หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกกฎ หากพรรคไหนถูกร้องหรือพบว่าทำผิด มาตรา 92 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง เช่น ล้มล้างการปกครอง ปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย แสวงหากำไร ยอมให้คนนอกครอบงำ รับบริจาคจากบุคคลเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคง สนับสนุนคุกคามความสงบเรียบร้อย เรียกรับเพื่อให้ได้ตำแหน่งทางการเมือง รับเงินจากแหล่งมิชอบด้วยกฎหมาย รับเงินจากคนไม่มีสัญชาติไทย ให้ตรวจสอบใน 7 วัน รวบรวมข้อเท็จจริงใน 30 วัน ขอขยายได้ครั้งละ 30 วัน เมื่อเสนอ กกต.ลงมติยุบพรรค ให้พิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรค
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
จริงๆ กฎนี้เป็นกฎที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเพื่อประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเมืองและว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะฉะนั้นตรงนี้จริงๆ แล้วยังอยู่ในกรอบ กกต.ทำได้ ต้องดูว่าหลังจากนี้ไปกฎนี้จะถูกไปใช้กับพรรคไหนอย่างไร แต่จริงๆ แล้วต้องบอกว่า สิ่งสำคัญคือ กกต.เองต้องไม่ควบคุมกำกับพรรคการเมืองมากเกินไป วันนี้หัวใจหลักสำคัญของการเลือกตั้งคือสิ่งที่เราเรียกว่าการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม หรือที่เรียกว่า Free and Fair Election หมายความว่า การควบคุมกำกับจากรัฐควรต้องน้อยที่สุด ต้องปล่อยให้ตัวผู้เล่นไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือแม้กระทั่งประชาชน สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเสรี หน้าที่ของ กกต.คือสร้างความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง ไม่กำกับหรือควบคุมพรรคการเมืองมากเกินไป
ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองถูกควบคุม เช่น การหาเสียงห้ามเกินจริง การดำเนินกิจกรรมของพรรค หรือแม้กระทั่งเรื่องของกระบวนการที่ผ่านมา เราจะเห็นการยุบพรรคการเมืองหลายพรรคในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปี สะท้อนให้เห็นว่านี่คือสิ่งที่ กกต.พยายามจะไปควบคุมกำกับในการเลือกตั้งและพรรคการเมืองมากเกินไป จนทำให้การเติบโตของพรรคการเมืองนั้นไม่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่กลายเป็นการใช้กฎหมายกับพรรคการเมือง ทำให้ยิ่งเกิดพรรคการเมืองมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก ส่วนระยะเวลาการสอบสวนลงโทษนั้น จริงๆ ต้องบอกว่าเป็นสิ่งต้องทำให้รอบคอบ การไปกำหนดระยะเวลารวดเร็วเกินไปก็ไม่เป็นผลดี มีกรณีตัวอย่างเรื่องใบส้ม กกต.แจกครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และสุดท้ายศาลก็มีคำพิพากษาให้ กกต.ชดใช้เงินให้แก่ผู้สมัครถึง 70 ล้านบาท ดังนั้น สะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่จะต้องกำหนดว่าช้าหรือเร็ว แต่มันคือประสิทธิภาพในการทำงานของ กกต.ด้วย
วันนี้พรรคการเมืองต้องเตรียมรับมือหลายส่วน เพราะการเลือกตั้งในปี 2566 มีความแตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2562 หลายส่วน อาจกล่าวได้ 3 ส่วนใหญ่ๆ ที่พรรคการเมืองควรเตรียมรับมือ
ประการแรกบริบททางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ทางการเมือง การคลี่คลายการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง การคลี่คลายการมีส่วนร่วมของสังคมมีมากกว่าปี 2562 ประการที่สองระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนจากระบบจัดสรรปันส่วนผสม มาสู่บัตรเลือกตั้ง 2 ใบแบบคู่ขนาน ตรงนี้พรรคการเมืองต้องเตรียมรับมือ ประการสุดท้าย กฎหมาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ตั้งแต่กฎหมายพรรคการเมือง และบรรดาระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้
สำหรับโอกาสจะกลั่นแกล้งกันมีโอกาสเลย เพราะการเลือกตั้งในประเทศไทยมุ่งไปสู่การกำกับการเลือกตั้ง แต่เราไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยเสรีและเป็นธรรม ใช้กฎหมายเป็นตัวนำ กกต.ก็กลายเป็นคนควบคุมกำกับพรรคการเมือง กระบวนการในการเลือกตั้ง ทำให้ท้ายที่สุดแล้วพรรคการเมืองก็ขาดความเป็นสถาบันทางการเมือง ขาดการเชื่อมต่อกับประชาชนหรือการเป็นพรรคที่มีฐานมาจากมวลชน เพราะฉะนั้นนี่คือโจทย์ใหญ่ วันนี้จำเป็นอย่างยิ่ง กกต.ต้องกำกับบทบาทหน้าที่ตัวเองด้วย ไม่ใช่ว่ามีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแล้วจะใช้อำนาจในการออกข้อบังคับหรือระเบียบอะไรมากมายเกินไป จนกระทบกับหลักการการเลือกตั้งต้องเสรี ตอนนี้เป็นการเลือกตั้งในช่วงมีการแบ่งขั้วทางการเมือง เพราะฉะนั้นจะต้องมีผู้ใช้กฎนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
กกต.แก้ระเบียบใหม่ เกี่ยวกับการร้องเรียน มาตรา 92 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ย่นระยะเวลาพิจารณาเร็วขึ้น มองว่าการแก้ระเบียบเพราะต้องการความคล่องตัว และการทำงานเร็วขึ้น เนื่องจากต้องการแก้ข้อวิพาษก์วิจารณ์ของสังคม ถึงความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาหลายอย่าง แต่การทำในห้วงเวลานี้ อาจมองในมิติการเมืองได้ว่า การออกระเบียบมาก็เพื่อเตรียมความพร้อม เร่งรัดและตัดสินใจอะไรบางอย่างทางการเมือง โดยเฉพาะการยุบพรรคการเมือง จะปฏิเสธความรู้สึกไม่ได้ หากดูหลายๆ อย่างที่ กกต.ทำมามีข้อกังขามาตลอด มีข้อสงสัยทั้งเรื่องความโปร่งใส การมีธรรมาภิบาล รวมทั้งการดำเนินการมีความโน้มเอียงเข้าข้างใครเป็นพิเศษหรือไม่ สังคมจับตามองมาตลอด
หากจะมองว่าไปเกี่ยวข้องกับพรรคใดพรรคหนึ่งหรือไม่ เกี่ยวกับมีการเคลื่อนไหวล้มการปกครอง กกต.อาจส่งสัญญาณ เพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินนโยบายอะไรก็ตาม ให้ประเมินสิ่งนี้ด้วย หากสุ่มเสี่ยงจะเข้าไปเกี่ยวข้องตามมาตรา 92 โอกาสจะถูกยุบพรรคมีโอกาสเป็นไปได้สูง หรือหมายถึงส่งสัญญาณปราม ถือว่าเป็นดาบสองคม เพราะอำนาจแบบนี้ อาจไปใช้ในทางอื่นได้ ไม่ใช่แค่ความมั่นคงทางการเมืองเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจกำจัดใครออกจากสนามเลือกตั้งได้ในเวลานี้
