ดูด ส.ส.ไม่เว้นบ่อ สะเทือนพันธมิตรตั้ง รบ.?

15.02.23 | 09:11 น.

ดูด ส.ส.ไม่เว้นบ่อ สะเทือนพันธมิตรตั้ง รบ.?

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการกรณีปรากฏการณ์การดูด ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง จะกลายเป็นปัญหาหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการจับขั้วทางการเมืองหรือไม่

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ต้องแยกกันเป็นสองส่วน ในส่วนที่หนึ่งต้องยอมรับกันมานานแล้วว่าพรรคที่มีกำลังดูดจะด้วยกลเม็ดหรือข้อตกลงใดๆ ก็ตาม ตัว ส.ส.ที่ยอมถูกดูดไปนั้นอาจจะเจอข้อเสนอและกระแสของพรรคการเมืองที่ออกบัตรเชื้อเชิญให้ไปอยู่ด้วย มีโอกาสจะเป็นรัฐบาลหรือมีโอกาสได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเพราะมันเป็นการทำการเมืองในสนามเลือกตั้งง่ายในการหาเสียง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่มีมายาวนาน พรรคการเมืองที่ทำแบบนี้ได้ต้องมีทรัพยากรในแง่ของงบประมาณหรือกระแสที่จะได้รับชัยชนะทางการเมือง

Advertisement

แต่ในขณะนี้มีการตั้งคำถามหรือข้อท้วงติงในเรื่องของมารยาททางการเมืองเพราะตามปกติถ้าในกรณีที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันจะเป็นปรากฏการณ์ที่เจ้าตัวประสงค์จะย้ายออกจากพรรคการเมืองเดิมมีความขัดแย้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่ได้มีความขัดแย้งแล้วถูกแอบดูดหรือแอบติดต่อโดยที่พรรคการเมืองที่สังกัดปัจจุบันไม่รับทราบอะไร

ดังนั้นมันเป็นการทำลายแนวร่วมหรือมารยาททางการเมืองอย่างแท้จริง แต่เดิมที่เราเคยเข้าใจอาจจะดูดความแข็งแกร่งลดทอนการแข่งขันทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม เช่น พรรคฝ่ายรัฐบาลไปดึง ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้าน หรือตัดทอนกำลังของคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง

ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองแบบนั้นที่พยายามดูด ส.ส.จำนวนมากเพราะตั้งเป้าหมายที่จะชนะการเลือกตั้ง บางทีทำให้หลงลืมละเลยกับคำว่ามารยาททางการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.เหลือไม่มากแล้วดันถูกดูดออกไปอีก

แน่นอนว่าปฏิกิริยาต่อต้านมันย่อมรุนแรงเท่าทวีคูณอยู่แล้ว อย่างกรณีพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่วิพากษ์วิจารณ์พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ผมคิดว่าน่าจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นระลอกแบบนี้เรื่อยๆ ไม่ใช่เฉพาะ ชทพ.ที่จะถูก รทสช.กระทำ

เรื่องการจับขั้วทางการเมืองต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าบางทีเราอย่าไปยึดโยงเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดนักการเมืองจะหลงลืมคำว่าอุดมการณ์ทางการเมือง

แต่จะเอาคำว่าผลประโยชน์และอำนาจต่อรองเข้ามาเบียดบังแทนที่ทันที และจะมาอธิบายประชาชนว่าบ้านเมืองขยับไม่ได้ ดังนั้นเลือกที่จะนำไปสู่การทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ

นั่นก็คือการถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ดังนั้นถ้าพรรคการเมืองที่มีตัวเลข ส.ส.จำนวนมากเพียงพอก็มีอำนาจต่อรองที่จะสามารถกวักมือหรือกดดันให้พรรคการเมืองอื่นๆ เข้ามาร่วมรัฐบาล

ซึ่งส่วนมากแน่นอนว่าไม่ค่อยมีใครปฏิเสธ ยกเว้นว่าจะเป็นความขัดแย้งในสนามเลือกตั้งกันอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง และผมคิดว่าช่วงนี้การดูด ส.ส.จะยังมีโอกาสไปเรื่อยๆ เพราะทุกคนมองไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นไปได้สูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเลือกยุบสภามากกว่าที่จะอยู่ครบวาระ

ดังนั้นการยุบสภามันจะเปิดช่องทางให้ ส.ส.ย้ายสังกัดพรรคการเมืองได้อีกภายใน 30 วัน นั่นเท่ากับว่าที่ผมมองว่า พล.อ.ประยุทธ์เลือกยุบสภาเพราะตัวเลขปริมาณการดูดหรือชื่อ ส.ส.ที่ไหลมา รทสช.ในขณะนี้ยังไม่ใช่เป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าบรรดาแกนนำหรือ พล.อ.ประยุทธ์เกิดความพึงพอใจในจำนวนที่เห็นอยู่ปัจจุบัน ดังนั้นการเลือกยุบสภาเพื่อต้องการหวังว่าจะมีปริมาณ ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นๆ ไหลเข้ามารวมกับ รทสช.อีก

