ว่าง คือไม่มีความตั้งใจในการทำงาน
ดังนั้นการที่นายกฯกล่าวเช่นนั้น ถือว่าเป็นผลดี ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความชัดเจนภายใต้กติกาที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่
ส่วนกรณีการยุบสภาหรืออยู่จนครบวาระ จะสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรนั้น ในทุกกติกาไม่ได้สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก ไม่ว่าจะยุบสภาหรืออยู่จนครบวาระก็ตาม
เพียงแต่หากมีการยุบสภา ไม่มีใครทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ผู้ที่เป็นฝ่ายยุบสภามักเลือกจังหวะที่ตัวเองเกิดความได้เปรียบที่สุด แต่ก็ยังมีระยะเวลาที่ใช้ในการหาเสียงนานกว่า คือไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน การประกาศอยู่ครบวาระเท่ากับให้ทุกคนได้เตรียมตัวอย่างเท่าเทียมกัน
ด้านฝั่งรัฐบาลจะเกิดความได้เปรียบตรงที่มีเวลาทำงานเต็มที่ ขณะเดียวกัน ไม่มีใครเห็นอนาคตว่าใน 3 เดือนข้างหน้า รัฐบาลจะสร้างผลงานเพื่อเพิ่มคะแนนนิยมให้กับตนเองได้จริงหรือไม่ ประชาชนอาจรู้สึกไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้นก็ได้ ถือว่าเป็นความเท่าเทียมตามกติกา
ขณะที่นายกฯแต่งตั้งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเลขาธิการนายกฯ ถือเป็นความชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ ในการไปต่อกับพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่นั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงจะพยายามยกบทบาทของนายพีระพันธุ์ให้สูงขึ้น แต่ไม่คิดว่าในช่วงเวลานี้ท่านจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ เป็นดั่งพ่อบ้านที่คอยดูแลเรื่องต่างๆ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ติดตามการทำงานต่างๆ ให้เกิดผลสำเร็จ เมื่อเอาคนที่มีภารกิจเป็นหัวหน้าพรรคด้วยเข้ามา ทำให้นายพีระพันธุ์ต้องมีงาน 2 หน้าที่ต้องทำไปพร้อมกัน คืองานในด้านการอำนวยการบริหารราชการแผ่นดิน กับการเตรียมความพร้อมให้กับพรรคตัวเอง
หากทำได้ก็เท่ากับเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะทำได้ไม่ดีทั้ง 2 อย่าง ยิ่งมาในจังหวะ 3 เดือนสุดท้าย ต้องเรียนรู้เข้าใจระบบการทำงานต่างๆ แม้จะเคยมีประสบการณ์ทางการเมือง แต่ก็ไม่เหมือนกัน