การตัดสินใจของ กกต.จะต้องรับเรื่องร้องเรียนภายใน 7 วัน ความจริงความล่าช้าเป็นความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง หลักการแล้วเร็วถือว่าดี แต่ความเร็วต้องตั้งอยู่ในความถูกต้อง ชอบธรรม และมีคุณธรรม ไม่ใช่เร็วเพื่อรับใช้ข้างใดข้างหนึ่ง กกต.ต้องทำให้สังคมเชื่อมั่นกว่านี้ เพราะการทำงานของ กกต.เต็มไปด้วยไม่มีความเชื่อมั่นมาตลอด ตั้งแต่ปล่อยให้รัฐบาลหาเสียง พรรคการเมืองสร้างนโยบายแล้วทำไม่ได้ ปล่อยให้รัฐบาลบริหารจนครบวาระ หรือการกำหนดเขตเอาคนต่างด้าวมานับรวมกัน ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ กกต.บอกว่าทำมาตั้งแต่ต้น แสดงว่าการที่ กกต.ทำมาถือว่าผิดหลักการเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ กกต.ไม่ทำอะไรเลย ต่อมาก็มีการออกคำสั่งแบบนี้อีก จึงมีคำถามในใจของคนทั่วไปมาตลอด
กระแสข่าวการที่จะยุบพรรคการเมือง การที่ กกต.ออกระเบียบอย่างนี้ ถือว่าเป็นเครื่องมือใช้ได้เลย วิธีการจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว และจะเอาไว้กำจัดพรรคการเมืองบางพรรคที่ผู้มีอำนาจไม่สบอารมณ์ ไม่ชอบ และมีโอกาสพรรคการเมืองจะถูกกลั่นแกล้งได้ง่าย แต่ก็ต้องดู กกต.มีจริยธรรม มีคุณธรรม และหนักแน่นแค่ไหน ยิ่งกำหนดให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่หากความเร็วไม่ตั้งอยู่ในหลักคุณธรรม มีโอกาสไปกลั่นแกล้งได้ทันทีเหมือนกัน ที่สำคัญในสังคมไทยมีนักร้องเยอะด้วย
อาจสร้างวิกฤตทางการเมืองได้ พอมีการรับคำร้องภายใน 7 วัน ดำเนินการภายใน 30 วัน หรือขยายเวลา 30 วัน จะส่งผลให้พรรคการเมืองที่ถูกร้องเรียน อาจเคลื่อนไหว เพราะทุกพรรคการเมืองมีฐานมวลชนเหมือนกัน มีแรงสนับสนุน จะเกิดความวุ่นวายทันที จะไปเข้าทางของคนไม่อยากให้มีการเลือกตั้งได้ เมื่อเกิดความวุ่นวาย ก็จะไม่เกิดขึ้นเฉพาะพรรคการเมืองที่มีความผิดตามฐานกฎหมายนี้ อาจโยงไปถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งเอาคนต่างด้าวเข้ามาคำนวณ ถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยหลักรัฐศาสตร์ถือว่าผิดมาก เพราะไม่สามารถเอาคนต่างด้าวมาคำนวณเป็นพลเมืองแห่งรัฐได้ แต่ กกต.นิ่ง เพราะรู้ว่าผิด แต่จะเอาเรื่องการออกระเบียบมากลบเรื่องผิดกว่า เพราะทางรัฐศาสตร์จะนับเฉพาะพลเมืองแห่งรัฐ ไม่ใช่เอาคนต่างด้าวในพื้นที่มาคำนวณแบ่งเขตเลือกตั้ง
เพื่อเคลียร์ใจกรณีออกระเบียบมาสอดรับเร่งรัดการดำเนินการตามมาตรา 92 กกต.ต้องอธิบายเหตุผลเร่งออกระเบียบมามีข้อดีข้อเสียอย่างไร การดำเนินการอย่างไรให้เกิดคุณธรรม ปลอดจากข้อร้องเรียน ข้อสงสัย กกต.มีแนวทางอย่างไรบ้าง ประการต่อมา ผู้ร้องจะร้องได้ แต่จะต้องร้องด้วยเงื่อนไขหลักฐานอะไรบ้าง ทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาล ทั้งตัว กกต.รวมทั้งตัวผู้ร้องด้วย
กกต.มีคำกล่าวอยู่คำหนึ่งว่า “อันเชื่อได้ว่า” ในความเป็นจริงเรื่องนี้ต้องตั้งอยู่บนหลักนิติศาสตร์ และการใช้ดุลพินิจของ กกต.เป็นหลัก ที่สำคัญอันเชื่อได้ว่าจะต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ด้วย สถานการณ์การเมืองขณะนี้เชื่อว่ามีการต่อสู้กันอย่างเข้มข้นดุเดือดมาก เรื่องนี้จะถูกโยงไปใบเหลือง ใบส้ม ใบแดงแน่นอน เพราะต่างฝ่ายไม่ยอมแพ้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า กกต.ยังทำงานแบบเดิมๆ เพราะมีประสบการณ์มาแล้วจากการเลือกตั้งเมื่อปี’62 รวมทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่น กกต.ทำงานตามหน้าที่แบบระบบข้าราชการ ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ โดยไม่แยแสกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะรู้ดีว่า กกต.ทำงานภายใต้ระบอบอำนาจของใครที่อยู่กับเขา จึงไม่ค่อยฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์เท่าไหร่