ผมคิดว่าท้ายที่สุดพรรคการเมืองที่ถูกกระทำแบบนี้ต้องทำหน้าที่ฟ้องสังคมและฟ้องประชาชน อย่าเพิกเฉย ต้องเป็นกระบอกเสียงเล่าถึงความไม่ตรงไปตรงมาของพรรคการเมืองที่ใช้อำนาจสูงกว่าในการรุกคืบพื้นที่พรรคการเมืองนั้นๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดก็ตาม ควรจะรักษาอัตลักษณ์ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองในลักษณะท้องถิ่นนิยมไว้ ไม่ควรจะถูกกลืนให้กับพรรคการเมืองขนาดใหญ่

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

หน้าประวัติศาสตร์อาจต้องบันทึกว่านี่คือยุคของการย้ายพรรคกันมากที่สุดของบรรดา ส.ส.ที่มาจากหลากหลายสาเหตุ

ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีแผลจึงต้องย้ายไปอยู่กับพรรคที่อาจได้เป็นฝ่ายรัฐบาล หรือเงินทุนที่ใช้ในการเลือกตั้ง หรือย้ายเพราะไม่พอใจผู้บริหารที่เป็นผูกขาดอำนาจคล้ายกรมการเมืองศูนย์กลางพรรค (Political Bureau หรือ Politburo) ในระบอบสังคมนิยม หรือย้ายพรรคเพราะต้องการร่วมงานกับพรรคการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล แน่นอนเหตุผลข้างต้นอาจเป็นแรงขับจากตัว ส.ส.เองให้เกิดการย้ายพรรค

ในแง่พรรคการเมืองก็ตั้งเป้าหมายที่แตกต่างกัน อย่างพรรคภูมิใจไทยอาจหวังจำนวน ส.ส.เป็นแรงผลักให้หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี หรือพรรคพลังประชารัฐ อาจต้องการจำนวน ส.ส.ให้มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรครวมไทยสร้างชาติอาจมุ่งหวัง ส.ส.มากพอที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้

ดังนั้นการที่พรรคต่างๆ ยังคงดูด ส.ส.อยู่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมหรือจำนวน ส.ส.ยังไม่มากพอที่จะไปถึงดวงดาว ซึ่งพลังดูดนี้เป็นแรงดึงจากฝั่งพรรคการเมือง

ทั้งแรงขับ-แรงดูด ที่ทำให้เกิดการย้ายพรรคกันจำนวนมากและซับซ้อน กลายเป็นธรรมเนียมใหม่ของสังคมการเมือง สะท้อนปรากฏการณ์ว่าความนิยมในตัวคนมากกว่าตัวพรรค หมายความว่าแม้ตัวคนจะย้ายไปพรรคไหนประชาชนก็จะเลือกที่ตัวคนก่อนเป็นสำคัญ แม้พรรคนั้นจะไม่เป็นที่ชื่นชอบก็ตาม จึงทำให้เห็นภาพ “ส.ส.ที่ฉันรักแต่อยู่พรรคที่ฉันเกลียด”

ดังนั้น หากพรรคต่างๆ ดึงตัว ส.ส.หรือบ้านใหญ่ของแต่ละจังหวัดมาเข้าพรรคได้ก็อาจช่วยให้ได้จำนวน ส.ส. แต่อาจไม่การันตีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ เพราะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์สำคัญอยู่ที่ภาพจำของประชาชน

แน่นอนว่าการดูด ส.ส.ฝ่ายที่ดูดได้ก็พอใจ ฝ่ายที่ถูกดูดก็ย่อมไม่พอใจ แต่จะร้องโอดโอยเจ็บปวดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเจนจัดของแต่ละคน

ดังนั้นภาพของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐที่เจ็บหนักกว่าใครเพื่อน จากพลังดูดของพรรคภูมิใจไทย แต่ยังคงเน้นภาพปกปิดเรื่องภายในไม่ให้ออกสู่สาธารณะได้เป็นอย่างดี

เมื่อถามว่าจะถึงขั้นทำให้ไม่อาจจับขั้วทางการเมืองกันได้หรือไม่นั้น เห็นว่าน่าจะไม่ถึงขนาดนั้นเพราะการดูดกันไปมาเหมือนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว และการจับมือทางการเมืองอยู่ที่ว่าผลประโยชน์ในปัจจุบันลงตัวหรือไม่ ถ้าลงตัวก็จับมือกันได้

ประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยได้พิสูจน์มาหลายครั้งแล้วว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

วันชัย จึงวิบูลย์สถิตย์
นักวิชาการอิสระ

ก ารดูดตัว ส.ส.เข้าพรรคการเมือง หรือนักการเมืองเด่นๆ ที่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งเข้าสู่พรรคการเมืองหลักๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีโอกาสร่วมจัดตั้งรัฐบาล เกิดขึ้นมากมาย ผมมองว่าไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดในพรรคการเมืองไทย และต่อไปอาจจะเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองไทยด้วยซ้ำไป

