‘ท้องถิ่น’ปักธงปี’66 รุกกระจายอำนาจ-ขับเคลื่อนพัฒนา

4.01.23 | 09:11 น.

‘ท้องถิ่น’ปักธงปี’66 รุกกระจายอำนาจ-ขับเคลื่อนพัฒนา

ช่วงปี 2565 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่การใช้ชีวิตของประชาชนแต่ละพื้นที่ การทำมาหากิน การค้าการขาย กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังการคลายล็อกมาตรการป้องกันโรคระบาดโควิด-19 แต่ประชาชนยังต้องเผชิญปัญหาทั้งเศรษฐกิจฝืดเคือง ภัยธรรมชาติเป็นภาระที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องรับผิดชอบการดูแล แก้ปัญหา ในวาระเข้าสู่ศักราชใหม่ อปท.ระดับต่างๆ ได้ประเมินสถานการณ์และทิศทางการทำหน้าที่ วางแนวทางการบริหาร การขับเคลื่อนกิจกรรม โครงการพัฒนา และแก้ปัญหาต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

สำหรับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถือเป็น อปท.พี่ใหญ่ บุญชู จันทร์สุวรรณ นายก อบจ.สุพรรณบุรี ในฐานะ นายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ของท้องถิ่นปี 2566 โดยเฉพาะ อบจ.ทั่วประเทศถือเป็นปีเริ่มต้นที่ดี หลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มจางหายไป เชื่อว่าการทำงานในหลายภาคส่วนจะเป็นไปในทิศทางบวก การท่องเที่ยวจะดีขึ้น เนื่องจากประชาชนเริ่มออกเที่ยว รวมถึงงบประมาณการพัฒนาท้องถิ่นส่วนที่เป็นเงินอุดหนุนมาจากภาครัฐจะดีขึ้นด้วย ส่วนการเก็บภาษีของท้องถิ่นหลังกลับมาจัดเก็บในอัตราปกติในปี 2565 แล้วนั้นยอมรับว่าลำบากพอสมควร เพราะการเก็บภาษีเหมือนไปทะเลาะกับชาวบ้าน แม้จะติดขัดบ้างแต่จะดีขึ้น ท้องถิ่นจะลงไปเจรจาให้ประชาชนเสียภาษี ทั้งภาษีที่ดิน โรงเรือนภาษีบุหรี่ ภาษีน้ำมัน เพราะสิ่งเหล่านี้ที่สุดแล้วจะสะท้อนกลับไปถึงประชาชนในรูปแบบของโครงการ งานพัฒนาด้านต่างๆ ดังนั้น ส่วนที่เป็นปัญหาน่าจะอะลุ่มอล่วยกันได้

ส่วนการขับเคลื่อนงานมีเรื่องการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จากกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาอยู่ในสังกัด อบจ. ไม่ใช่ว่าท้องถิ่นจะเก่งกว่ากระทรวงสาธารณสุข แต่ท้องถิ่นทำงานได้เพราะท้องถิ่นใกล้ชิดกับประชาชน เข้าใจปัญหา และผู้บริหารทุกคนมาจากการเลือกตั้ง ประชาชนเหมือนเจ้านาย ผู้บริหารท้องถิ่นทุกท่านจะคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อน ในช่วงแรกๆ อาจเป็นปีที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง อาจไม่ต่อเนื่อง กระท่อนกระแท่นไปบ้าง แต่ในระยะยาวเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดีจะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

Advertisement

อีกสิ่งสำคัญที่ยังเป็นห่วงมากคือ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ที่ผ่านมามีแต่กระจายงานมาให้ท้องถิ่น แต่ไม่กระจายงบมาด้วย เช่น ทางหลวงชนบท งานมาให้ อบจ.จำนวนมาก แต่เงินไม่มา เทียบงบประมาณทางหลวงชนบท ท้องถิ่นได้รับแค่หมื่นล้าน ขณะที่ทางหลวงชนบทถ่ายโอนงานแล้วแต่ยังรับงบ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมันไม่ยุติธรรมกับท้องถิ่น แล้วไปออกข่าวว่าท้องถิ่นทำงานไม่ได้ เพราะเงินไปที่ทางหลวงชนบทหมด ไม่ได้มาที่ท้องถิ่น ทำให้การทำงานไม่สมบูรณ์

ฉะนั้น ฝากผู้เกี่ยวข้องว่าการกระจายเงินเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องมาคุยกัน ถ่ายโอนถนนมาก็ควรโอน 4 หมื่นล้าน มาให้ท้องถิ่น ขอฝากเรื่องนี้ด้วย

สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์
นายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ จ.ปทุมธานี นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท.)