อุดมคติของผมเกี่ยวกับบทบาทของ กกต.ต้องเป็นอิสระจริงๆ ต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งจากคนที่เข้าใจการเลือกตั้ง และไม่อยู่ภายใต้ระบบกลไกของราชการ ในระดับภูมิภาค ส่วนจังหวัด หรือส่วนกลาง กกต.ต้องเป็นคนที่สนใจทางการเมือง มีธรรมาภิบาล และการทำงานจะต้องไม่อยู่ภายใต้ระบบราชการทั้งหมด เพราะหากอยู่ภายใต้ราชการ จะมีกลุ่มผู้มีอำนาจไปแทรกแซงได้ จึงทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
โดยหลักการทางรัฐศาสตร์นั้น พรรคการเมืองควรจะเป็นนิติบุคคลที่ประชาชนที่สนใจการเมืองอยากจะเข้ามาออกนโยบายใช้ในการแข่งขันในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองควรจะเป็นเสรีภาพของประชาชนในการรวมตัวกัน และรัฐควรจะอำนวยความสะดวกให้เกิดเสรีภาพให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้ และทำให้พรรคการเมืองมีความเป็นสถาบันทางการเมืองที่มั่นคงสำหรับประชาธิปไตย ด้วยเหตุเช่นนี้ กติกาหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ควรจะอำนวยความสะดวกมากกว่าขัดขวาง หากมีความจำเป็นต้องป้องกันพรรคการเมืองบางพรรคที่มีความสุ่มเสี่ยงกติกาต้องชัดเจน อย่างเช่นในหลายประเทศเคยมีปรากฏการณ์การออกกติกายุบพรรคหรือห้ามไม่ให้พรรคการเมืองบางพรรคลงเลือกตั้ง กติกาจะเป็นในลักษณะของพรรคการเมืองพยายามจะล้มประชาธิปไตย อย่างเช่นพรรคฝ่ายขวาใหม่ หรือมีข้อห้ามว่าพรรคการเมืองในลักษณะใดก็ตามเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย ปฏิเสธประชาธิปไตยหรือมีแนวคิดเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ ก็สามารถจัดการกับพรรคการเมืองเหล่านั้นได้ กติกาดังกล่าวไม่ผิดและเป็นประชาธิปไตยด้วย คือป้องกันการรวมตัวกันของประชาชน เพื่อมาล้มประชาธิปไตย แต่เป็นไปเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและสร้างประชาธิปไตย
ประเทศไทยนำหลักการปกป้องประชาธิปไตยมาใช้ กลายเป็นว่าแทนที่เราจะปกป้องการเมืองมาทำลายประชาธิปไตย แต่เราพลิกกลับ กลายเป็นว่าเราเอากติกาแทบจะทุกอย่างมาใส่เป็นเงื่อนไขยุบพรรคการเมือง หลายครั้งเราเอากติกายุบพรรคมาปรับใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองไม่ใช่แค่การป้องกันประชาธิปไตย แต่กลายเป็นป้องกันกลุ่มพลังอำนาจหรือกลุ่มการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างที่เราเห็นปรากฏการณ์ในอดีต การยุบพรรคการเมืองตลอดเกือบ 15 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐประหารปี 49 ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักไทย พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคไทยรักษาชาติ เราจะเห็นว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีประเด็น
ให้พูดถึงว่าสุ่มเสี่ยงกับการคอร์รัปชั่นหรือไม่ แต่โดยเงื่อนไขของพรรค
ดังกล่าวเป็นพรรคแข่งขันภายในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่พรรคขึ้นมาล้มประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเราจะพบว่าการเอากติกาในต่างประเทศมาใช้ในประเทศเรา โดยใส่ความคิด
แบบไทยๆ เข้าไป ดัดแปลงให้เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายการเมืองใดฝ่ายการเมืองหนึ่ง
เพราะฉะนั้นโดยสภาพกติกายุบพรรคการเมืองในลักษณะดังกล่าวมีปัญหาในตัวของมันเอง จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อให้กติกานั้นไปด้วยกันได้กับประชาธิปไตย เรื่องของการกลั่นแกล้ง มีอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือผลลัพธ์จริงๆ เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กลายเป็นว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะโดนปัญหาเรื่องนี้มากๆ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงสถาบัน ก็คือกติกามีปัญหาตั้งแต่ต้นทางอยู่แล้ว จะส่งผลกระทบตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี’60 ก็ทำให้พรรคการเมืองของประเทศไทยถอยหลังไปเหมือนพรรคการเมืองก่อนปี’40 คือกลายไปเป็นพรรคของกลุ่มบ้านใหญ่ กลุ่มเจ้าพ่อในบริบทของการเมืองไทยเราไปไกลกว่านั้น ช่วงเวลาหนึ่งเราเคยมีพรรคการเมืองเสนอนโยบาย มีความเป็นสถาบัน แต่ด้วยรัฐธรรมนูญปี’60 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญรวมไปถึงกติกาการเลือกตั้งทั้งหลาย เหมือนจะกลัวพรรคการเมืองเข้มแข็ง เลยต้องทำให้อ่อนแอเข้าไว้ เพื่อให้ไม่มีพรรคการเมืองไหนสามารถผูกขาดทางการเมืองได้ ถ้าคิดอย่างนี้ก็จะเป็นปัญหา
ถ้าพูดถึงทั้งบทบาทก่อนการเลือกตั้ง อยากให้เน้นการแข่งขันในการเลือกตั้ง การนำเสนอนโยบาย การสู้ในกรอบกติกาโดยเอาเสียงของประชาชนมาเป็นตัวตัดสิน ไม่ควรจะมีพวกนักร้องไม่ว่า จะฝ่ายไหน ถ้าเทียบกับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่เราพยายามจะแก้กติกาเพื่อให้ประเทศเราชนะ เหมือนไปจัดการฝ่ายตรงข้ามก่อนโดยยังไม่ทันฟังเสียงประชาชนเลยว่า เขาจะเลือกพรรคไหน ผมคิดว่านักร้องไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตามแต่ควรพิจารณาบทบาทตัวเองให้ดีก่อน
ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่
กกต.แก้ระเบียบยุบพรรคการเมืองใหม่เป็นเรื่องดี ใช้เวลาพิจารณาคดีหรือเรื่องร้องเรียนน้อยลง ไม่ยืดเยื้อ แต่ควรกำหนดกรอบการพิจารณาไม่เกิน 90-120 วัน หรือ 3-4 เดือนเท่านั้น หากให้ขยายเวลาออกไปครั้งละ 30 วัน อาจมีการดึงเกม หรือถ่วงเวลาออกไปอีก จนทำให้การพิจารณาคดีล่าช้า ไม่ต่างจากระเบียบเดิมใช้เวลาพิจารณาเป็นปีก่อนตัดสิน ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ เป็นช่วงสุญญากาศ
การพิจารณาคดีตามระเบียบใหม่ ต้องคำนึงถึงพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงมากที่สุด การทำสำนวนต้องรัดกุมแน่นหนา ไม่มีช่องโหว่ที่ใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการกระทำผิดได้ เพราะใช้เวลารวบรวมหลักฐาน และให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงน้อยลงกว่าเดิม เพื่อป้องกันการโต้แย้งภายหลังทั้งสองฝ่าย ทำให้การพิจารณาคดีต้องเลื่อนออกไปอีก ดังนั้นทั้งสองฝ่ายต้องเตรียมความพร้อม เพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลด้วย
ระเบียบดังกล่าว ส่งผลดีต่อพรรคการเมืองมากกว่า เพราะใช้เวลาสู้คดีไม่นาน หากหลุดพ้นข้อกล่าวหา สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อได้ทันที ไม่ต้องชะลอ หรือหยุดชะงัก จนผู้บริหาร และสมาชิกพรรคเกิดความไม่มั่นใจถึงอนาคตพรรคดังกล่าว ว่าทำกิจกรรมการเมืองต่อไปได้หรือไม่ ถ้าศาลสั่งยุบพรรค สามารถจัดตั้งพรรคใหม่ หรือพรรคสำรอง (นอมินี) ได้เช่นกัน เพื่อสานต่ออุดมการณ์ และนโยบายพรรคเดิมไว้ ให้เป็นที่จดจำของประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ระเบียบใหม่ อาจเป็นช่องทางให้ฝ่ายตรงข้าม ใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งและใส่ร้ายยุบพรรคได้ เพื่อทำลายและชิงความได้เปรียบทางการเมือง
ดังนั้น กกต.ต้องมีเครื่องมือกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ว่ามีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะเรื่องเงินบริจาค จากทุนสีเทาและการสนับสนุนจากต่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงประเทศ ไม่ใช่รับร้องเรื่องทุกเรื่อง จนทำให้การพัฒนาและปฏิรูปการเมืองสะดุด ส่งผลเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ หรือกึ่งเผด็จการ ทำให้การขับเคลื่อนพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนล้าหลัง ไม่ทันสถานการณ์เปลี่ยนแปลงโลก ในประเทศที่พัฒนาแล้วการยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องยากมาก เพราะเป็นประเทศเสรี และประชาธิปไตยเต็มใบ ต่างจากไทยพรรคการเมืองถูกยุบค่อนข้างง่ายเกินไป ดังนั้น
การพิจารณาคดียุบพรรคต้องยึดหลักความเป็นกลาง ไม่ลำเอียง ไม่ชี้นำ ให้คุณให้โทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องดูเจตนาเป็นสำคัญว่ากระทำความผิดตาม ม.92 หรือไม่ เพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่าย
ข้อสังเกตระเบียบใหม่ ทำไม กกต.แก้ไขก่อนรัฐบาลครบวาระ 23 มีนาคมนี้ หรือยุบสภาเพื่อจัดเลือกตั้งใหม่ รวมทั้งการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.ก็ล่าช้า ทำให้ประชาชนสับสน พรรคการเมือง และว่าที่ผู้สมัครลงพื้นที่หาเสียงได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ กกต.มีเวลาจัดการเลือกตั้งกว่า 2 ปี จึงเป็นคำถามที่สังคมสงสัยมาตลอด เพราะเหตุใด
ผศ.นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

ระเบียบ กกต.ออกมาใหม่ (2566) กรอบเวลาการพิจารณาพยานหลักฐานการยุบพรรคการเมืองแบบรวดเร็วใน 30 วัน ถือเป็นการกำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานให้เร็วขึ้น ชัดเจนว่าถ้ามีเหตุว่าพรรคการเมืองใดกระทำขัด พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 92 เมื่อมีการร้องเรียนมา จะดำเนินการตรวจสอบว่าจะรับเรื่องหรือไม่รับเรื่องภายใน 7 วัน และรวบรวมพยานหลักฐานให้เสร็จภายใน 30 วัน หากไม่ทันให้ขยายได้อีก 1 ครั้งภายใน 30 วัน ก่อนส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ถ้ากรณีเห็นควรว่าจะยุบพรรคการเมืองนั้น ส่วนตัวมองประเด็นว่าเรื่องกฎหมาย ไม่น่าห่วง แต่ตนมีความกังวลเกี่ยวกับดุลพินิจการตีความพยานหลักฐานต่างๆ คงไม่ลืมว่าเราเคยเกิดวิกฤตจากการยุบพรรคการเมืองมาแล้ว