อาจารย์ ‘ตัดเกรด’ 4ปีสภายุค‘ปฏิรูป’
หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ทำงานครบ 4 ปี ถือเป็น ส.ส.และสภาชุดแรกของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง มีผลงานด้านการออกกฎหมายและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างไรบ้าง

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
หากจะเปิดประวัติศาสตร์และโยนคำถามเชิงคุณภาพใส่รัฐสภาในยุคบิ๊กตู่ ในฐานะฝ่ายรัฐบาลคุมเสียงข้างมาก ก็น่าจะเป็นยุคตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งของรัฐสภาไทย ไม่ว่าจะเป็นสภาสูง (ส.ว.) หรือสภาล่าง (ส.ส.) เพราะหากมองในแง่เป้าหมายของการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะมีข้อครหาว่าผู้ทรงเกียรติทั้งหลายต่างเข้ามาทำงานโดยมองไปที่เป้าหมายสุดท้ายคือประชาชนจริงหรือไม่
ในส่วนของภาพรวมของวุฒิสภาที่มีภาพจำคือกลุ่มบุคคลที่ต้องมียศทหารเสียส่วนใหญ่จนมีคำถามว่าประเทศไทยถึงยุคที่ต้องใช้ทหารเท่านั้นหรือ ซึ่งเมื่อเทียบกับ ส.ว. สรรหาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ยังมีภาพตัวแทนกลุ่มอาชีพ หรือองค์กรเข้ามาเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน แต่ภาพ ส.ว.ชุดนี้คือการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เพื่อตอบแทนบุคคลที่ตั้งตัวเองเข้ามาโดยไม่ฟังเสียงประชาชนหรือคิดถึงประชาชนเป็นเป้าหมายปลายทาง หรือการเปลี่ยนแปลงกฎหมายโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นปัญหาและขัดต่อหลักประชาธิปไตย ก็มี ส.ว.ออกมาขวางในฐานะบุคคลที่เสียผลประโยชน์โดยตรง ยิ่งทำให้เห็นภาพที่ว่าชนชั้นใดร่างกฎหมายก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น จนกระทั่งบ่อยครั้งที่สังคมออกมาตั้งคำถามว่า ส.ว.มีไว้ทำไม
ยิ่งดูในแง่ตัวบุคคล ก็จะมีภาพ ส.ว.ที่ช่วยกันฉีกหน้ากากคนดีที่แต่งตั้งเข้ามานับเนื่องตั้งแต่ขาดประชุมเกือบทั้งปี หรือ ส.ว.ที่ยุ่งเกี่ยวกับการช่วยเหลือด้านคดีแก่ลูกคนรวยและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หรือ ส.ว.ที่มีพฤติการณ์ยุ่งเกี่ยวกับการฟอกเงินหรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรือ ส.ว.ที่ใช้อำนาจบารมีฝากคนเข้ารับราชการแต่ไม่ต้องไปทำงาน หรือการแต่งตั้งพวกพ้องเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ หรือข้อหาใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง คือการบิดเบี้ยวเจตนารมณ์ของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ส่วนการทำงานผ่านกฎหมายในฐานะรัฐสภาที่เปรียบเสมือนโรงงานผลิตกฎหมาย ก็ไม่มีภาพที่โดดเด่นมากนัก อาจเป็นด้วยเหตุคุณสมบัติของบุคคลที่ถูกคัดสรรมาแต่ต้น ประกอบกับการไม่ยึดโยงต่ออำนาจของประชาชนก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกระตือรือร้นเพราะไม่ต้องรับผิดชอบผ่านการเลือกตั้ง
และเมื่อกลับไปดูที่ ส.ส. ซึ่งพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำกุมเสียงข้างมากซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อองค์ประชุม ก็มีภาพจำของสภาสันหลังยาวเกียจคร้านชนิดไม่แคร์สายตาใครทั้งสิ้น ซึ่งสภาล่มกลายเป็นเรื่องปกติแต่สิ่งที่ไม่ปกติคือประชาชนที่รอกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ผลงานในการผ่านกฎหมายจะบอกว่าไม่มีเลยก็คงไม่ยุติธรรม เพียงแต่กฎหมายนั้นเกิดขึ้นจากการผลักดันของภาคราชการมากกว่าจะเกิดจากวิสัยทัศน์รัฐบาล ซึ่งปกติการผ่านกฎหมายซึ่งควรมองไปที่ประชาชนเป็นหลัก ก็ไม่ได้สนใจว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายประมง กฎหมายความเท่าเทียมจะออก หรือกฎหมายสวัสดิการสังคม หรือแม้แต่การเป็นปากเป็นเสียงแทนเกษตรกรหรือแรงงานก็ไม่โดดเด่นเหมือนดังเช่นตอนหาเสียงที่ต่างก็แข่งขันกันชงตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำ สนใจแต่เพียงการเล่นเกมทางการเมือง และเกิดซ้ำซากมากพอที่จะตีความได้ว่านี่คือเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือจงใจ
ในส่วนของฝ่ายค้านซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบก็ต้องยอมรับว่าพรรคก้าวไกลค่อนข้างโดดเด่นโดยเฉพาะการอภิปรายแต่ละครั้งมีการทำการบ้านเป็นอย่างดี นำเสนอเข้าใจง่าย ส่วนพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีระดับหนึ่ง เพียงแต่ว่าเมื่อถูกตอบโต้ก็มักมีแผลเก่าให้เจ็บปวดอยู่บ้าง แต่ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีในยุคที่มีความผิดปกติทางประชาธิปไตย
นอกจากนั้นยังมีกลุ่มพรรคเล็กที่พร้อมจะอยู่ซ้ายทีขวาทีพร้อมโหวตให้กับทุกพรรคการเมืองจนกระทั่งมีภาพชวนสงสัยและการออกมาแฉ ทำให้ตลอดสี่ปีมีภาพการแจกกล้วยก็เป็นอีกภาพที่ทำลายภาพลักษณ์สภาไทยมากกว่าจะเป็นภาพของการพยายามเข้ามาผลักดันกฎหมายเพื่อประชาชน

ทัศนัย เศรษฐเสรี
อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)
ภาพรวมการทำงานสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคร่วมรัฐบาลถือว่าล้มเหลว เนื่องจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล ไม่สามารถคุมเสียงในสภาได้ ส่งผลให้สภาล่มบ่อย การพิจารณากฎหมายที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอไม่ต่อเนื่องหรือถูกฝ่ายค้านคว่ำร่างในสภาหลายครั้ง แม้มีเสียงข้างมาก และมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คนสนับสนุน แต่ไม่สามารถผ่านร่างหรือออกกฎหมายมาบังคับใช้ได้
การออกกฎหมายของรัฐบาลที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินหรือทำงบขาดดุล เพื่อใช้ในโครงการประชานิยมและสวัสดิการแห่งรัฐ อาทิ คนละครึ่ง บัตรคนจน เที่ยวด้วยกัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แต่ในความเป็นจริงโครงการดังกล่าว เอื้อประโยชน์ต่อนายทุน เครือข่าย พวกพ้องมากกว่า ไม่ได้สร้างงานและรายได้ประชาชนมากนัก เนื่องจากเป็นโครงการหาเสียงที่รัฐบาลได้ประโยชน์โดยตรง โดยใช้ภาษีประชาชน และเงินกู้ต่างประเทศเป็นเครื่องมือ โดยทิ้งภาระหนี้สินให้ลูกหลานรับผิดชอบในอนาคต
ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณที่เป็นภาษีประชาชนได้ดี มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือซักฟอกโครงการรัฐบาลต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนถึงความบกพร่อง ที่นำไปสู่การทุจริตหรือคอร์รัปชั่นได้ง่าย อาทิ การจัดซื้อวัคซีน กระทรวงสาธารณสุข การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ กระทรวงกลาโหม ตั๋วช้าง ทุนสีเทา ที่สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาล จนนำไปสู่ฟ้องร้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และฝ่ายค้านหลายคดี
นอกจากนี้ ฝ่ายค้านได้เสนอกฎหมายสมรสเท่าเทียมและสุราพื้นบ้าน ให้สภาพิจารณาแต่สภาไม่ผ่านร่าง หรือเห็นชอบกฎหมาย เนื่องจากรัฐบาลต้องการปกป้องและรักษาผลประโยชน์นายทุน เครือข่ายแต่สะท้อนถึงมิติใหม่ที่ฝ่ายค้านกล้านำเสนอกฎหมายดังกล่าว ที่ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมถือเป็นกฎหมายก้าวหน้า ที่ไม่เคยปรากฏในการพิจารณาของสภามาก่อน เพื่อสร้างความเท่าเทียม เสมอภาค และแบ่งปันผลประโยชน์ไปสู่ประชาชนมากขึ้น
ในมุมกลับกันทั้งรัฐบาลไม่ได้เสนอโครงการแบบเมกะโปรเจ็กต์ เพื่อสร้างงาน เพิ่มรายได้ จัดเก็บภาษีอย่างทั่วถึงเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ถือเป็นจุดอ่อนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้าลงทุนท่องเที่ยว ขณะที่เพื่อนบ้านได้ลงทุนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำท่าเรือลำน้ำโขง รถไฟฟ้าความเร็วสูงระหว่างประเทศ ทำให้พลิกฟื้น และอัตราเศรษฐกิจเติบโตสูงกว่าไทย ทำให้รัฐบาลไม่มีผลงานเด่นชัดในสภา จึงให้เพียง 1 คะแนนเท่านั้น ส่วนฝ่ายค้านได้ 8 คะแนน ไม่เต็ม 10 เพราะไม่สามารถควบคุม ส.ส.งูเห่า ที่ไปสนับสนุนหรือโหวตให้รัฐบาลได้
ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ต้องประกาศจุดยืนทางการเมือง ไม่ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคร่วมรัฐบาล เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่ให้สืบทอดอำนาจเผด็จการอีก ควรจับมือพันธมิตรที่เป็นประชาธิปไตยจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า เพื่อคานอำนาจ ส.ว. 250 คน และลบภาพสภานายทุน ที่เอื้อผลประโยชน์ให้เครือข่าย พวกพ้อง นำไปสู่ความศรัทธาให้สภาเป็นที่ยอมรับ รักษาผลประโยชน์ประชาชน และประเทศแท้จริงต่อไป

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ภาพรวมการอภิปรายของฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ผ่านมา เท่าที่ผมมีโอกาสได้เห็นก็รู้สึกว่าค่อนข้างบรรลุเป้าหมายของการเป็นรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าครึ่งหนึ่งจะมี ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง และ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง และประชาธิปไตยก็ไหลไปแบบครึ่งๆ กลางๆ ก็ตาม
