ตัดเกรด‘ฝ่ายค้าน’ ถลก‘รัฐบาล’ทิ้งทวน

17.02.23 | 09:11 น.
ตัดเกรด‘ฝ่ายค้าน’ ถลก‘รัฐบาล’ทิ้งทวน หมายเหตุ - นักวิชาการประเมินการทำหน้าที่

ตัดเกรด‘ฝ่ายค้าน’ ถลก‘รัฐบาล’ทิ้งทวน

หมายเหตุนักวิชาการประเมินการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านวันแรกในญัตติอภิปรายโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ก ารอภิปรายหลายประเด็นได้ตอกย้ำประเด็นเดิมที่มีมาอยู่ตลอด อย่างเรื่องการทุจริตผลประโยชน์ทับซ้อนก็มีมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้แล้ว กรณีเครือญาติของ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งบริษัทในค่ายทหาร บ้านพักหลวงก็เป็นเรื่องเก่า สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ ไม่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องของการทุจริต

Advertisement

ถามว่าการอภิปรายจะส่งผลต่อภาพลักษณ์หรือไม่ ส่วนตัวว่าภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มการรัฐประหารเข้ามา ในมุมมองโดยทั่วไป กลุ่มคนที่ยังยึดมั่นเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ก็คือกลุ่มรัฐประหาร ถ้าดูในภาพรวมแล้วความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์ ศักยภาพในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการแก้ปัญหาทุจริต ก็ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด เพราะการเข้าสู่อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว

ภาพลักษณ์อีกอย่าง คือการไม่ส่งเสริมประชาธิปไตย และยังใช้กลไกทางกฎหมายในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เช่น การใช้กฎหมายในการดำเนินการจับกุมผู้ชุมนุม ซึ่งบางครั้งเป็นเพียงข้ออ้างมากกว่า

ดังนั้น ภาพรวมการอภิปรายเท่าที่ดูแล้วไม่ได้หวือหวา แต่คิดว่าการให้ข้อมูลของพรรคก้าวไกลและเพื่อไทยค่อนข้างอภิปรายออกมาได้ดี คราวนี้ฝ่ายค้านไม่เชิงใช้อารมณ์มากนัก แต่เป็นไปในลักษณะการให้ข้อมูล ให้คนได้รู้ความเป็นไปของฝ่ายรัฐบาลมากขึ้น คนส่วนหนึ่งอาจจะมองประเด็นการอภิปรายว่าไม่สามารถที่จะล้มกับรัฐบาลได้ ความจริงไม่ใช่ประเด็นหลักของการอภิปราย เพราะการอภิปรายคือการให้ข้อมูลกับสาธารณชน จากที่ไม่ถูกเปิดเผยก็ได้เปิดเผย ถือว่าเป็นกลไกที่ดี

ส่วนการตอบโต้ของ พล.อ.ประยุทธ์ก็สะท้อนว่ายังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เป็นพฤติกรรมที่ผู้นำประเทศไม่ควรทำ การแสดงอารมณ์สามารถทำได้ แต่การชี้แจงด้วยเหตุผลและข้อมูลกลับไม่ได้ทำอย่างจริงจัง

อีกส่วนหนึ่ง คือการที่ให้คนอื่นตอบแทนที่จะชี้แจงเอง นั่นก็ทำให้เห็นถึงความไม่รู้และไม่เข้าใจปัญหาของนายกฯ ในต่างประเทศ ตัวนายกฯและผู้นำจะรู้ปัญหา ชี้แจงเองได้ นี่คือปัญหาของ พล.อ.ประยุทธ์

การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านครั้งนี้ ถือว่าทำให้ได้รับรู้ข้อมูลค่อนข้างดี ให้เกรด 7-8 ไม่ใช่ในแง่การล้มรัฐบาล แต่มองในเรื่องการให้ข้อมูลกับสาธารณะ ฝ่ายค้านครั้งนี้ถือว่าทำได้ดี เป็นสิ่งที่ดีกับประชาชนที่จะนำข้อมูลตรงนี้ไปพิจารณาเลือกผู้นำประเทศคนต่อไป