เมื่องช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ประเทศไทยกฎหมายการตั้งพรรคการเมืองนั้นทำยาก แต่พอจะยุบพรรคการเมืองนั้น ทำได้ง่าย แต่การไปยุบพรรคการเมืองนั้น อยากจะบอกว่าหัวใจของระบอบประชาธิปไตยนั้นคือการเลือกตั้ง หัวใจของการเลือกตั้งนั้นคือ พรรคการเมือง พรรคการเมืองนั้นคือบ้านของผู้แทนราษฎร และผู้แทนราษฎรคือเงาสะท้อนของประชาชน แม้จะมีกฎหมายกำหนดกรอบว่า อย่าไปทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่าไปรับเงินไม่สุจริตเพื่อไม่ให้พรรคถูกครอบงำ
ถ้ามีพยานหลักฐานชัดเจนและพรรคการเมืองกระทำจริงนั้นพอรับได้ แต่กังวลว่า กกต.จะใช้ดุลพินิจอาจค้านสายตาหรือไม่เป็นธรรม หรือเป็นการใช้กฎหมายที่น่ากังวล เนื่องจากเคยมีบทเรียนช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เกรงว่าอาจส่งผลไปสู่วิกฤตทางการเมืองอีกครั้งได้
กฎหมายแรงไหม มองว่าไม่แรง เพราะเป็นเพียงกำหนดกรอบระยะเวลา แต่สิ่งที่น่ากลัวคือผู้ใช้กฎหมายมากกว่า ต้องใช้ให้เกิดความเป็นธรรมตามพยานหลักฐานปรากฏ หากพรรคใดมีพยานหลักฐานหรือมีเหตุชัดเจนแล้ว กกต.ก็ต้องกล้าดำเนินการตามกฎหมายให้ชัดเจนด้วย หากไม่อย่างนั้นพรรคการเมืองก็จะพากันไปเล่นนอกกรอบกติกา ฉะนั้น พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 ต้องถูกใช้ให้เป็นธรรม ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏขึ้น
เพราะการใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมหรือค้านสายตาประชาชนหรือนักวิชาการนั้น
ไม่ได้ส่งผลแต่เพียงเฉพาะคู่ความ แต่ส่งผลไปถึงระบบการเมืองทั้งประเทศ จึงไม่อยากให้เกิดการใช้กฎหมายที่เป็นการกลั่นแกล้งกัน ผู้ใช้กฎหมาย เช่น กกต. หรือศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องรักษาระเบียบและกฎหมายให้เกิดความเป็นธรรม เช่น เวลามีการเลือกตั้ง กกต.จะต้องรักษาให้เป็นการเลือกตั้งโดยสุจริต
ยุติธรรมจริงๆ อย่าใช้กฎหมายด้วยวิธีเทคนิคทางกฎหมายหรือนิติสงครามกัน
ไม่อยากให้เกิดภาพแบบนั้น อยากให้การเลือกตั้งต่อสู้กันด้วยความเป็นธรรม พรรคการเมืองก็ต้องอยู่ในกรอบของตนเอง อะไรที่เขากำหนดเอาไว้ชัดเจนก็อย่าไปทำให้สุ่มเสี่ยงให้เขาร้องและถูกยุบพรรคได้ บ้านเมืองเราบอบช้ำกับเรื่องพวกนี้มาหลายปี จนทำให้การพัฒนาประเทศเดินช้าเพราะระบอบการเมือง จึงอยากให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมจริงๆ เนื่องจากวิกฤตการเมืองจะเกิดขึ้นต่อเมื่อความไม่เป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น โดยพรรคการเมืองแต่ละพรรคนั้นเขามีแฟนคลับของเขา
ถ้าเขามองว่าเขาถูกกลั่นแกล้ง ก็จะกลับไปเกิดเป็นภาพเดิมที่เราจะเห็นว่ามีการประท้วงการก่อม็อบการไม่เคารพต่อคำวินิจฉัยที่มันค้านสายตาประชาชนแล้วจะพากันออกมา ไม่อยากให้เมืองไทยอยู่ในวังวนไปสู่วัฏจักรเดิมที่พากันออกมาประท้วง แล้วมีบางส่วนไปเรียกร้องให้ทหารกลับมา พอได้แล้ว อย่าให้การใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาคนำไปสู่วิกฤตทางการเมือง ทุกวันนี้ตนเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย เวลาสอนก็ยังรู้สึกอาย เกี่ยวกับการตีความบางอย่าง ที่มีการเขียนเอาไว้ชัดเจนแล้ว แต่ก็ยังมีการตีความที่แปลกแยกออกไป

