‘บิ๊กตู่’ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์1 จุดขาย‘รวมไทยสร้างชาติ’?
หมายเหตุ – เป็นความเห็นนักวิชาการกรณีความชัดเจนของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่วางตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1 และประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค จะมีผลต่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร

วันชัย จึงวิบูลย์สถิตย์
นักวิชาการอิสระ
พรรครวมไทยสร้างชาติวางตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นเกมการเมืองใกล้เลือกตั้งใหม่ และอยู่ในไทม์มิ่งไว้แล้ว เมื่อมีการประกาศกฎหมายลูกทั้ง 2 ว่าด้วยการเลือกตั้งและพรรคการเมืองออกมาแล้ว เชื่อว่าคงเป็นตามครรลองที่พรรค รทสช.ได้วางเอาไว้แล้ว เพื่อเป็นการเปิดแนวทางต่อสู้และวางยุทธศาสตร์การเมืองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ ช่วงที่ผ่านมาเสมือนขี่ม้าเลียบค่ายและไม่ชัดเจนจะอยู่พรรค รทสช.หรือไม่
ต่อมาก็มีการประกาศตัวชัดเจนมากขึ้นและถือว่าไม่ช้า ส่วนกระแสความนิยม พล.อ.ประยุทธ์น่าจะเป็นกลุ่มคนตั้งแต่ 30-40 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่ารัฐบาลสมัยหน้าจะต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค อาจจะได้รัฐบาลชุดเก่ามาบริหารงานก็ได้ เพราะช่วงที่ผ่านมาไม่มีความขัดแย้งรุนแรง แต่ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ได้นานหรือไม่ สุดท้ายการเมืองคือการรักษาผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์ลงตัวก็ร่วมกันได้
ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเชื่อว่าพรรค รทสช.น่าจะได้ ส.ส. 50 คน เพราะบุคลากรที่มาสังกัดในพรรคมีคุณภาพและทำตัวเลข ส.ส.ได้ และมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล ประกอบกับมีเสียง ส.ว.สนับสนุน
อย่างไรก็ตาม มองแล้วรัฐบาลสมัยหน้าอาจจะเป็นพรรคเดิมๆ ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ การที่มีการแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เชื่อว่าพี่คงไม่แข่งกับน้องมากกว่า เพราะสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง คิดว่าจะปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่า

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ก็เดินมาสู่จุดที่ตนเองเคยรังเกียจ คือการเป็นนักการเมือง จึงน่าติดตามอย่างยิ่งว่าจะเป็นนักการเมืองตามอุดมคติของตัวเองอย่างไร การเข้าสู่ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 เบอร์หนึ่ง และตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค ไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร เป็นสิ่งที่ตรงกับการวิเคราะห์กันมาก่อนแล้ว เพราะการเข้ามาแล้วจะขาลอยไร้ตัวตนในโครงสร้างคงไม่ใช่เรื่องไม่ดีนัก ดังนั้น ทั้งหมดคือการปูทางสู่การอยู่ในอำนาจ เพียงแต่เส้นทางมีเพียงสายเดียว คือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเป็นนักการเมือง
การเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนักการเมืองเต็มตัว ท่วงทีการก้าวย่างรวมถึงบุคลิกท่าทางที่ใจร้อนต้องคิดใหม่ และไม่ลืมว่ากำลังแบกชื่อเสียงของพรรคไปด้วย
ภาพความเป็นนักการเมืองที่ชัดเจนขึ้นจะนำไปสู่คะแนนนิยมให้กับพรรค รทสช.หรือไม่คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องยอมรับว่าความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อครั้งเป็นผู้นำปฏิวัติกับช่วง 8 ปีที่่ผานมา ค่อนข้างจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะกลุ่มผู้ที่เคยสนับสนุนย่อมมองเห็นวิสัยทัศน์การนำพาประเทศ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นจากคนรอบข้างหรือข้าราชการ หลายกรณีมีภาพความไม่เคลียร์ หรือภาพการชนะทุกคดีแบบค้านสายตาคนดู และปัญหาความไม่สงบของบ้านเมืองก็ไม่ได้มีอยู่แล้ว นั่นคือปัญหาหลักต่อปัจจัยการไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้น การมีตำแหน่งในพรรค รทสช. จึงไม่น่าจะช่วยผลักดันสู่ความนิยมจากเดิมมากนัก
อย่างไรก็ตาม การมีตำแหน่งในพรรค หรือการเป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 จะช่วยเรื่องเสถียรภาพความมั่นคงของตัวเองมากขึ้น เพราะตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคจะเป็นกลไกที่ต้องคลุกคลีดูแลกับบรรดา ส.ส. และกลุ่มการเมืองในพรรค รวมถึงการลงพื้นที่พบปะประชาชน จะช่วยให้รับรู้ปัญหาในพื้นที่มากกว่าการเป็นผู้นำที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง

อัคค์สัจจา ดวงสุภาสิญจ์
อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
พรรค รทสช.เป็นพรรคใหม่ จำเป็นต้องมีผู้นำพรรคระดับประเทศเป็นตัวชูโรง สร้างเครือข่ายระดมทุนสนับสนุนเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ต้องปรับตัวเป็นนักการเมืองเต็มรูปแบบเพื่อชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่สามารถลอยตัวหนีปัญหาเหมือนเป็นผู้นำประเทศ 8 ปีที่ผ่านมาอีก ต้องเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและผู้นำประเทศคนใหม่ เช่นเดียวกับพรรคอื่น เพื่อความเท่าเทียมเสมอภาคและไม่ใช้กลไลรัฐชี้นำประชาชน
ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้บารมีเครือข่ายและฐานเสียง พล.อ.ประวิตร ก้าวสู่อำนาจเป็นผู้นำประเทศ ดังนั้น หลังแยกทางกับ พล.อ.ประวิตรแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ต้องโชว์บทบาทเป็นผู้นำพรรค รทสช. เพื่อแสดงศักยภาพให้เป็นที่ยอมรับประชาชนมากขึ้น ต้องปรับท่าทีแข็งกร้าว ดุดัน อารมณ์ร้าย ไม่รอมชอม เป็นประนีประนอม ยืดหยุ่น เก็บอารมณ์ และพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ เพื่อแสดงวุฒิภาวะผู้นำให้ประชาชนและนานาชาติเห็น นำไปสู่การยอมรับในเวทีโลกด้วย
หากมองสูตรการเมือง แนวโน้มการเลือกตั้งครั้งหน้าโอกาสของ พล.ประยุทธ์ และพรรค รทสช. อาจได้ ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์เพียง 40-50 ที่นั่ง พล.อ.ประวิตรและพรรค พปชร.ได้ ส.ส. 50-60 ที่นั่ง จากเดิม 110 ที่นั่ง ถ้ารวมกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อรวม 4 พรรคจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า อาจได้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง ถ้า พล.อ.ประวิตรและพรรค พปชร.ยอมหลีกทางให้ และมาอยู่เบื้องหลังเป็นมือประสานเพื่อรักษาฐานอำนาจ ผลประโยชน์ และเครือข่ายนายทุนไว้เช่นเดิม
หาก พล.อ.ประยุทธ์กลับมามีอำนาจอีกครั้งและอยู่ต่อได้เพียง 2 ปี หรือครึ่งเทอมแรก อาจนำไปสู่การแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่จนครบวาระ 4 ปี ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องติดตาม

วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ความชัดเจนที่วางตัว พล.อ.ประยุทธ์เป็นปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 มองได้ 3 แง่มุม โดยแง่มุมแรกคือการเป็นปาร์ตี้ลิสต์ ระบบปาร์ตี้ลิสต์นั้นเกิดขึ้นเพื่อฉายภาพนโยบายของพรรคการเมืองว่าใครคือผู้นำนโยบาย และนโยบายต่างๆ ที่พรรคการเมืองออกมาจะสามารถนำไปใช้ได้หรือไม่ด้วยเหตุเช่นนี้จะพบว่าพรรคการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีนโยบายที่ไม่ชัดเจน เป็นการเสนอในเชิงอุดมการณ์มากกว่า เช่น รักชาติ ศาสนา สถาบัน แต่ในเชิงนโยบายสำหรับใช้ในการดูแลประชาชนทางการบริการสาธารณะยังไม่ชัดเจน การใส่ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ออกมา อาจทำให้ภาพของพรรค รทสช.จะพยายามขายชุดนโยบายที่เป็นชุดอุดมการณ์ว่าพรรคนี้เป็นพรรคตัวแทนของฝั่งอนุรักษนิยม เป็นฝั่งฝ่ายขวา เป็นฝั่งจงรักภักดี
แง่มุมที่ 2 คือตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง ในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์พยายามจะลอยตัวออกจากการเมือง ทั้งที่อยู่ในการเมืองตลอดอยู่แล้ว แต่พยายามบอกตัวเองว่าไม่ใช่นักการเมือง แม้ว่ามาอยู่ในพรรค รทสช. ก็ยังไม่กล่าวอย่างชัดเจนว่าตัวเองเป็นนักการเมือง แต่ต้องการชนะเลือกตั้ง ต้องลงไปแข่งขัน ทำให้เห็นความชัดเจนในฐานะนักการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์มีลักษณะก้ำกึ่ง เพราะจุดขายของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ขายความเป็นนักการเมือง แต่ขายด้วยความเป็นอดีตทหารที่มีความซื่อตรงเด็ดขาด การมาอยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับที่ 1 อาจทำให้คาแร็กเตอร์ของ พล.อ.ประยุทธ์ และประชาชนที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงให้พรรค รทสช.ก็ต้องตั้งคำถามว่า คาแร็กเตอร์ที่เป็นอดีตทหารเกษียณ ที่ซื่อตรง เสียงดัง จะไปด้วยกันกับภาพลักษณ์ของนักการเมืองหรือไม่
ส่วนแง่สุดท้าย คือตำแหน่งหลังเลือกตั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่ออันดับต้นๆ ควรเป็นตำแหน่งที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ด้วย คือไปพร้อมกัน ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นชื่อเดียว ค่อนข้างจะเกิดคำถามหรือเกิดปัญหาคือ พรรค รทสช.จะได้ ส.ส.กี่คน ในการที่จะเข้าไปโหวต พล.อ.ประยุทธ์ เช่น แม้จะได้ ส.ส.มากกว่า 25 คน เพื่อได้สิทธิเสนอแคนดิเดตนายกฯ แต่อาจได้ไม่ถึง 45 คน ทั้ง 3 ภาพตรงนี้จะดึงความพยายามของพรรค รทสช. ที่จะเปลี่ยนเพื่อให้กระแสของพรรคตีตื้นขึ้นมาในเชิงคะแนนนิยมมากยิ่งขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าจากโพลหรือกระแสพรรคยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ หากเทียบกับพรรคของพลังประชารัฐ หรือแม้กระทั่งประชาธิปัตย์ก็ตาม
ในเรื่องการปรับตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนักการเมือง จะสามารถนำพรรค รทสช.ไปถึงฝั่งในสนามเลือกตั้งขนาดไหน ตรงนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะการขึ้นมามีอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่รัฐประหารจนไปถึงเลือกตั้งปี 2562 ไม่ได้เกิดจากการพยายามหรือการลงมือเพียงคนเดียว ต่างมีพี่ใหญ่มีนั่งร้านที่เป็นนักการเมืองคอยอุ้มชูอยู่ จึงเป็นนายกฯที่อยู่อำนาจได้ 8 ปี หรือช่วงรัฐประหารก็มีกลุ่มทหาร พลังอำนาจอนุรักษนิยมอื่นๆ คอยอุ้มชูอยู่
แต่ในการเลือกตั้งปี 2566 พล.อ.ประยุทธ์มีความจำเป็นจะต้องเปลืองตัว เปลืองแรง มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาในการขับเคลื่อนพรรค รทสช. และจะทำให้เห็นภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ไม่เคยเห็นในอดีต ได้เห็นภาพลงมาอ้อนประชาชน และอาจจะถึงขนาดลงมาไหว้ประชาชนแบบที่นักการเมืองทั่วไปทำก็ได้ ถ้าอยากจะสู้กันถึงขนาดนั้น แต่ส่วนตัวยังมองไม่เห็นว่าพรรค รทสช.จะสามารถมีชัยชนะเหนือพรรคพลังประชารัฐ
พล.อ.ประยุทธ์มีจุดอ่อนแบบเดียวกับนักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่งบริหารมานาน บาดแผลเยอะมาก และถูกโยนสภาพปัญหาความขัดแย้งทุกอย่างมาที่ตัวเอง และอีกหนึ่งจุดอ่อนที่สำคัญ คือหลายนโยบายถูกขายด้วยชื่อประชารัฐซึ่งไปเข้ากับชื่อพรรคพลังประชารัฐ ฉะนั้นการหาเสียงจะลำบากไปอีก นี่เป็นจุดอ่อนของพรรค รทสช.ไม่ใช่แค่ พล.อ.ประยุทธ์
จุดแข็งจริงๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์น่าจะยังมีแค่ ‘คาแร็กเตอร์’ ที่เป็นคนซื่อตรง และไม่เคยมีปัญหาคอร์รัปชั่นในตัวเอง แต่แน่นอนว่าภาพนี้จะทลายลงไปหากกลับไปมองถึง 3 แง่มุมที่กล่าวข้างต้น จึงต้องใส่ภาพนักการเมืองเข้ามา คาแร็กเตอร์ที่มีแฟนคลับก็จะน้อยลง เพราะคนมองว่ามาเป็นนักการเมืองแล้ว ไม่ใช่ทหารซื่อตรงคนเดิมแล้ว ฉะนั้นการออกมาอยู่พรรค รทสช. จึงดูเสีย มากกว่าได้