แต่ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่าทำหน้าที่ในการตรวจสอบ-ถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาล แล้วก็มีการอภิปรายถึงผลงานจากนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา จุดอ่อนต่างๆ ที่รัฐบาลทำก็สามารถนำเสนอแนวทางและนโยบายที่เป็นทางเลือก ทางออกให้กับประชาชน ผมว่าที่เหลือก็เป็นการสร้างคะแนนเสียงให้กับการทำงานของพรรค แล้วผมคิดว่าพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ก็ผนึกกำลังกันในการผลักดันตรวจสอบ นำเสนอหนทางต่างๆ ให้กับประชาชน โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลจากที่ผมได้ฟังการประเมินครั้งสุดท้ายก็มีคนให้คะแนนเสียงเยอะมาก บอกว่าทำงานเต็มที่ คือไม่ได้เป็นแค่เรื่องด้านลบ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องชาวบ้านร้านตลาด แต่ว่าเขาไปขุดค้นเรื่องที่เกี่ยวพันกับกลไกอำนาจรัฐ เช่น ตำรวจ ทหาร กองทัพ ฯลฯ ไม่ใช่เอาประเด็นที่รู้กันทั่วๆ ไป แล้วเติมสีเติมไข่ แต่ว่าลงไปค้นคว้าหาข้อมูลทั้งภายในภายนอก ผมคิดว่าเป็นการทำงานอย่างเต็มระบบ นี่คือสิ่งที่สำคัญ
ส.ส.ของฝ่ายค้านก็ทำงานได้หลายคน ไม่ใช่ทำได้คนเดียว ส่วนใหญ่จะทำงานได้ค่อนข้างดี เต็มที่ บทบาทหน้าที่ให้อำนาจเขาในการทำ เพราะฉะนั้นในส่วนของบทบาทของพรรคก้าวไกล ทำให้ฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความหมายขึ้น มันเหมือนกับดูละคร ฟังนิยายน้ำเน่า ทะเลาะกันไปมา แต่ว่าพรรคก้าวไกลทำให้สภาไม่ใช่โรงละคร มันเป็นเวทีของการต่อสู้ และควบคุม ถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลอย่างจริงจัง
ในส่วนนี้รวมๆ แล้วผมว่าก็คุ้มค่า กล่าวคือ ทั้งเวลา ทั้งทรัพยากร เงินทองต่างๆ ความรู้ เครื่องมือ ก็มีเยอะแยะ แต่ถ้าเราไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากตรงนี้มันก็จะขาดแคลนไป ดังนั้น รวมๆ แล้วแม้ว่าระบบรัฐสภาจะไม่ได้ต่อเนื่อง มีการพัฒนามา แต่พรรคก้าวไกลเขาสามารถที่จะใช้เวลาในช่วง 4 ปีกว่าสร้างผลงานขึ้นมาได้อย่างดีมากฉะนั้น ให้คะแนน A+ ได้
ส่วนญัตติที่จะสะเทือนไปถึงการเลือกตั้งได้ คือก่อนจะปิดการประชุมก็มีปัญหากันเรื่องตำรวจ เรื่องทุนสีเทาโยงไปถึง ตม. ไปถึงตำรวจอะไรต่างๆ ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องที่เกี่ยวพันกับตำรวจว่าไปยิง ไปฆ่าคนเยอะมาก แต่ไม่สามารถรวมให้เป็นชิ้นเป็นอันได้ แต่คราวนี้เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ ทหาร ชัดเจนมากขึ้น
โจทย์ประเด็นแรกในการตรวจสอบครั้งล่าสุดที่ออกมา ผมคิดว่าเรื่องระบบทหาร ตำรวจ เป็นเรื่องแรกที่อยู่ในความรับรู้ของสังคม พูดง่ายๆ ว่าคะแนนของพรรคฝ่ายรัฐบาลแก้โจทย์นี้ได้ยากมาก ต่อไปก็ยังแก้ไม่ได้ ไม่ได้กระจ่างขึ้น เพราะไม่ได้รับปากว่าจะแก้อะไร คือไม่ยอมรับ มันใหญ่เกินกว่าที่หน่วยงานอื่นๆ จะยอมรับได้ แต่ผมเชื่อว่าปัญหาของระบบอำนาจของตำรวจ ทหาร เป็นเรื่องใหญ่มากที่ฝ่ายค้านสามารถเอามาใช้ในการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของรัฐบาล ถามว่าจะมีผลต่อการเลือกตั้งไหม ผมคิดว่าคนที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งจะมีทั้งที่เป็นหัวหอกของพรรคหนึ่งพรรคใด ซึ่งข้อมูลจะดีอย่างไรก็ตาม เขาก็จะไม่เปลี่ยนความเชื่อ ซึ่งทุกประเทศมีหมด และมีกลุ่มตรงข้ามที่จะไม่เลือกอยู่แล้ว ก็จะได้เสียงจากกลุ่มกลางๆ ที่ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฟังการโต้วาที น้ำหนักจะไปอยู่ที่คนกลุ่มกลางๆ ที่พร้อมจะรับฟังข้อมูล ส่วนใหญ่เป็นคนในเมืองที่มีการศึกษาระดับหนึ่ง มีฐานะ อาชีพ มีการทำมาค้าขาย คนเหล่านี้ก็จะมีเหตุมีผลแล้วก็ต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องการนโยบายที่จะทำให้เขาอยู่รอดได้ ถ้าหากระบบคอร์รัปชั่น คนที่ทำมาหากินทั่วไปเขารู้ว่าตัวเองเป็นเหยื่อตลอดเวลา เขาไม่มีทางออกเลย ก็เลยต้องการการปฏิรูปอำนาจแบบนี้ คนพวกนี้ก็จะต้องเทคะแนนให้พรรคก้าวไกล เพราะเขาก็หวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งถ้าคนในกรุงเทพฯเทคะแนนให้พรรคก้าวไกลก็แสดงว่าการทำงานมีผลไปเปลี่ยน อาจจะทำให้เกิดแลนด์สไลด์แบบ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. จากการอภิปรายเช่นนี้
ส่วนฝั่งรัฐบาลก็จะต้องค้นคว้าไปด้วย เท่าที่ดูยังไม่มีการเตรียมตัวขนาดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการพยายามจะยุติ หรือหยุดการโต้เห็นของฝ่ายค้าน คือใช้กลไกทั่วไปของระบบรัฐสภาเพื่อที่จะหยุดการโจมตี แต่เท่าที่ผมได้ยินรู้สึกว่าจะไม่ได้ตอบแบบกระจ่างชัดเจนว่าฝ่ายค้านพูดผิดอย่างไร เพราะว่าไม่ได้ทำการบ้าน ผมฟังดูไม่มี คนที่พูดเป็นหลักเป็นฐานมากที่สุดก็คือนายกฯ เมื่อเทียบกับการอภิปรายในอดีตที่ผ่านมาครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ตอบมาก และเลือกตอบจากความรู้สึกจริงๆ ของตัวนายกฯเอง ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี ฟังแล้วจะได้รู้
7-8 ปีที่อยู่ในระบบรัฐสภาในที่สุดนายกฯที่ไม่ให้น้ำหนักกับระบบรัฐสภา ไม่ต้องการให้เข้ามามีส่วนกับการปกครอง ไม่ได้มองในแง่การเอามาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำนโยบายของตัวเอง หรือการทำงานของรัฐบาลดูมีความน่าเชื่อถือ ลุ่มลึก หรือจะไปจูงใจคนตรงกลางได้ อันนี้ไม่ได้ทำ ฉะนั้น การตอบโต้ก็จะดึงเอาความรู้สึกส่วนตัว หรือการทำงานที่ไม่ข้องแวะกับการเมือง ทั้งที่มีตั้งหลายเรื่องอย่างเรื่องคอร์รัปชั่น เอกสาร แจกเงิน แต่ตอบว่าคนอื่นเป็นคนทำ นายกฯไม่ได้ทำ ซึ่งก็ประหลาดดีเหมือนกัน
ทั้งหมดทั้งมวลคิดว่าการวางจุดตัวเองเป็นผู้นำกุมอำนาจสูงสุด อยู่เหนือการเมือง ปัญหาความขัดแย้ง คิดว่าจะดึงใจคนได้นั้น คนที่เป็นแฟนเก่าผมว่าอาจจะดึงได้ แต่แฟนใหม่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าจะดึงได้ไหม แสดงว่านายกฯเองก็ยังไม่ยอมรับระบบรัฐสภาอย่างเต็มที่ คือยอมรับให้เป็นระบอบที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล ของนายกฯเอง
การพูดทำให้เราเห็นว่าผู้นำที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง แต่มาจากอาชีพที่กันตรงข้ามนักการเมือง คือนักการทหาร อย่างดีที่สุด การที่เขาใกล้ชิดระบบรัฐสภาก็คือการเอารัฐสภามาเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่ระบบประชาธิปไตยคือระบบดุลอำนาจ แต่กลับบอกว่าประชาธิปไตยของไทยคืออำนาจรวมศูนย์อยู่ในมือผู้นำคนเดียว ไม่ต้องมาแบ่งอำนาจ หรือมาคานกัน จะพูดก็พูดไป ถ้าผิดก็ถูกฟ้อง ถ้าไม่ผิดก็แล้วไป ทำให้ได้รู้ว่าลำดับขั้นของประชาธิปไตยไทยยังต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน นี่คือแนวคิดตั้งแต่มีการปฏิรูป ก็ไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนอำนาจอธิปไตยเป็นของคนอื่น