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ก ารอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบไม่ลงมติในวันแรก เห็นว่าฝ่ายค้านเปิดประเด็นมายังไม่สามารถดึงความสนใจให้กับประชาชนเท่าที่ควร ในความเป็นจริงฝ่ายค้านควรจะใช้การอภิปรายครั้งนี้ เชื่อมโยงไปสู่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า ดูเหมือนกับฝ่ายค้านทำการบ้านไม่ดี ทำให้มองเห็นสัญญาณว่าฝ่ายค้านรู้อะไรบางอย่างว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า ผลพวงที่จะตามมาอาจจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะทฤษฎีการเมืองโอกาสที่จะเงื่อนไขการอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ เชื่อมไปสู่การหาเสียง ซึ่งสามารถทำได้อย่างเต็มที่ แต่ดูแล้วเหมือนทำไม่เต็มกำลัง เหมือนกับพายเรือในอ่าง

ขณะที่มีประเด็นทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อฝ่ายบริหารมากมาย แต่ไม่ทำอะไรเลย อาทิ เรื่องการปฏิรูปตำรวจ ปัญหาออนไลน์ ที่พุ่งตรงต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องตำรวจ แต่ไม่ทำเลย ไปพูดเรื่องเดิมที่ประชาชนรู้อยู่แล้ว ทั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคก้าวไกล ก็พูดไม่ชัด ดูแล้วไม่สร้างความสนใจให้กับประชาชน ทั้งที่เป็นโอกาสครั้งสุดท้าย ถึงแม้ว่าจะไม่ลงมติก็ตาม เรื่องปราบโกงก็ไม่ชัดเจน การพนันออนไลน์ ธุรกิจจีนข้ามชาติ ความล้มเหลวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรี เรื่องพวกนี้ฝ่ายค้านไม่เจาะให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับความล้มเหลว เหมือนกับเป็นอารัมภบทมากกว่า หรืออาจจะมีการร่วมไม้ร่วมมือกันในทางการเมืองภายหลังจากการเลือกตั้ง

หากมองไปแล้วพรรคเพื่อไทยก็เล่นการเมืองแบบเดิมๆ พร้อมทั้งมีการประเมินเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า อาจจะมีการประนีประนอมกันไป จึงทำให้การซักฟอกครั้งนี้ทำไม่เต็มที่นัก อย่างไรก็ตาม ต้องดูการอภิปรายของพรรคก้าวไกลเพราะอยู่คนละฟากฝั่งของ 3 ป.

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงเหมือนเดิมๆ นั้น คงจะต้องไปมองทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จะต้องดูแลเกี่ยวกับการพูดว่าควรจะชี้แจงอย่างไรเมื่อเจอคำถามแบบนั้น แต่เชื่อว่าตัวนายกรัฐมนตรีมีความมั่นใจในตัวเอง เพราะมาจุดนี้ได้เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์และเป็นผู้นำมาตลอด เพราะฉะนั้นความคิดของนายกรัฐมนตรีและการสื่อสารคิดมาดีตลอดแล้ว จึงไม่ยอมรับฟังคำแนะนำ

ความเคลื่อนไหวของ 3 ป. คิดว่าในสนามการเมืองคงแข่งขันกันไป จะดุเดือดเข้มข้นก็ว่ากันไปตามสถานการณ์จริงทางการเมือง หลังจากการเลือกตั้งถ้าสัดส่วนที่ได้มาสามารถประนีประนอมก็สามารถรวมตัวกันใหม่ได้ เว้นแต่ฝั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ได้ไม่ถึง 20 ที่นั่ง ระบบกลไกทางการเมืองก็จะดีด พล.อ.ประยุทธ์ออกจากระบบเอง

การดูการอภิปรายในครั้งนี้ ควรจับตาไปที่การอภิปรายของฝ่ายค้าน ถ้าส่วนไหนควรจะโจมตีอย่างหนัก แต่ไม่ทำ รวมทั้งพยายามอภิปรายแบบประเด็นไม่ชัดเจน ก็อาจจะเป็นมวยล้มได้เหมือนกัน

วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ก ารอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 เป็นกระบวนการที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับฝ่ายบริหาร อาจเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจการบริหาร การใช้นโยบาย การเสนอแนะการทำงานปัญหาให้กับฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นความเข้มข้นโดยสภาพการอภิปรายแบบไม่ลงมติ จะสู้การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ เพราะอย่างน้อยที่สุดไม่มีการโหวต ไม่มีใครย้ายข้าง ไม่มีประเด็น ใครได้เปรียบมากได้เปรียบน้อยจากการอภิปราย มาตรา 152 โดยธรรมดาแล้วเป็นการปรึกษาหารือและเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีเวทีได้เล่นในพื้นที่สาธารณะมากกว่า

อย่างไรก็ดี การอภิปรายครั้งนี้มองว่า แตกต่างจากการอภิปราย มาตรา 152 ที่เกิดขึ้นในอดีต เป็นการอภิปรายครั้งท้ายๆ ก่อนยุบสภาเพราะอายุรัฐบาลชุดนี้อยู่ปลายเดือนมีนาคมนี้แค่นั้น แต่อาจมีการยุบสภาในช่วงกลางมีนาคมนี้ ด้วยเหตุเช่นนี้การอภิปรายมาตรา 152 จึงมิได้มีจุดมุ่งหวังให้คำปรึกษาหรือหารือนโยบายสาธารณะของรัฐบาล เพราะว่าการอภิปรายครั้งนี้ก็รู้รัฐบาลอยู่ได้ไม่นาน จะไปปรึกษาหรือให้คำแนะนำอะไรก็ไม่มีประโยชน์แล้ว แต่เป็นการเปิดแผลพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลก่อนเลือกตั้ง ซึ่งมี 2 กลุ่มหลักๆ ที่เป็นตำบลกระสุนตกของพรรคฝ่ายค้านรวมถึงบางพรรคของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดนแน่นอน

อีกกลุ่มคือ พรรคภูมิใจไทย ที่ตอนนี้ขยายปีกเติบโตจนเกินไป เพราะฉะนั้นทุกพรรคการเมือง ผู้นำฝ่ายค้านรวมถึงประชาธิปัตย์ฝ่ายร่วมรัฐบาลต่างพร้อมอภิปรายรัฐมนตรีของภูมิใจไทย ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อจำกัดพื้นที่ไม่ให้ไปไกล พยายามลดคะแนนนิยมพรรคภูมิใจไทยระดับพื้นที่ลงแน่นอน

อย่างไรก็ตาม กรณีฝ่ายค้านจี้จุดความล้มเหลวของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งปราบโกงล้มเหลว เอื้อเครือญาติ ก่อหนี้ประเทศ แต่เมื่อดูท่าทีการอภิปรายดูไม่ดุดันเป็นลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยมากกว่า

ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่

ก ารอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยไม่ลงมติตามมาตรา 152 เชื่อว่าฝ่ายค้านต้องการพุ่งเป้าไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มากที่สุด เพื่อตัดวงจรไม่ให้เข้าสู่อำนาจได้อีก โดยเฉพาะเรื่องทุจริตทางการเมืองและในวงราชการ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถแก้ปัญหา แถมยังเอื้อประโยชน์นายทุน เครือข่ายและพวกพ้อง ในรูปแบบนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยชี้แจงเรื่องดังกล่าวในสภา และหลีกเลี่ยงตอบคำถามสื่อมวลชนมาโดยตลอด แม้ภาพลักษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ดูสุจริต ไม่โกงกิน แต่ปล่อยให้คนใกล้ชิดและรอบข้างแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่จัดการลงโทษใดๆ จนนำไปสู่ทุจริตที่ระบาดในทุกวงการ จนนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ต้องออกมาแฉหลายเรื่อง

ในการซักฟอกฝ่ายค้านต้องแสดงข้อมูลหลักฐานและข้อเท็จจริงมากที่สุด เพื่อชี้ถึงความบกพร่องล้มเหลวดังกล่าว เพราะการทุจริตถือเป็นจุดอ่อนรัฐบาลมากที่สุด อาจส่งผลให้พ่ายแพ้การเลือกตั้งสมัยหน้าได้ เนื่องจากประชาชนเสื่อมศรัทธา พล.อ.ประยุทธ์มากขึ้นตรงกันข้ามหากฝ่ายค้านซักฟอกแบบไร้น้ำหนักหรือสมยอมรัฐบาล เชื่อว่าประชาชนรู้ทัน อาจส่งผลให้ฝ่ายค้านถูกประชาชนลงโทษได้เช่นกัน โดยไม่สนับสนุนฝ่ายค้านอีก

การเลือกตั้งครั้งหน้า อาจไม่เห็นบทบาท 3 ป.เดิมอีกแล้ว เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอวางมือทางการเมืองแล้ว ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร ก็ควรยุติบทบาท หรือวางมือการเมืองได้แล้ว เหมือนกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมา 8 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นมาเป็นผู้นำประเทศบ้าง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

แนวโน้มเลือกตั้งสมัยหน้า ยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) มาอันดับแรก ตามด้วยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ตามลำดับ ที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) อาจสอดแทรกเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้