ปัญหาของท้องถิ่นทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล อบจ. ถูกกำหนดด้วยกรอบที่ล้าหลัง หรือเงื่อนไขการกระจายอำนาจ ทำให้การพัฒนาไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของท้องถิ่นที่มีประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ รับฟัง หรือมีข้อเสนอแนะให้แต่ละท้องถิ่นนั้นๆ รัฐบาลปัจจุบันยังบริหารงานแบบศูนย์รวมเข้าไปอยู่ในส่วนกลาง เปรียบเสมือนการตัดเสื้อผ้าขนาดเดียวกันแต่ให้ใช้ทั้งหมด ไม่ได้มองว่าคนอ้วน หรือคนผอมจะใส่ไซซ์เดียวกันได้หรือไม่ เฉกเช่น อบต. เทศบาล อบจ. แตกต่างกัน สภาพปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ของประชาชนแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ท้องถิ่นแต่ละแห่งย่อมทราบดีกว่าส่วนกลาง และสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าส่วนกลาง

ในปี 2566 จะมีการเลือกตั้งใหญ่หลังสภาผู้แทนชุดปัจจุบันจะครบวาระ จึงคาดหวังว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน คงจะเล็งเห็นผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศเป็นหลัก โดยส่งเสริมสนับสนุนการกระจายอำนาจแต่ละท้องถิ่น และแต่ละรูปแบบเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาแต่ละท้องถิ่น

ส่วนการจัดเก็บภาษีทุกอย่างก็ต้องไปเกี่ยวโยงกับการกระจายอำนาจด้วย ทั้งบทบาทหน้าที่ ทั้งงบประมาณต่างๆ ต้องฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ปัจจุบันท้องถิ่นจัดเก็บรายได้เองค่อนข้างน้อยส่วนมาก จะมีงบรูปแบบของเงินอุดหนุนจากส่วนกลางและกำหนดวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นการยากในการนำงบส่วนกลางนำมาพัฒนา อยากเรียกร้องให้ขยายบทบาทและหน้าที่ของท้องถิ่นเพื่อให้แต่ละท้องถิ่นสามารถหารายได้ จัดเก็บเพิ่มขึ้น เพื่อนำเม็ดเงินมาพัฒนาท้องถิ่น

ห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมาปัญหาของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีการชะลอภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้าง รัฐบาลสั่งชะลอจัดเก็บจาก 100% เหลือ 10% ทำให้รายได้ของท้องถิ่นทั้งหมด อบต. เทศบาล อบจ. ซึ่งรัฐบาลชดเชยให้ในส่วนของเทศบาลตำบลในปี 2563 ชดเชยมาให้ 90% แต่ส่วนของเทศบาลเมืองและเทศบาลนครรัฐชดเชยเพิ่มให้อีก 10% ในปี 2564 ไม่มีการชดเชยใดๆ คงต้องกระตุ้นไปยังรัฐบาล เมื่อสั่งการมาก็ต้องปฏิบัติ เพราะผลพวงของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การค้าขายไม่ดี เศรษฐกิจซบเซา ปัญหาก็ตกมาอยู่กับท้องถิ่น เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ รัฐบาลน่าจะกลับมาดูแลจัดแบ่งงบประมาณส่วนกลางมาที่ท้องถิ่นด้วยเชื่อว่าหลังคืนสู่สภาวะปกติ เทศบาล หรือ อบต. จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้างได้เต็ม 100% รายได้ของท้องถิ่นน่าจะเพิ่มขึ้น

สำหรับกิจกรรมขับเคลื่อนของ 3 สมาคมท้องถิ่นในปี 2566 ทั้ง ส.ท.ท. สมาคม อบจ. และ สมาคม อบต. ได้พูดคุยกันว่าอาจต้องมีการยกร่างแก้ไขในรัฐธรรมนูญหมวดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เบื้องต้นอาจให้มหาวิทยาลัย หรือสถาบันพระปกเกล้า ช่วยยกร่างโดยมีตัวแทน 3 สมาคมเข้าไปมีส่วนร่วม หลังยกร่างเสร็จคงจะต้องเข้าสู่กระบวนการล่ารายชื่อประชาชนร่วมผลักดันเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของ อปท.ต่อไป

ยงยศ แก้วเขียว
นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย

การทำหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในปี 2566 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะจะมีการเลือกตั้งใหญ่ การทำหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้วในรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาค สามารถดูแลประชาชนได้อย่างปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสภาวะเศรษฐกิจ สังคมจากผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด-19 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทำงานได้เป็นอย่างดีแน่นอน การทำหน้าที่ของพวกเราถือเป็นจิตอาสาที่มีกรอบวินัย กฎหมายรองรับ ทุกคนต้องพร้อมรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าและปีต่อๆ ไป

ส่วนกรณีที่การกระจายอำนาจนั้นเริ่มมีความขัดแย้งของกฎหมาย ระหว่าง พ.ร.บ.เทศบาล กับ พ.ร.บ.ปกครองส่วนท้องถิ่น เราเรียกร้องกันมานานว่าเห็นควรให้มีการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การออกกฎหมายที่ผ่านสภา เมื่อผู้บริหารมีความคิดเห็นขัดแย้งกันก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลกฎหมายที่ขัดกัน เรื่องการกระจายอำนาจที่เกิดขึ้นตามกระแสต้องการของคนส่วนหนึ่งที่อาจไม่เข้าใจการปกครองส่วนภูมิภาค เปรียบประเทศคือ บ้าน 1 หลัง การปกครองส่วนท้องถิ่น เหมือนมีลูก 5 คน ที่ความสามารถและการกระจายรายได้พื้นที่ต่างกัน ย่อมมีผลกระทบอย่างแน่นอน แต่การรวมศูนย์อำนาจบริหารประเทศเหมือนเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องกระจายทั้งความสุขและรายได้ไปยังแต่ละจังหวัด คนที่คิดกระจายอำนาจไม่เข้าใจบริบทของความเป็นครอบครัวใหญ่ หรือ ประเทศ เช่น ภูเก็ตมีรายได้ 300,000 ล้านบาทต่อปีจากการท่องเที่ยว แต่ภูเก็ตทำนา หรือทำอย่างอื่นไม่ได้ ต้องพึ่งบ้านหลังอื่นที่มีรายได้น้อยกว่า ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ควรต้องแก้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มาเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดิน

สำหรับสถานการณ์ปีหน้า หลังรัฐบาลจะครบวาระจะมีการเลือกตั้งใหญ่ กกต.ประกาศมีพรรคการเมือง 96 พรรค ถือว่ามากกว่าที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มบุคคลสนใจการลงสมัครรับเลือกตั้ง มีว่าที่ผู้สมัครหลายรายเปิดตัว ถือเป็นส่วนดีต่อประชาชนที่มีคนอาสามาทำความดีมาช่วยเหลือสังคมมากๆ ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการเลือกบุคคลเหล่านี้เข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนฯ

วิระศักดิ์ ฮาดดา
นายก อบต.คลองสาม จ.ปทุมธานี นายกสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย

สิ่งที่ยังต้องขับเคลื่อนต่อในปีหน้า สิ่งที่ท้องถิ่นต้องการคือการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ใช่การกระจายอำนาจอย่างเท่าเทียมอย่างที่เป็นอยู่เพราะความไม่ไว้ใจท้องถิ่น และยังคิดว่าท้องถิ่นเป็นระบบพรรคการเมืองของพรรคใดพรรคหนึ่ง ดังนั้น ปีหน้าสิ่งที่ต้องแก้ไขคือการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ฝากถึงสมาชิก อบต. รวมทั้งผู้นำชุมชน ขอให้บูรณาการกันในเรื่องการดูแลประชาชน ขอให้คิดเสมอว่าหากประชาชนไม่เดือดร้อนเขาคงไม่มาหาเรา

ดังนั้น ขอให้สามัคคีกันในการช่วยเหลือประชาชน

ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์
นายกเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

ช่วงปีที่ผ่านมาหลังการเปิดประเทศในช่วงครึ่งปีหลังมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก เฉพาะนักท่องเที่ยวไทยประมาณ 8 ล้านคน นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศประมาณ 10 ล้านคน มาพัทยาประมาณ 1 ล้านคน ยังไม่มากเหมือนช่วงก่อนโควิด แต่มีสัญญาณชัดเจนว่านักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาสู่เมืองพัทยาแล้ว ช่วงปลายปีส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ดูไบ ที่บินตรงมาพัทยา

ในปีหน้าหวังว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะกลับมา คาดว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวชัดเจน เมืองพัทยาก็ต้องจัดการเรื่องการดูแลนักท่องเที่ยว การจัดระเบียบเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องดำเนินการ ทั้งมาตรการเรื่องความปลอดภัยทางบก ทางทะเล ต้องดูแลอย่างเข้มงวด

ด้านการพัฒนา เมืองพัทยามีงบประมาณจาก 2 ส่วนส่วนแรก งบประมาณจากการจัดเก็บภาษี ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง และภาษีอื่นๆ ปีงบประมาณ 2566 เมืองพัทยาจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 1,750 ล้านบาท และงบอุดหนุนจากรัฐบาลอีกกว่า 1,700 ล้านบาท งบทั้งหมดเมื่อหักงบประมาณประจำจะเหลืองบพัฒนากว่า 1,300 ล้านบาท จึงหวังว่าทิศทางของการได้ในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นซึ่งจะนำงบประมาณไปจัดสรรส่วนหลักๆ คือพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค แก้ปัญหาน้ำท่วม กระตุ้นเศรษฐกิจ ดูแลสิ่งแวดล้อม ขยะ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและพี่น้องประชาชน ในด้านการท่องเที่ยวจะสนับสนุนกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ตั้งแต่พัทยาเคาต์ดาวน์, งานเดินกิน ถิ่นนาเกลือ, งานเทศกาลกินเจ, งานสงกรานต์, งานวันไหล, งานพัทยา มิวสิก เฟสติวัล, งานพลุนานาชาติ พัทยา เงินเหล่านี้จะถูกจัดสรรไปดำเนินการให้ครอบคลุมในทุกมิติ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว รวมถึงสร้างรายได้ให้การท่องเที่ยวในฐานะนายกเมืองพัทยา ต้องบริหารเมืองพัทยาให้ดีที่สุด โดยตั้งเป้าหมาย 4 เป้าหมาย 15 นโยบาย ที่ต้องดำเนินการในหลายๆ เรื่อง บางเรื่องดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว บางเรื่องต้องรอระยะเวลา

ส่วนสถานการณ์การเมืองที่จะมีการเลือกตั้งระดับชาติ เริ่มมีว่าที่ผู้สมัครหลายพรรคการเมืองนำเสนอนโยบายสู่ประชาชน ตามข้อกำหนดของ กกต.ไม่ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วม ผู้บริหารท้องถิ่นต้องวางตัวเป็นกลาง ซึ่งผมทำตัวเป็นกลางและทำหน้าที่ผู้บริหารเมืองพัทยา สิ่งที่จะทำเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าจะทำงานในฐานะผู้บริหารเมืองพัทยาอย่างดีที่สุดอย่างไรบ้าง

โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองไหนแล้ว แต่ทำงานโดยมองประชาชนในพื้นที่และทำตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน ส่วนความเชื่อมโยงกับการเมืองระดับชาติยอมรับว่าผมทำงานเป็นทีม เคยเป็นส.ส.มาก่อน ปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวกับกลุ่มที่เคยทำงานใกล้ชิดกันมา แต่เรื่องการวางตัวเป็นคนละเรื่องกับการพัฒนา เมื่อเข้ามาทำงานท้องถิ่นก็อยากฝากรัฐบาลชุดต่อไปในเรื่องการกระจายอำนาจเพื่อให้การทำงานของเมืองพัทยาคล่องตัวมากขึ้น

อยากให้ปลดล็อกระเบียบต่างๆ เพื่อให้ท้องถิ่นจัดสรรผู้บริหารเข้าสู่การบริหารงานในสายต่างๆ ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะวันนี้ยังติดขัดปัญหาตรงนี้อยู่มาก รวมทั้งกระจายงบประมาณ กระจายอำนาจให้เกิดความคล่องตัว สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็ว และช่วยให้ท้องถิ่นมีอิสระในการทำงานให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง เพื่อดูแลประชาชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ ทิศทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