หมายเหตุ – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงแผนการขับเคลื่อนปีท่องเที่ยวไทย 2566 Visit Thailand Year 2023 : Amazing New Chapters ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม
ยุทธศักดิ์ สุภสร
ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ปี 2566 มีความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอย เครื่องยนต์เดียวในการทำให้เศรษฐกิจผ่านพ้นไปได้เป็นภาคการท่องเที่ยว แต่ต้องบอกว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ททท.เท่านั้น เพราะขึ้นอยู่กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ททท.เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะบอกว่า จะขับเคลื่อนปีท่องเที่ยวไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายและความคาดหวังได้อย่างไร โดยเฉพาะประชาชนคนไทยที่คาดหวังเห็นเศรษฐกิจฟื้นกลับมา ภาคการท่องเที่ยวไทยกลับมา เป็นภาพเหมือนปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 อีกครั้ง
พูดถึงความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา ต้องขอบคุณคนไทยเป็นเจ้าบ้านที่ดี และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกเซ็กเตอร์ เพราะวันที่ 10 ธันวาคม 2565 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยครบ 11.8 ล้านคน ถือเป็นตัวเลขที่เร็วกว่าคาดการณ์ไว้ หากไปพิจารณาการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอยากให้ดูว่า มีประเทศใดที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาท่องเที่ยวได้เร็วเหมือนประเทศไทยบ้าง แม้ยังไม่สามารถเปรียบเทียบกับปีก่อนเกิดโควิดได้ แต่ถือว่าดีกว่าช่วงที่ผ่านมาสูงมาก เพราะในปี 2564 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพียง 4 แสนคนเท่านั้น แต่ถือว่าผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว
ปัจจุบันสถานการณ์โควิดปรับดีขึ้น การทำงานร่วมกับสายการบินทำได้ดีขึ้น รวมถึงการขยายเวลาวีซ่าเข้าไทยของต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ททท.จะเสนอขอให้รัฐบาลขยายเพิ่มวันพำนักในประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามามากกว่านี้ ส่วนตลาดในประเทศก็ทำได้ดีมาก เพราะมีการเดินทางท่องเที่ยวในปี 2565 อยู่ที่ 189 ล้านคน/ครั้ง หากมองในแง่รายได้ของภาคการท่องเที่ยวรวมทั้ง 2 ตลาด คาดว่าจะทำได้ตามที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้ คือกลับมา 50% ของปี 2562 หรือคิดเป็นมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท เชื่อว่าน่าจะทำได้ตามเป้าหมายนั้น
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้เรากำลังก้าวต่อไปในทิศทางข้างหน้า อาทิ การจัดเทศกาลเคาต์ดาวน์โลก ตั้งเป้าหมายให้ไทยกลับมาอยู่บนปฏิทินเคาต์ดาวน์โลกอีกครั้ง ซึ่งความร่วมมือของภาคเอกชนทำให้มีการจัดงานเคาต์ดาวน์ และงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ทั่วประเทศไทย ทำให้เกิดความมั่นใจว่าไทยพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง รวมถึงสร้างความมั่นใจให้คนไทยเที่ยวไทย ที่จะสามารถกลับมาเที่ยวร่วมกันได้อีกครั้ง
ความภูมิใจที่เกิดขึ้นคือ งานเคาต์ดาวน์ไทยถูกถ่ายทอดผ่านสื่อระหว่างประเทศอย่างซีเอ็นเอ็นเป็นเวลากว่า 10 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่ทำให้เกิดความมั่นใจ และสะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาแล้วสำหรับการท่องเที่ยว และพร้อมรับต่างชาติเที่ยวไทย แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หรือปฐมบทในการทำให้ธุรกิจและภาคการท่องเที่ยวกลับมา ทำให้การเป็นอยู่ของประชาชนที่พึ่งพาการท่องเที่ยวกลับมา จากที่ได้รับผลกระทบโควิด
แผนในการขับเคลื่อน คือการก้าวไปอยู่ในการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมีความยั่งยืนมากขึ้น ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพมากขึ้น ต้องบอกว่า ททท.ไม่สามารถทำคนเดียวได้ เพราะ ททท.เป็นหน่วยงานด้านการตลาด หากไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงเป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ จึงมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนต่อไป ซึ่งไม่ได้ขับเคลื่อนแค่การสร้างอุปสงค์ หรือการสร้างความต้องการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเท่านั้น
แต่กุญแจสำคัญ คือเน้นย้ำในการดึงนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเข้ามา ทั้งกำลังซื้อสูง มาเที่ยวไทยบ่อย และอยู่นาน
ในปี 2566 จะเปลี่ยนรูปแบบท่องเที่ยวไทยในส่วนของสินค้า เป็นการเน้นเรื่องประสบการณ์มากขึ้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามา และการสร้างมาตรฐานความสุขของนักท่องเที่ยว มาตรฐานด้านความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว และใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มมูลค่าให้กับภาคการท่องเที่ยวต่อไป รวมถึงการเดินหน้าใช้ซอฟต์เพาเวอร์เป็นเครื่องปรุง เพื่อให้เกิดเมนูประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อเปลี่ยนให้ประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายในการเข้ามาท่องเที่ยว ไม่ได้เป็นเพียงจุดสนใจเท่านั้น ภายใต้แนวคิดการเข้ามาค้นหาความหมายการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างหลายใจ ได้แก่ 1.ใจรัก 2.ประทับใจ และ 3.มีใจ เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยใหม่อีกครั้ง
เป็นความตั้งมั่นตั้งใจของ ททท.ในการทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงความสำคัญ ไม่ใช่แค่ในสัดส่วนของจีดีพีเท่านั้น แต่ต้องมีความสำคัญในฐานะที่เป็นเครื่องมือและกลไกในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ และประชาชนต่อไป
นิธี สีแพร
รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท.
ภาคการท่องเที่ยวไทยจะต้องสามารถปรับตัวและก้าวนำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ เช่น ในช่วงการระบาดโควิด-19 มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย หลายธุรกิจล้มหายตายจาก บางธุรกิจยังอยู่ บางธุรกิจก็เกิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งธุรกิจเหล่านั้นขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยดิจิทัล การท่องเที่ยวก็ต้องเป็นดิจิทัลด้วยเช่นกัน เพื่อเดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขึ้นสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ในปี 2570
ซึ่ง ททท.จัดทำแผนตลาดดิจิทัลเพิ่มขึ้นมา รองรับไว้แล้ว
ททท.ทำงานแบบใช้ข้อมูล ซึ่งพบว่าเทรนด์ในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และอนาคตที่มองไว้ก็เป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปเร็วมาก แม้มองว่าจะเกิดขึ้นอีกใน 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า แต่อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่ปีข้างหน้าก็ได้ โดยเฉพาะพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่มเป้าหมายที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะจะเป็นคนที่มีศักยภาพในอนาคต คือกลุ่มเจนวาย เจนแซด เจนอัลฟ่า ที่เกิดและเติบโตมากับเทคโนโลยี ในอนาคตจะมีสัดส่วนเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง และมักใช้ช่องทางดิจิทัลในการเผยแพร่และใช้ข้อมูลต่างๆ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการตอบสนองความต้องการของตัวเอง รวมถึงการท่องเที่ยวด้วย
การเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้คือ เกมและดิจิทัลแอสเซท ซึ่งมองในเฉพาะเกม ได้เปลี่ยนแปลงจากในคอมพิวเตอร์มาอยู่โทรศัพท์มือถือแล้ว สามารถเล่นออนไลน์ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน หรืออยู่ที่บ้านเท่านั้น ก็สามารถเล่นด้วยกันได้ ถือเป็นโลกของกลุ่มคนเหล่านี้อีกโลกหนึ่ง ไม่ได้เป็นแค่โลกเสมือนจริงเท่านั้น แต่เป็นโลกจริงๆ อีกใบ
มูลค่าเกมในปัจจุบันขยายตัวสูงมาก ในระดับโลกมีมูลค่าเป็นแสนล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะในประเทศไทยมีผู้เล่นเกมในปี 2560 จำนวนกว่า 18.3 ล้านคน มีการใช้จ่ายกว่า 591 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 19,000 ล้านบาท ทำให้ ททท.ต้องทำความร่วมมือกับบริษัทเกมต่างๆ เพื่อประยุกต์ใช้เกมในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น โดยคาดการณ์ในปี 2566 จะกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท อาทิ นำคอนเซ็ปต์เที่ยวเมืองรองมาพัฒนาในรูปแบบเกม มีไอเท็ม สกิน และโลเกชั่นในเกมต่างๆ ทำให้ในอนาคตอาจมีเกมที่ไปเล่นในแต่ละจังหวัด อาทิ สิงห์บุรี แพร่ ซึ่งเมื่อเล่นผ่านด่าน หรือชนะเลิศในเกม ก็อาจมีรางวัลจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว และต่อยอดหากต้องการรับไอเท็มพิเศษก็ให้ไปเล่นในสถานที่จริงตามที่กำหนดไว้ เพื่อพัฒนาให้เกิดการเล่นเกมและเดินทางท่องเที่ยวต่อไป
รวมถึงการพัฒนาเอ็นเอฟที ในหมวดดิจิทัลแอสเซท เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบอะไรใหม่ๆ โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการท่องเที่ยวเข้าไป มีการร่วมกับทีมพัฒนาคอนเทนต์ต่างๆ ในด้านภาคการท่องเที่ยวใส่เข้าไป ออกแบบกิจกรรม เพื่อให้เกิดการเดินทางจริง จากนั้นผู้ประกอบการ ท่องเที่ยวจะมีส่วนร่วมในการให้รางวัล
หรือส่วนลดในการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเกมเหล่านั้น คาดว่าจะมีคนสนใจกว่า 1 ล้านคน
ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร
รองผู้ว่าด้านการตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ททท.

ในส่วนของตลาดระยะไกล ททท.วางแผนในการเป็นส่วนพัฒนาภาคการท่องเที่ยวผ่านกลยุทธ์ฟาส ฟอเวิร์ด (Fast forward) โดยแบ่งเป็น 4 หมวดใหญ่ ได้แก่ 1.airline focus เป็นการผสานงานร่วมกับสายการบินต่างๆ เพื่อที่จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่เพียงช่วงฤดูหนาวเท่านั้น โดยจะมีความร่วมมือทั้งในด้านของเที่ยวบินตรงและเที่ยวบินที่ต้องเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศใหญ่เพิ่มเข้ามา อาทิ เที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-แวนคูเวอร์ ของสายการบินแอร์แคนาดาที่เริ่มเข้ามาทดลองตลาดในไทย
2.big cities and beyond มุ่งเน้นเพื่อให้ต่างประเทศเมืองอื่นที่ไม่ใช่เมืองหลักสามารถเดินทางต่อเครื่องมายังประเทศไทยได้ และเมื่อมาถึงไทยแล้วก็สามารถต่อเครื่อง เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองรอง หรือจังหวัดที่เป็น แหล่งท่องเที่ยวต่อได้ทันที 3.collaboration is key ได้มอบหมายให้ ททท.สำนักงานในต่างประเทศเฟ้นหาพันธมิตรใหม่อย่างน้อย 1 ราย และ 4.destination for all ในปีนี้จะไม่ได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยแค่ฤดูหนาวเท่านั้น แต่ ททท.จะพยายามให้มีเที่ยวบินเข้ามาตลอดทั้งปี โดยจะมุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบ meaningful travel เป็นหลัก ในรูปแบบการจัดงานอีเวนต์ทั้งแบบออนกราวด์ และออนไลน์