แต่ก็ควรรักษามารยาททางการเมืองกันไว้บ้าง ควรไปทำกับแบบลับๆ

การดึงตัว ส.ส.ของพรรคการเมือง โดยหลักการแล้ว ส.ส.ทุกคนต้องไปทำหน้าที่นิติบัญญัติ ไม่ต้องมาดูแลประชาชน แต่ยุคนี้ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าต้องการเป็น ส.ส.ไปเพื่ออะไร

โดยสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะ ส.ส.ไปผูกติดกับอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะหากกลุ่มใดมี ส.ส.ในมือ 4-5 คน อาจจะได้รับการผลักดันเป็นรัฐมนตรีช่วย หรือได้ ส.ส. 8-9 คน อาจจะได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรีว่าการ ผมไม่ได้มองว่าพรรคใดจะดูด ส.ส.ได้มากน้อยเพียงใด

แต่มองว่าหากพรรคใดมีความพร้อมทางการเมือง หรือมีกำลังทางการเมืองก็จะต้องทำกับแบบนี้ คือพยายามดึง ส.ส.เข้ามาสู่ในมือให้มากที่สุด เพราะทุกนาทีมีค่า หากชักช้าพรรคอื่นก็จะดูด ส.ส.ไปหมด

อย่างไรก็ตาม การที่ ส.ส.จะได้รับเลือกตั้งหรือไม่นั้นจะต้องไปเกี่ยวพันกับประชาชนด้วย โดยเฉพาะบรรดา ส.ส.ที่ย้ายพรรคบ่อยครั้ง ควรที่จะเลือกตั้งเข้าไปในสภาไหม หรือเลือกคนใหม่ๆ เข้าไปสู่สภาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น

การที่พรรคร่วมรัฐบาลดูด ส.ส.กันเอง จะมีผลกระทบต่อการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในสมัยหน้าหรือไม่นั้น สำหรับการเมืองในประเทศไทยเหมือนกับละครเวทีโรงใหญ่ มีทั้งบทพระเอก ผู้ช่วยพระเอก บางทีเป็นตัวโกง แล้วก็กลับมาเป็นพระเอกอีก เกิดการหมุนเวียนไม่จบสิ้น หากสมประโยชน์ก็แลกเปลี่ยนกันไปมา เว้นแต่มีเรื่องขัดใจกันจริงๆ จนทำให้มีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน คงจะไม่มาร่วมสังฆกรรมกัน

เกี่ยวกับการเมืองในอนาคต หวังว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะให้ความรู้ประชาชนให้มากๆ รวมทั้งชี้ในเรื่องบทบาทหน้าที่ของ ส.ส.ประเด็นสำคัญคือหากมีการแยกฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติให้ชัดเจน พร้อมทั้งเสนอรายชื่อฝ่ายบริหารให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้เลือกนายกรัฐมนตรีได้อย่างถูกต้อง และได้ฝ่ายบริหารที่ประกาศรายชื่อไปด้วย ปัญหาการดูดตัว ส.ส.ก็จะลดลงไปได้มาก ผลดีก็จะได้นักการเมืองที่มีคุณภาพเข้าไปทำงาน เพราะ ส.ส.รู้อยู่แล้วว่าจะไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ

หากถามว่าสถาบันทางการเมืองจะมีไหม เพราะมีการย้ายพรรคการเมืองกันวุ่นวายไปหมด ในเรื่องนี้คิดว่าเหมือนกับที่กล่าวไปแล้วคือไร้คุณธรรม ไม่มีมารยาททางการเมือง เชื่อว่าการเมืองของไทยเมื่อไปถึงจุดหนึ่งแล้ว อาจจะมีคนไปขอแก้กฎหมาย ขอแก้กฎระเบียบ หรือประชาชนเห็นการเมืองแบบนี้ไปไม่ไหว ก็อาจจะมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อขอแก้ไขกฎหมายก็ได้ ตามสิทธิรัฐธรรมนูญในการขอแก้ไขกฎหมาย ยอมรับว่าการดูด ส.ส.ในสมัยนี้รุนแรงกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา

ในการแก้ไขปัญหา ส.ส.ให้มีคุณธรรมและมีมารยาททางการเมือง ก็คงต้องอาศัยเกี่ยวกับการศึกษา เพราะจะได้ยั่งยืนและยาวนาน ภาครัฐหน่วยงานที่เกี่ยวกับการศึกษา ก็ควรจะสอนให้ทุกคนมีจิตสำนึกทางการเมือง ยอมรับว่าไม่สามารถทำได้ในระยะสั้นๆ

อย่างไรก็ตาม หากไม่ทำเลยก็จะเสียโอกาส ถ้าประชาชนทุกคนมีความรู้ทางการเมืองที่ถูกต้อง เมื่อก้าวไปเป็น ส.ส.ก็จะมีสำนึกทางการเมือง หรือประชาชนก็จะสามารถเลือกคนดีมีความรู้เข้าไปทำงานในสภา ก็จะส่งผลดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง

 

 

อ่านข่าวน่าสนใจ: