ส่อง10เทรนด์เทคโนโลยี2023 รู้ทัน-ก้าวตาม‘โลกยุคใหม่’
“เทคโนโลยี” ถือเป็นหนึ่งแรงขับเคลื่อนภาคธุรกิจทั่วโลกในทุกวันนี้ และแทบจะเข้าไปอยู่ในทุกภาคส่วนของการทำธุรกิจต่างๆ เทคโนโลยีจึงถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่จะผลักดันโลกก้าวไปสู่การเติบโต
เบอร์นาร์ด มาร์ แห่ง “ฟอร์บส์” เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเงินที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้จัดอันดับ 10 เทคโนโลยี ที่น่าจับตามอง ในปี 2023 ให้เห็นถึงเทรนด์เทคโนโลยีที่สำคัญที่ควรจะติดตามกัน เพื่อเตรียมพร้อมขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า
1.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จะปรากฏในทุกที่
เอไอ คือ การสร้างความเป็นไปได้ให้เครื่องจักรทำความเข้าใจ เรียนรู้การแก้ปัญหาต่างๆ จากประสบการณ์ในอดีต แล้วปรับแต่งเข้ากับข้อมูลที่ป้อนเข้าไปใหม่ จนทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ ที่สามารถเรียนรู้และตัดสินใจจากอดีตที่ผ่านมาได้ กลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบัน
แน่นอนว่า ในปี 2023 เอไอ ยังเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจ และจะเข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจ และชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลกมากขึ้น
โดยเอไอจะมีความง่ายในการใช้งานมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจใช้ความสามารถของเอไอในการทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการมีความชาญฉลาดมากขึ้น
ที่ผ่านมา เราได้เห็นเอไอปรากฏอยู่ในธุรกิจค้าปลีก อย่างกรณีร้านเสื้อผ้า “สติตช์ ฟิกซ์” มีการใช้เอไอแนะนำเสื้อผ้าให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องขนาดหรือแม้แต่รสนิยมของแต่ละคนที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้เสื้อผ้าที่เข้ากับผู้สวมใส่มากที่สุด
ในปี 2023 นี้ เทรนด์ของผู้คนยังเป็นเรื่องของการไร้การสัมผัส ความอิสระในการเลือกซื้อของ การสั่งของออนไลน์ ที่มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเอไอจะช่วยทำให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการได้ง่ายมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ เอไอจะเข้าไปช่วยส่งเสริมในเกือบทุกๆ งาน เกือบทุกๆ ธุรกิจ ทั่วทุกอุตสาหกรรม จะมีผู้ค้าปลีกที่ใช้เอไอ ในการบริหารและจัดการกับกระบวนการในการขายมากขึ้น เอไอจะอยู่เบื้องหลังการค้าขายเหล่านี้ รวมถึงเข้าไปอยู่เบื้องหลังการจัดส่งอัตโนมัติที่กำลังจะมีขึ้นด้วย
2.บางส่วนของ‘เมตาเวิร์ส’จะกลายเป็นความจริง
“เมตาเวิร์ส” โลกแห่งอนาคตของอินเตอร์เน็ต ที่มีการพูดถึงกันอย่างมาก นับตั้งแต่บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอที ต่างนำมาประกาศเป็นวิสัยทัศน์ใหญ่ของบริษัท รวมถึง “เฟซบุ๊ก” เครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่ประกาศเรื่องเมตาเวิร์สเป็นนโยบายหลักลำดับแรกๆ
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า เมตาเวิร์สจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจโลกอีกถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 และในปี 2023 นี้ จะเป็นปีที่กำหนดทิศทางของเมตาเวิร์สในอีก 10 ปีข้างหน้า
ขณะที่ตอนนี้หลายๆ บริษัทเริ่มใช้เทคโนโลยี เมตาเวิร์ส เหมือนกับที่ใช้เออาร์ (โลกเสมือนผสานโลกแห่งความจริง) และวีอาร์ (ความเป็นจริงเสมือน) ในการฝึกฝนและการดูแลพนักงาน เชื่อว่าเทรนด์นี้จะแรงมากขึ้นแน่นอน
3.ความก้าวหน้าของ‘เว็บ3’
เว็บ 3 หรืออินเตอร์เน็ตรุ่นที่ 3 เป็นแนวคิดการใช้งานเว็บไซต์ ที่จะมีความเป็นอัจฉริยะในการทำงานที่มากขึ้น สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น สามารถทำงานได้อัตโนมัติ โดยมีเทคโนโลยีบล็อกเชน หรือการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์อยู่เบื้องหลัง จะมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในปี 2023 นี้ เนื่องจากบรรดาบริษัทต่างๆ จะสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่มีการกระจายออกไปที่มากขึ้น
อย่างเช่น ช่วงหนึ่งที่เราเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้บน “คลาวด์” แต่ถ้าเราใช้การจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ และทำการเข้ารหัสข้อมูลเอาไว้โดยใช้บล็อกเชน ข้อมูลของเราก็จะไม่เพียงแค่ปลอดภัยขึ้น แต่ยังเป็นหนทางสำหรับนวัตกรรมใหม่ๆ ในการเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น
4.การเชื่อมต่อโลกดิจิทัลกับโลกจริง
เราได้เห็นการเชื่อมต่อระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกจริงมากขึ้นกันอยู่แล้วทุกวันนี้ และนี่จะเป็นเทรนด์ที่จะยังคงมีมากขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ในปีนี้ ซึ่งมีส่วนประกอบหลัก 2 อย่างในการรวมเข้าด้วยกัน คือ เทคโนโลยีดิจิทัล ทวิน กับการพิมพ์แบบ 3 มิติ
ดิจิทัล ทวิน หรือแบบจำลองเสมือนในโลกดิจิทัลนี้และเวอร์ช่วล ซิมูเลชั่น ของกระบวนการ ปฏิบัติการ หรือผลิตภัณฑ์บนโลกแห่งความเป็นจริง สามารถใช้เพื่อทดสอบไอเดียใหม่ๆ เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย
ดีไซเนอร์และวิศวกร จะใช้ดิจิทัล ทวิน ในการสร้างวัตถุจริงๆ ขึ้นมาใหม่ภายในโลกเสมือนจริง ดังนั้น จะสามารถทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมทุกอย่างที่เป็นไปได้ โดยไม่ต้องลงทุนเงินจำนวนมากเหมือนกับโลกแห่งความจริง ซึ่งในปีนี้ เราจะได้เห็นดิจิทัล ทวิน ตั้งแต่ในโรงงานไปถึงเครื่องจักรกล รวมถึงรถยนต์ และระบบสาธารณะที่แม่นยำ
หลังจากการทดสอบโลกเสมือน วิศวกรจะสามารถปรับแต่งและแก้ไขส่วนประกอบต่างๆ จากนั้น ก็สร้างสิ่งนั้นขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ
5.ความสามารถในการปรับแต่งธรรมชาติ
เราจะได้อยู่บนโลกที่สามารถเปลี่ยนแปลงวัตถุต่างๆ พืช หรือแม้แต่มนุษย์ ด้วยการปรับแต่งสิ่งเหล่านี้ซึ่งนาโนเทคโนโลยีจะทำให้เราสามารถสร้างวัสดุที่มีคุณสมบัติใหม่ทั้งหมด อย่างเช่น ความสามารถในการกันน้ำ หรือความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง
ในปีนี้ เราจะได้เห็นเทคโนโลยีในการตัดต่อ “ยีน” หรือรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ที่เติบโตเร็วมากขึ้น ทำให้มีความสามารถในการปรับแต่งธรรมชาติด้วยการเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอด้วย
ทั้งนี้ การปรับแต่งยีน จะทำงานคล้ายกับการประมวลผลคำ ซึ่งเราจะสามารถนำคำบางคำออกและเพิ่มคำอื่นๆ เข้าไปได้ เพียงแต่นี่จะเป็นการทำด้วยยีน ซึ่งการปรับแต่งยีน จะใช้เพื่อการแก้ไขการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอ ที่จะช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนที่แพ้อาหาร เพิ่มความสมบูรณ์ของพืชผล หรือแม้แต่การปรับแต่งรูปลักษณ์ต่างๆ ของคน อย่างเช่น สีของตา หรือสีของผม ได้
6.ความก้าวหน้าด้านควอนตัม
ปัจจุบันทั่วโลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา เทคโนโลยีควอนตัม คอมพิวติ้ง หรือการคำนวณที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ตามหลักการของทฤษฎีควอนตัมจำนวนมาก
ควอนตัม คอมพิวติ้ง เป็นการใช้อนุภาคย่อยของอะตอม ในการสร้างหนทางใหม่ในการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูล ที่ถือเป็นการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี ที่คาดว่าจะทำให้คอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานอยู่ สามารถทำงานได้เร็วกว่าโปรเซสเซอร์แบบดั้งเดิมเป็นล้านเท่าเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม อันตรายที่อาจจะเกิดจากควอนตัม คอมพิวติ้ง ก็คือ อาจทำให้การเข้ารหัสในปัจจุบันของเรากลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ไปเลย ดังนั้น ประเทศใดก็ตามที่พัฒนาควอนตัม คอมพิวติ้ง ในวงกว้าง ก็สามารถทำลายการเข้ารหัสของประเทศต่างๆ ธุรกิจ ระบบความปลอดภัย และอื่นๆ ได้ ถือเป็นแนวโน้มที่ต้องจับตาดูในปีนี้ เพราะทั้งสหรัฐ สหราชอาณาจักร จีน และรัสเซีย ต่างก็ทุ่มเงินไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม คอมพิวติ้ง
7.ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสีเขียว
หนึ่งในความท้าทายยิ่งใหญ่ที่โลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ คือการหยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่อากาศ เพื่อแก้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโลก
ในปีนี้ จะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับ “กรีน ไฮโดรเจน” หรือไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งจะเป็นแหล่งพลังงานสะอาดแหล่งใหม่ ที่แทบจะไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปเลย
อย่างบริษัทผลิตพลังงานรายใหญ่ของยุโรป เชลล์ กับอาร์ดับเบิลยูอี ก็สร้างท่อส่งก๊าซที่รักษ์โลกแห่งแรกขึ้นมาจากโรงงานพลังลม ในทะเลเหนือ
นอกจากนี้ เราจะได้เห็นความก้าวหน้าในการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าแบบกระจาย การผลิตพลังงานแบบกระจายโดยใช้แบบจำลองนี้ จะทำให้ระบบของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดเล็ก และแหล่งกักเก็บไฟฟ้า ตั้งอยู่ในชุมชนหรือบ้านแต่ละหลังได้ ดังนั้น ก็จะสามารถจ่ายพลังงานได้ แม้ว่าจะไม่มีโครงข่ายไฟฟ้าหลักก็ตาม
8.หุ่นยนต์จะมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
ในปี 2023 นี้ หุ่นยนต์จะมีความเหมือนมนุษย์มากยิ่งขึ้น ทั้งรูปร่างหน้าตาและความสามารถ จะถูกนำมาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น อย่างเช่น มาทำงานเป็นผู้ต้อนรับ บาร์เทนเดอร์ เจ้าหน้าที่ดูแลแขก หรือเป็นเพื่อนกับผู้สูงอายุ ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้ยังสามารถทำงานที่มีความซับซ้อนในคลังสินค้า และโรงงาน โดยทำงานควบคู่ไปกับมนุษย์ในการผลิตและการขนส่งได้อีกด้วย
อย่างบริษัท เทสลา ของ อีลอน มัสก์ หนึ่งในบริษัที่ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างหุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ขึ้นมาเพื่อทำงานในบ้าน เมื่อเดือนกันยายน ปี 2022 อีลอน มัสก์ ได้เปิดตัวหุ่นยนต์ออพติมัส หุ่นยนต์เหมือนมนุษย์ต้นแบบ 2 ตัวขึ้นมา และว่า บริษัทพร้อมจะรับออเดอร์ผลิตภายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยหุ่นยนต์สามารถทำงานง่ายๆ ได้ เช่น ยกของ รดน้ำต้นไม้ เป็นไปได้ว่า เราอาจจะเห็นหุ่นยนต์บัตเบอร์ มาช่วยทำงานในบ้านทั่วไปก็เป็นได้
9.ความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัติ
บรรดาผู้นำด้านธุรกิจ ยังเดินหน้าสร้างความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัติต่อไป โดยเฉพาะด้านการจัดส่งและระบบขนส่ง ซึ่งโรงงานและคลังสินค้าหลายแห่งเริ่มใช้ระบบอัตโนมัติบางส่วน บางแห่งก็ใช้เต็มรูปแบบแล้ว
ในปีนี้ เราจะได้เห็นรถบรรทุก และเรือ ที่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองมากขึ้น รวมถึงหุ่นยนต์ส่งของ หรือแม้แต่โกดังและโรงงาน ที่จะใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น
อย่างเช่นที่ โอคาโด ซุปเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ของอังกฤษ ที่เรียกตัวเองว่า เป็นผู้ค้าปลีกของชำออนไลน์รายใหญ่ที่สุดในโลก ใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติหลายพันตัว ในระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ เพื่อจัดเรียง ยก และเคลื่อนย้ายสิ่งของ
คลังสินค้าเอง มีการใช้เอไอในการจัดวางสิ่งของยอดนิยมในตำแหน่งที่หุ่นยนต์สามารถเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งโอคาโดในตอนนี้ ได้นำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคลังสินค้าของทางร้าน
10.เทคโนโลยีที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
สุดท้าย เราจะได้เห็นการผลักดันเทคโนโลยีที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อยากให้หันกลับมามองว่า อุปกรณ์เทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ประจำทุกวันนี้ อย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตของเหล่านี้ มาจากที่ใด และผู้คนก็จะมีคำถามที่มากขึ้นว่า ส่วนประกอบของแร่หายากที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของสิ่งเหล่านี้ เช่น ชิปคอมพิวเตอร์ มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด และเราใช้มันอย่างไร
ขณะที่เรายังใช้บริการคลาวด์ อย่างเน็ตฟลิกซ์ และสปอติฟาย ที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล นั่นหมายความว่า เรากำลังใช้พลังงานที่มากขึ้นด้วย
ในปีนี้ เราจะได้เห็นการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ในการทำให้ห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น คือความสามารถและความเต็มใจขององค์กรในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของสินค้าหรือแรงงาน และวิธีการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการให้ผลิตภัณฑ์และบริการของที่พวกเขาลงทุนไป สามารถประหยัดพลังงานและสนับสนุนจากเทคโนโลยีที่มีความยั่งยืนมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้คือเทรนด์เทคโนโลยีที่ต้องจับตามอง เพื่อให้รู้เท่าทันและพร้อมขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไป

