แคนดิเดตนายกฯ-ทีม ศก. จุดขาย? พรรคการเมือง

29.01.23 | 09:11 น.

แคนดิเดตนายกฯ-ทีม ศก. จุดขาย? พรรคการเมือง

หมายเหตุนักวิชาการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวพรรคการเมืองเตรียมพร้อมการเลือกตั้งหลายพรรคเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจเป็นจุดขายเพื่อชูเป็นนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งใหญ่

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

การเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯของแต่ละพรรครวมถึงหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ตอนนี้คิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้ว เพราะเหลือเวลาไม่มาก ต้องเปิดให้ชัดเจนไปเลยว่าพรรคจะเสนอนโยบายอะไร ใครจะรับผิดชอบ ทำให้คนที่เขาจะเลือกเขามีข้อมูลในใจว่า การจะเลือกใคร พรรคไหน เป็นเพราะอะไร เหมือนขายสินค้า ต้องโปรโมต ต้องโฆษณา

Advertisement

สำหรับแนวทางแต่ละพรรคในการแก้ปัญหาควรที่จะมีจุดขายอย่างไร ขึ้นอยู่กับพรรค ไปพูดแทนก็คงยาก ถ้าต้องการขายสินค้าให้ได้มากที่สุด จะต้องวางแนวโฆษณา จุดขายให้เข้าถึงคนให้ได้มากที่สุด ปัญหาคือขึ้นอยู่กับจุดยืนของพรรค เช่น พรรคก้าวไกลเขาไม่ได้ขายคนมาก แต่คิดว่าถ้าคนที่จับจุดเขาได้ก็จะหันมาสนับสนุน แต่ไม่รู้ว่ามากขนาดไหน

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ พรรครัฐบาลคงหวังเสียงในชนบท หมู่บ้าน ตัวเมืองรอบนอก โดยเน้นเรื่องปากท้องจริงๆ เอาเงินไป 700 บาท เอาเงินไป 500 บาท เอาบัตรคนจนไป คือการช่วยสงเคราะห์ อันนี้ก็เป็นนโยบายแบบเดิม แบบสมัยเก่าที่ใช้กันมามันก็ใช้ได้เพราะใครๆ ก็อยากได้เงิน และขึ้นอยู่กับว่าพวกผู้สมัคร ถ้าเป็นแบบเดิมคือ มีฐานเสียง มีหัวคะแนนตามหมู่บ้าน ตามชนบท เพราะฉะนั้นบวกกันก็คือเอานโยบายที่คนไม่ปฏิเสธ แล้วมีคะแนนเสียง มีระบบอุปถัมภ์รองรับอยู่ เขาก็คิดว่าได้แน่ๆ แบบนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่ามากแค่ไหนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในที่สุดแต่ละพรรคก็จะต้องเสนอจุดยืน อุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเอง ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับไหน เปลี่ยนถึงโครงสร้างกฎหมายหรือไม่

สำหรับประเด็นเรื่องตัวบุคคล ส่วนตัวมองว่า คนที่เป็นนักการเมือง บุคลิก ลักษณะก็ยังมีความหมายอุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ ก็มีความจำเป็น มันต้องมี 2 อย่างที่มาด้วยกัน คุณไม่สามารถที่จะเอาแค่หน้าตาดี พูดเก่งอย่างเดียว หรือชื่อเสียงโด่งดังมันไม่พอ จะต้องมีนโยบายและแนวทางว่าจะทำอะไร ถามว่าตัวปัจเจกสำคัญไหม สำคัญ เพราะจะทำให้นโยบาย จุดยืนของพรรคไปถึงชาวบ้าน ไปถึงผู้เลือก เพราะฉะนั้น ยิ่งพูดเก่ง มีลูกเล่น ก็ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นผู้ที่ลงมาสมัครการเมือง ถ้าพูดไม่เป็น พูดไม่เก่ง หรือพูดแล้วหลับ ไปลงหาเสียงจะไม่มีทางได้หรืออาจจะได้ แต่ว่ามันไม่ยาว อยู่ไม่ได้ ลองดูพวกที่อยู่ยาวๆ ส่วนใหญ่ เวลาเขาพูดแต่ละที เราเห็นเลยว่าสำคัญมาก เรื่องตัวบุคคล ปฏิเสธไม่ได้

ส่วนบรรยากาศความพร้อม ความเต็มที่ของพรรคการเมืองตอนนี้ โดยภาพรวมแล้ว ทุกพรรคก็มีจุดอ่อน อย่างที่ 1 คือไม่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพรรคการเมือง อย่างพลังประชารัฐก็เริ่มเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น สังเกตดูว่ากลไกการทำงานของตัวบุคคลในพรรค ไม่ทำงาน ทุกคนใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เราเรียกว่า ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์

พรรคในอเมริกาก็มีการอุปถัมภ์ แต่อุปถัมภ์บนเงื่อนไขของนโยบาย ของเชื้อชาติ เป็นสิ่งจับต้องได้ สามารถอธิบายได้ มีที่มา แต่ไม่ใช่มาเพราะว่าคนนั้นเป็นเจ้าพ่อ ฉะนั้นคุณต้องทำตาม หรือเจ้าพ่อมาบอกแล้วต้องวิ่งตาม เอาดอกไม้ไปกราบเจ้าพ่อ ถึงจะได้ ซึ่งที่อเมริกาไม่ทำ เขามีระบบอาวุโส ในพรรคแข่งกันว่า ใครจะอยู่กรรมาธิการอะไร ทุกอย่างมีที่มาหมดเลย แต่ของเราไม่มีที่มา เพราะฉะนั้นพอออกมาแล้วจึงดูเหมือนเล่นงิ้ว อีนุงตุงนัง มีแต่เสียง มีแต่เพลง ฟัดกันไปเรื่องนู้นเรื่องนี้ ปาดหน้าแย่ง มันไม่มีความหมายเลย

ถ้าพรรคทำงานมานานแล้วเรื่องพวกนี้ไม่ต้องทำ เพราะว่าแต่ละเขตก็มีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว หัวหน้าพรรคไม่ต้องไป อย่างไบเดนจะไป ต้องไปจุดที่ชี้ขาด ทุกอย่างที่ทำมันมีคำตอบ แต่ตรงนี้ไม่มีคำตอบแล้วทำไปทำไม นอกจากแย่งพื้นที่ข่าวหน้า 1 กันเท่านั้นเองนี่คือบทเรียนว่าระบบพรรคการเมืองต้องให้เขาพัฒนา ต้องให้มีชีวิตของเขา 5 ปี 10 ปี ทุกอย่างมันจะเข้าร่องเข้ารอย การที่จะเลือกใคร ไม่เลือกใครก็ไม่ต้องลงมาทะเลาะกันทุกที เพราะเขาก็ต้องไปตามคะแนนเสียง ตามความพอใจของผู้เลือกในแต่ละเขต

บางเขตต้องการนักวิชาการ บางเขตต้องการคนพูดเก่ง ไม่ต้องวิชาการมาก บางเขตต้องการคนท้าตีท้าต่อย ก็แล้วไป มันก็จะไปตอบคำถามจากนั้น กล่าวโดยสรุป สิ่งที่เป็นปัญหาคือการขาดประวัติศาสตร์ของพรรคการเมือง ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวา จึงทำเพื่อความอยู่รอดตอนนี้ก่อน ก็คือเลือกตั้งให้ผ่านให้ได้ แต่ถ้าผ่านต่อไปซัก 3-4 สมัย ก็จะเริ่มเป็นระบบมากขึ้น สังคมก็จะดูออกเลยว่า พรรคแบบนี้ก็จะทำได้เท่านี้ นี่เป็นอนุรักษนิยม เป็นแบบล้าหลัง เป็นแบบก้าวหน้า มันก็จะชัดเจนขึ้น

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

นโยบายของพรรคการเมืองถือเป็นภาพอนาคตของประเทศที่พรรคการเมืองนำไปใช้เพื่อโน้มน้าวใจประชาชนให้สนับสนุนพรรคของตน นอกจากนั้นอาจมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯหรือคนเก่งๆ เพื่อสนับสนุนว่าสามารถจัดทำตามนโยบายที่ให้สัญญากับประชาชนเอาไว้ นโยบายอาจแตกต่างออกไปแต่ละพรรคหรือแม้แต่ในพรรคอาจชูนโยบายแตกต่างกันไปตามภูมิภาคขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ว่าพื้นที่หรือความต้องการของประชาชน เพราะพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ย่อมไม่เหมือนพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร หรือพื้นที่ภาคอีสาน หรือภาคเหนือ

แต่หากจะจัดแบ่งตัดเกรดจากแง่มุมของการโดนใจ และภาระประเทศก็อาจแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ นโยบายลดแลกแจกแถมกับนโยบายยกระดับสังคมหรือเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งพรรคการเมืองแทบทุกพรรคจะต้องมีนโยบายลดแลกแจกแถม เช่น เงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการ เงินช่วยเหลือคนชรา เงินช่วยเหลือเกษตรกร หรือการพักหนี้ การยกหนี้ ซึ่งจะมาพร้อมตัวเลขว่าจะได้กี่บาท หรือมีตัวเลขเท่าใด โดยนโยบายเหล่านี้จะทำให้ประชาชนเข้าถึง สัมผัสได้ รู้สึกเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่าภายใต้ความรู้สึกที่ว่าเลือกผู้แทนไปก็งั้นๆ เข้าไปโกงไปกิน อย่างน้อยนโยบายเหล่านี้ยังทำให้รู้สึกได้รับกลับมาบ้าง แน่นอนว่านโยบายเหล่านี้จะขายดีกับคนส่วนใหญ่ แต่อาจขายไม่ได้กับคนรุ่นใหม่หรือชนชั้นกลาง เพราะนโยบายที่มุ่งหวังคะแนนเสียงอย่างเดียวก็อาจสร้างภาระทางการเงินการคลัง และเป็นภาระกับคนรุ่นถัดไป หรืออาจส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งโอกาสที่ปัญหาเหล่านี้จะตามมาก็เป็นไปได้สูง เพราะพรรคการเมืองในยุคหลังที่ได้มีโอกาสเป็นรัฐบาลก็มักจะพยายามทำตามคำสัญญา เช่น การขึ้นค่าแรง นโยบายกัญชา บัตรสวัสดิการ เป็นต้น

ส่วนนโยบายที่ยกระดับสังคมหรือเศรษฐกิจของประเทศ จะมีแทรกอยู่ในพรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปสังคม การศึกษา เศรษฐกิจ นโยบายเหล่านี้แม้จะเป็นเกรดเอ เพราะทำให้เห็นภาพของการสร้างผลิตภาพแรงงานที่ดีผ่านการศึกษาที่ดี หรือเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การคมนาคมที่สะดวก ทุกคนมีหลักประกันทางสังคม แต่เมื่อเป็นนโยบายทางอ้อม ไม่สามารถมองเห็นเชิงตัวเลขที่ได้รับอย่างเป็นรูปธรรมก็ถือเป็นนโยบายที่ไม่โดนใจคนส่วนรวมมากนัก เว้นแต่จะเป็นคนรุ่นใหม่ หรือชนชั้นกลาง

ในเมื่อปลายทางของการเลือกตั้งคือการได้เป็น ส.ส. นโยบายที่ถูกประกาศออกมาก็อาจแตกต่างกันออกไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่การจะเอานโยบายเศรษฐกิจมาขายกับคนชนบทก็อาจไม่โดนใจได้รับคะแนนล้นหลามเท่ากับคนกรุงเทพฯ แต่นี่แหละคือข้อดีของการเลือกตั้งที่ ส.ส.ต้องสนใจความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละพรรคการเมืองที่จะทำนโยบายที่เหมาะสม บนความรับผิดชอบ เพราะนโยบาย 2 กลุ่มนี้ กลุ่มหนึ่งอาจได้คะแนนเสียง แต่สร้างภาระ อีกกลุ่มอาจได้คะแนนเสียงไม่มาก แต่พาชาติและประชาชนก้าวไปข้างหน้า

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่

ทุกพรรคได้เข้าสู่โหมดเลือกตั้งแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมลงสนามแข่งขันแบบไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เสนอ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว พร้อมดึงนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) นายสนธิรัตน์สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค สอท. เข้าร่วมเป็นทีมเศรษฐกิจ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ และนำเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมสร้างความมั่นใจประชาชน เรียกคะแนนนิยมให้พรรคและผู้สมัครเพื่อมีโอกาสได้ ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์มากขึ้น

การชู พล.อ.ประวิตรเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว สะท้อนถึงความมั่นใจว่าประชาชนยอมรับและสนับสนุนพรรค พปชร.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและ พล.อ.ประวิตรเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เพราะได้ทีมงานที่มีคุณภาพและเชี่ยวชาญการเมืองเข้ามาช่วยงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มจุดแข็ง ลดจุดอ่อน ดังนั้น พปชร.จึงนำเสนอนโยบายบัตรประชารัฐ หรือบัตรคนจน 700 บาท/เดือน เป็นนโยบายประชานิยม และสวัสดิการแห่งรัฐเป็นจุดขาย เพื่อสานต่อนโยบายเดิม และตอบสนองความต้องการหรือตอบโจทย์ประชาชนได้ นอกจากนโยบายเศรษฐกิจแล้ว ทุกพรรคการเมืองต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน โดยเฉพาะการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายครัวเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนผู้มีรายได้น้อย การปฏิรูประบบราชการ และการปราบปรามการทุจริตหรือคอร์รัปชั่น ที่เป็นตัวบ่อนทำลายความเชื่อมั่นการค้า การลงทุน ทำให้นักลงทุนหนีไปลงทุนที่เวียดนาม อินโดนีเซียมากขึ้น จนแซงหน้าไทยไปแล้ว ซึ่งพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้ชูนโยบายแก้และปรับปรุงกฎหมาย 1,300 ฉบับ ที่เป็นอุปสรรคการค้าการลงทุน และการประกอบอาชีพคนไทยให้หมดไป ถือเป็นนโยบายทำเพื่อคนส่วนใหญ่ ได้ประกอบอาชีพอย่างอิสระ คล่องตัว มีทางเลือกมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้นโยบายปฏิรูปการเมือง ที่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย และแก้รัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจ และผลประโยชน์เพียงคนบางกลุ่ม ต้องจัดสรรอำนาจให้ประชาชนมากขึ้น เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์อย่างทั่วถึง เท่าเทียม เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ เชื่อว่าทุกฝ่ายพอใจ

หลังพรรคการเมืองเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เห็นว่ามีหัวหน้าพรรคที่มีโอกาสได้เป็นผู้นำประเทศคนใหม่ มีเพียง พล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตรหรืออุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แต่ที่น่าจับตามอง คือ พล.อ.ประวิตร ที่มีกระแสมาแรง เพราะทุ่มสุดตัว จากปฏิกิริยาว่าเป็นจอมปาดหน้า