ส่องวงการ‘หนัง-ละคร’ปี’66
สถานการณ์ที่ต้องดีกว่าเก่า อีกความหวัง‘ซอฟต์เพาเวอร์’
จะว่าไป วงการบันเทิงในปี 2565 ที่เพิ่งผ่านพ้น ก็ถือว่าดีกว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเจอผลกระทบไปเต็มๆ จากสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้นภาพที่ได้เห็น และทำให้คนในแวดวงพอจะยิ้มออกก็คือ ทุกๆ อย่างกำลังฟื้นตัว
ไม่ว่าจะเป็นด้านโรงภาพยนตร์ ที่ก่อนหน้านี้ในช่วงที่โควิดระบาดหนักโรงหนังก็จำต้องปิดให้บริการเป็นระยะเวลานาน ตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด และแม้หลังจากนั้นจะได้รับอนุญาตให้เปิดได้ แต่ในช่วงแรกๆ หลายคนก็ยังหวั่นเกรง ก็ไม่กล้าเข้า จนส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างเห็นได้ชัด
วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เผยว่า จากที่เครือเมเจอร์เคยทำกำไรนับพันล้านบาท แต่ในปี 2563 กลับพลิกเป็นขาดทุนถึง 527 ล้านบาท อย่างไรก็ดีเมื่อสถานการณ์การระบาดค่อยๆ คลี่คลาย ก็ค่อยๆ กลับคืนสู่กำไร ถึงวันนี้เมเจอร์พ้นขีดต่ำสุดจากสถานการณ์โควิดแล้ว
สำหรับปี 2566 นั้น ในส่วนโรงภาพยนตร์ นอกจากจะมีการขยายจำนวนโรงให้มากขึ้นแล้ว ทั้งเครือเมเจอร์และเอสเอฟ ซีนีม่า มีแนวทางที่จะทำให้โรงภาพยนตร์มีความพิเศษ เป็นโรงแบบพรีเมียมมากขึ้น เพื่อให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ
ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นโรงหนังที่มีทั้งเตียงนอนน่าสบาย, มีอาหารจากเชฟชื่อดังให้บริการ, มีระบบภาพและเสียงอันดีงาม และอีกต่างๆ นานาที่จะตามมา โดยทั้งหมดนั้นก็เพื่อเป้าหมายเดียว คือให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกว่าการมาดูหนังในโรงนั้น “แตกต่าง” และ “ดีกว่า” การดูที่บ้าน หรือดูผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอื่นๆ
เมื่อพิจารณาร่วมกับการที่ในปี 2566 จะมีภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์เข้าฉายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Spider Man, John Wick, Fast & Furious 10, The Little Mermaid, Transformers, The Marvels, Mission Impossible ฯลฯ กับอีกแหล่งรายได้ที่เข้ามาเพิ่มเติม คือยอดจำหน่ายป๊อปคอร์นที่ตอนนี้มีวางจำหน่ายไปทั่ว ไม่ใช่เฉพาะแค่ที่หน้าโรงภาพยนตร์ก็เป็นไปด้วยดี
ดังนั้นจึงเชื่อว่าในปี 2566 อุตสาหกรรมนี้จะกลับสู่ภาวะปกติเหมือนช่วงก่อนจะเกิดสถานการณ์โควิด
เรื่องของหนังไทย
ในส่วนของภาพยนตร์ไทย “นุชี่” อนุชา บุญยวรรธนะ นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย บอกว่า เอาเข้าจริงก็ยังไม่ฟื้นตัว เพราะหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิค-19 สิ่งที่พบคือรายได้ของหนังลดลงกว่าที่เคยทำได้ในช่วงก่อนจะมีโควิด
ส่วนหนึ่งนุชี่ประเมินว่า อาจเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่บางส่วนก็เปลี่ยนไป คือหันไปเลือกที่จะดูผ่านช่องทางสตรีมมิ่ง ของแพลตฟอร์มต่างๆ ขณะที่อีกส่วนที่ส่งผล คือเรื่องสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้หลายคนระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย และแน่นอนว่าสิ่งที่จะถูกปรับลดก่อน ก็คือค่าใช้จ่ายเรื่องความบันเทิง
“จริงๆ วงการภาพยนตร์ไทย มันซัฟเฟอร์จากหลายปัจจัยนะคะ ปัจจัยที่หนึ่ง คือขาดซึ่งเงินทุน
“นายทุนในประเทศมีความลดน้อยลง ก่อนที่จะมีโควิด หลายๆ ปีก่อนหน้านี้ สตูดิโอใหญ่ๆ หลายสตูผลิตหนังออกมาต่อเนื่อง แต่ในระยะเวลานี้อาจจะผลิตหนังต่อปีแค่ 2-3 เรื่อง ทำให้มันหดตัวลง แต่ก็จะมีผู้เล่นที่เข้ามาเปิดใหม่ อย่างค่ายเนรมิตรหนังฟิล์ม ที่เข้ามาทำให้ภาพรวมของหนังมีคุณภาพที่ดีขึ้น” นุชี่เผย
ส่วนปัจจัยที่สอง อนุชาบอกว่า คือขาดการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ และปัจจัยที่สาม คือสถานการณ์โควิด-19
เป็น 3 ปัจจัยที่ทำให้องค์กรภาพยนตร์ของไทยยังไม่ดี หรือว่าตกต่ำลง
แต่เรื่อง “ความนิยม” ต่อหนังไทย ยังมีอยู่เหมือนเดิม ถึงจำนวนรายได้ของภาพยนตร์ลดลง แต่ว่าจริงๆ แล้วคนไทยหรือว่าคนที่อยู่ในแถบเซาท์อีสต์เอเชีย ก็ยังคงดูคอนเทนต์จากประเทศไทยอยู่ คืออาจจะดูผ่านช่องทางสตรีมมิ่งจะเห็นเลยว่าพอมีหนังไทยไปลงในสตรีมมิ่ง ก็จะมีกระแสพูดถึง หรือสามารถขึ้นเป็นอันดับ 1ของหลายๆ สตรีมมิ่งอยู่บ่อยๆ รวมทั้งตลาดในต่างประเทศเช่น เซาท์อีสต์เอเชีย หรือว่าในระดับเอเชีย ก็จะมีคอนเทนต์ของไทยที่เด่นๆ เช่น คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับ LGBT หรือซีรีส์วาย ก็จะเป็นที่นิยมในระดับเอเชีย แล้วก็ยังเป็นที่นิยมในอเมริกาใต้ด้วย
รวมทั้งก็จะมีหนังไทยที่โดดเด่น เป็นหนังที่เป็นการลงทุนร่วมสร้างกันระหว่างต่างประเทศกับไทย ทำให้มีทุนสร้างที่สูง ทำให้โปรดักชั่นในเรื่องของทั้งบท การแสดง และการถ่ายทำได้มาตรฐานสูง
โดย 2 เรื่องที่เห็นเด่นชัดคือ “ร่างทรง” ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างไทยและเกาหลีใต้ กับ “One For The Road” ซึ่งมีโปรดิวเซอร์เป็น หว่อง กา ไว
จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วตัวโครงสร้างพื้นฐาน หรือบุคลากรของไทยยังคงแข็งแกร่งอยู่ แต่อาจจะไม่เท่าเดิม หรืออาจจะมีการกัดกร่อนบ้าง แต่ผู้กำกับ คนเขียนบท และนักแสดงที่มีความสามารถยังคงมีอยู่ ถ้ามีทุนสนับสนุน หรือมีการร่วมทุน ที่จะทำให้ทุนมันสูงขึ้นในระดับที่ทำให้โปรดักชั่นโดยรวมมันดีขึ้น มันก็จะเป็นงานที่ดีและเป็นที่ยอมรับระดับโลกหรือระดับเอเชียได้
ขณะเดียวกันในส่วนหนังอิสระก็ได้รับการยอมรับในหลายเวทีระดับนานาชาติ อย่าง หนังอินดี้เรื่อง “Blue Again” หรือ “Anatomy Of Time”
สำหรับปี 2566 “อนุชา” บอกว่าทุกฝ่ายก็ยังคงพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็จะต้องแก้อีกปัญหาสำคัญคือเรื่องของคุณภาพชีวิตคนทำงานในกองถ่าย เรื่องนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คุณภาพของภาพยนตร์ไทยไม่ดี เพราะว่าพอคนทำงานไม่ได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี การสร้างผลงานก็ย่อมด้อยลงไปด้วย มีการพูดถึงปัญหาการทำงานที่โอเวอร์โหลดมากเกินไป ทำงานมากกว่า 16 ชั่วโมง
สำหรับรายได้หนังไทยในปีนี้ นายกสมาคมผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ไทยบอกว่า “จากสถิติที่เก็บมา พบว่าปีนี้รายได้จากการฉายในโรงภาพยนตร์หลายเรื่องออกมาแล้ว บางทีไม่ถึงล้าน เป็นโปรเจ็กต์ที่ปกติแล้วจะต้อง 20-30 ล้านขึ้น หรือบางโปรเจ็กต์ที่คาดหวังว่าจะถึง 100 ล้านอย่างสมัยก่อน ก็มีน้อยลง อย่างไรก็ดี เรื่องรายได้นั้นตอนนี้ยังมีอีกช่องทางซึ่งเป็นแหล่งที่มา นั่นคือรายได้จากการเข้าไปฉายในแพลตฟอร์มอื่นๆ”
สำหรับปีนี้อนาคตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยน่าจะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่าน่าจะยังไม่ดีนัก
ละครโทรทัศน์
สิ่งหนึ่งที่เราๆ จะได้เห็น คือนับจากนี้ละครไทยจะมีความเป็น Segmentation หรือมีละครเพื่อผู้ชมเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เหตุเพราะยิ่งวันก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่าความชอบของผู้ชมแต่ละคน แต่ละกลุ่มนั้นมีความแตกต่าง ขณะเดียวกันทุกคนต่างก็มีช่องทางรับชมของตัวเอง มีจอมือถือเป็นของตัวเอง และแต่ละคนก็มีพฤติกรรม ไม่ชอบ-ไม่ดู เพราะรู้ว่าในโลกออนไลน์นี้มีสารพัดคอนเทนต์โดนๆ ให้เลือกสรร
การจะหว่านทำละครแมสให้ “เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี” ในเรื่องเดียว เหมือนสมัยก่อน ที่แต่ละบ้านจะมีโทรทัศน์แค่เครื่องเดียว จึงไม่ใช่อีกต่อไป
ละครวัยรุ่น ละครเพื่อผู้ชาย ละครเพื่อผู้หญิง ละครวาย ฯลฯ จึงถูกนำเสนอเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นละครประเภทไหน ก็ขอให้มั่นใจได้ว่าจะต้องทวีความเข้มข้นขึ้น เพราะไม่เพียงแต่จะสู้กันเอง กับผู้ผลิตของทีวีแต่ละช่องแล้ว ยังต้องต่อสู้กับคอนเทนต์จำนวนมหาศาลจากต่างแดน ที่มีให้คลิกผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ
ขณะเดียวกันก็ยังเพื่อเป้าหมายของการส่งออกไปยังต่างประเทศ หวังเพิ่มเม็ดเงินรายได้ โดยในปี 2565 มีละครไทยหลายเรื่องที่ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายยังต่างประเทศ
ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือซีรีส์วาย ซึ่งเป็นที่นิยมมาก กลายเป็นสินค้าออกไปยังประเทศแถบเซาท์อีสต์เอเชีย และแถบลาตินอเมริกาที่เป็นฐานใหญ่ ขณะเดียวกันในยุโรปเองก็มีความสนใจอยู่ด้วยเช่นกัน
จนว่ากันว่าตอนนี้ประเทศไทยคือ “เมืองหลวงแห่งซีรีส์วาย” เพราะเป็นประเทศที่ส่งออกซีรีส์ประเภทนี้เยอะที่สุด
เป็นอีกหนึ่งความหวังด้านซอฟต์เพาเวอร์จากอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศไทย

