ถอดรหัสจดหมาย‘ประวิตร’ อำนาจนิยม-ประชาธิปไตย

1.03.23 | 12:11 น.
ถอดรหัสจดหมาย‘ประวิตร’ อำนาจนิยม-ประชาธิปไตย หมายเหตุ - ความเห็นนักวิชาการ

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เล่าความในใจถึงเหตุผลที่ไม่หยุดเล่นการเมือง ด้วยอาสาแก้ปัญหา “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” และเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยจะชนะอำนาจนิยมหรือปฏิวัติรัฐประหารนั้น

วันชัย จึงวิบูลย์สถิตย์
นักวิชาการอิสระ และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย

กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่หยุดเล่นการเมือง ต้องมองว่ามีประเด็นคือเรื่องพันธะผูกพัน แต่จะเป็นเรื่องไหนคงจะหยั่งรู้ไม่ได้เนื่องจากคนที่อยู่ในอำนาจมาแล้ว หากหยุดเล่นการเมืองจะไม่รู้ว่าจะมีฟีดแบ๊ก (feedback) หรือผลการตอบรับ หรือผลกระทบจะกลับมาอย่างไร ไม่รู้ว่าจะเป็นเชิงบวกเชิงลบ คนที่ไม่ยอมวางอำนาจแสดงว่ากลัวจะโดนฟีดแบ๊กในทางลบ แต่จะมาบอกว่าเพราะต้องการช่วยชาติถือว่าเป็นวาทกรรมการเมืองมากกว่า ซึ่งไม่ได้หมายถึงบิ๊กป้อมคนเดียว แต่หมายถึงคนที่เข้ามาในทางการเมืองแบบนี้

ส่วนจะมองว่าเป็นการเสพติดอำนาจหรือไม่นั้น อยากให้ดูที่ว่าคนเคยใหญ่ และมีคนนับหน้าถือตาก็มากขึ้นด้วย รวมทั้งเมื่ออายุมากขึ้นส่วนใหญ่จะกลัว เรื่องการสูญเสียสิ่งที่ตนเองเคยมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ บารมี

Advertisement

การที่กล่าวอ้างว่าจะมีพรรคพวกอีกมากมายที่จะต้องสนับสนุน ดูแล ต้องยอมรับว่าประเทศชาติไม่ใช่สมบัติ หากมาดูในเรื่องของช่วงเวลาในสังคมศาสตร์ ต้องยอมรับว่าเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง การดำรงอยู่หรือการจากไปเป็นสัจธรรม เมื่ออายุมากเกินไปแล้ว น่าจะหมดเวลา และถ่ายอำนาจไปสู่คนรุ่นหลังจะได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศบ้างไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาห่วงเรื่องนั้น เรื่องนี้ เพราะไม่ใช่ภาระที่จะต้องมารับผิดชอบ การที่พูดอย่างนั้น เพราะคิดเอาเองมากกว่า

ส่วนจะมองว่าจะช่วยพยุง 3 ป. หากเกิดความผิดพลาดทางการเมือง หากดูธรรมชาติของสายอาชีพแล้ว ประวัติเดิมเป็นทหารมาด้วยความเหนียวแน่น เบื้องลึกคงไม่ได้มีการตัดขาดจากกันแต่อย่างใด และในเชิงลึกคงมีสายสัมพันธ์เพราะเกิดมาจากสายทหาร หากเป็นนักธุรกิจไม่แน่ เพราะวงการธุรกิจมองในเรื่องผลประโยชน์เป็นเกณฑ์

แต่หากเป็นทหารจะมีความเหนียวแน่นมากกว่า เพราะมาสายเดียวกัน ไม่ใช่คนละสาย หากเป็นคนละก๊วนคนละแก๊งอันนี้ไม่แน่

ถ้ามองถึงสโลแกนว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้ง เรื่องนี้ใครก็พูดได้เพราะพูดแล้วดูดี หากมองว่าจะไปรวมกับพรรคเพื่อไทย ก็ต้องยอมรับบิ๊กป้อมมีแผนการเยอะเหมือนกัน หากดูประวัติก็ถือว่ามองผลประโยชน์เป็นเกณฑ์เช่นกัน กล่าวถึงการเมืองแล้วจะบอกว่าอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ลำบากที่จะพูดเหมือนกัน เพราะการเมืองเป็นไปได้ทั้งนั้นหากถึงเวลาหนึ่ง เนื่องจากไม่ใช่วิทยาศาสตร์ พระอาทิตย์จะต้องขึ้นทางทิศตะวันออกเพียงอย่างเดียว หากมองในเรื่องการเมือง อนาคตจะขึ้นทางทิศอื่นก็ได้ เปรียบไปแล้วหากเข้าล็อก เข้าทาง เข้าผลประโยชน์ ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป ต้องยอมรับว่า การเมืองคือเรื่องของผลประโยชน์ หากมาเล่นการเมืองเมื่อผลประโยชน์เข้าทางก็ต้องโดดเข้าใส่อยู่แล้ว

การเลือกตั้งที่ผ่านมาส่วนใหญ่แล้วฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งหากเป็นสมัยเก่าอาจจะใช่ เพราะการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม เมื่อรัฐประหารมาแล้วก็หาผลประโยชน์จากการปกครอง อาจจะมีปัญหาในการเลือกตั้งที่สำคัญส่วนใหญ่จะยึดอำนาจระยะสั้น และให้มีการเลือกตั้ง แต่จากการรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วยึดอำนาจมายาวนาน ก็ต้องยอมรับว่าประเทศบางประเทศ ยังไม่เหมาะสมที่จะปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มใบ เพราะคนยังมีความรู้ไม่พอ เหมือนกับนักเรียนจะต้องถูกกฎระเบียบบังคับ เพื่อลากจูงไปสู่จุดหนึ่งที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ถึงจะปล่อยให้เป็นอิสระ

เมื่อมองไปยุคบิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจช่วงนั้นมองไปแล้วยังไม่มีอะไรเสียหาย ประกอบกับอยู่ในอำนาจระยะสั้นๆ และไม่มีการใช้อำนาจในทางมิชอบ มาถึงบิ๊กตู่ ครองอำนาจมายาวนาน ตัวบิ๊กตู่เองอาจไม่มีปัญหา แต่หากพรรคพวกนั้นไม่แน่ ซึ่งอยู่ที่มุมมองแต่ละคน อย่างไรก็ตาม การเมืองเมื่อมาถึงยุคหนึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของวัยประชากร จากสถิติออกมาแล้วคนรุ่นเก่ากับรุ่นกลางคนในประเทศไทยยังมีอยู่เยอะ การที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามามีบทบาททางการเมือง จากการตรวจสอบสัดส่วนแล้วคนรุ่นใหม่ยังไม่พอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะคนรุ่นเก่ายังมีอยู่เยอะ ถ้าหากการเลือกตั้งอีก 2 สมัยข้างหน้าอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มองได้อย่างชัดเจนทางการเมือง

กระแสข่าวการจับขั้วทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย จะเกิดผลกระทบกับบิ๊กตู่หรือไม่นั้น มองว่าบรรดาคอการเมืองก็ต้องคิดถึงกระแสข่าวออกมาเหมือนกัน ก็ต้องยอมรับว่าการเมืองจะเกิดอะไรขึ้นนั้น ปัจจุบันคาดการณ์อะไรไม่ได้เลย ทุกพรรคการเมืองก็ต้องดูในเรื่องของผลประโยชน์ของตัวเอง ที่จะได้รับหากเข้าร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ช่วงก่อนเลือกตั้งบอกว่าจะไม่เอาเผด็จการ ในที่สุดก็ต้องมาร่วมกับรัฐบาล เพราะเป็นรัฐบาลทำอะไรได้มากกว่า ดีกว่าจะไปเป็นฝ่ายค้าน และสามารถทำนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนให้เป็นจริงขึ้นมา

ส่วนผลกระทบกับบิ๊กตู่ที่หลายพรรคการเมือง พยายามประกาศชัดเจนว่าจะไม่เอาบิ๊กตู่ มองว่าเป็นเกมการเมืองมากกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องมองกระแส บางคนไม่ชอบบิ๊กตู่ บางคนชอบบิ๊กตู่ ประเด็นสำคัญการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร พรรคการเมืองแต่ละพรรค หากจะดิสเครดิตใครได้ ก็ต้องดิสเครดิตไว้ก่อน เพื่อชูพรรคของตัวเองให้โดดเด่น ทุกคนต้องแสดงบทพระเอกทั้งนั้น บางทีผู้ที่เป็นพรรคพวกของตัวเองยังดิสเครดิตกันเอง เพราะต้องการสร้างเครดิตให้กับตัวเอง

หากมองว่าบิ๊กป้อมมีความเหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ผมมองว่าไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง เพราะการเมืองจะเอาบารมีไม่ได้จะต้องเอาสุขภาพด้วย หากมองตามวัยแล้วควรไปเป็นที่ปรึกษาดีกว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่งานเล็กๆ นะ ส่วนที่จะตั้งบุคคลที่เป็นญาติพี่น้องมานั่งตำแหน่งแทน ในความเห็นส่วนตัวไม่ชอบที่จะให้มาสืบทอดอำนาจ ในความเป็นจริงควรจะเป็นไปตามธรรมชาติการเมือง คนรุ่นเก่าหมดไปคนรุ่นใหม่ก็ต้องขึ้นมาแทน ที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องของตัวเองมานั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็ต้องห่วงประเทศไทยเหมือนกับคนไทยทุกคน เพราะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ก ารที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และทีมงาน เผยแพร่ข้อความดังกล่าวออกมา เป้าหมายผมคิดว่าน่าจะเป็นการแสดงจุดยืนอันนำไปสู่คะแนนนิยมที่จะเพิ่มขึ้นจากประชาชนหลายๆ กลุ่มที่เมื่อได้รับสารนี้แล้วเขาจะวิเคราะห์ขึ้นมาว่าเขาจะเลือกทางพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ดีไหมเพื่อมาเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างความขัดแย้งของสองฝ่ายนี่คือเป้าหมายหลัก

คือดึงคะแนนจากกลุ่มที่อาจจะยังตัดสินใจอยู่ในช่วงนี้ให้ได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้น และเป็นการเสริมสร้างจุดแข็งของพรรค รวมถึงแสดงว่าพร้อมที่จะอยู่กับทุกฝ่ายในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะกับฝ่ายที่มีความขัดแย้งและสื่อให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ปฏิเสธพรรคเพื่อไทย (พท.) รวมถึงเป็นการส่งสารถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาด้วย คือ พล.อ.ประวิตรก็มองว่าในช่วงเวลานี้ความได้เปรียบของพรรค พปชร.คือต้องสื่อแบบนี้ ซึ่งมีโอกาสเหนือกว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มีข้อเสียเปรียบคือมีโอกาสไปรวมกับพรรค พท.ยาก เพราะโดยแนวทางพรรค พท.ปฏิเสธพรรค รทสช.อยู่แล้ว

ดังนั้นจะยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าแนวทางที่ พล.อ.ประวิตรโพสต์นั้นกำลังเสนอยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนพรรคและสื่อให้ชัดว่าเขาจะนำพาประเทศข้ามพ้นความขัดแย้งซึ่งก็เป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลอยู่ เพียงแต่ว่าถ้าเขาได้รับโอกาสแล้วจะทำได้อย่างที่นำเสนอหรือไม่

ผมพยายามอ่านโพสต์ของ พล.อ.ประวิตรแล้วซึ่งมีข้อคำถามอยู่ 2-3 ประเด็น ประเด็นแรกคือที่พูดว่าจะไม่ทิ้งเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ร่วมก่อตั้งพรรค พปชร. อันนี้เข้าใจได้ง่ายไม่มีความซับซ้อน แต่ประเด็นที่สองค่อนข้างจะมีความซับซ้อนในเชิงวิชาการพอสมควร ซึ่งมีความซับซ้อนในการตีความ ยกตัวอย่างเช่นคำว่า กลุ่มอีลิท เขาน่าจะสื่อถึงคนที่อยู่นอกวงการทางการเมือง เช่น นักธุรกิจ กลุ่มแกนนำนักเคลื่อนไหว ที่ค่อนข้างมีโอกาสน้อยในการเข้าสู่สนามการเลือกตั้งแล้วได้รับเลือกตั้ง และทีมงานลุงป้อมใช้ความชัดเจนมากว่า กลุ่มอีลิทอิทธิพลบทบาทในการกำหนดทิศทางของประเทศ หรือคนกลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังมาตลอดหรือเปล่าถึงใช้คำขนาดนี้ น่าสนใจว่าถ้าเช่นนั้นคนกลุ่มนี้คือใคร มันมีการตีความได้หลากหลายมาก หวังว่าในโพสต์ต่อไปทางทีมงาน พล.อ.ประวิตรจะช่วยยกตัวอย่างว่ากลุ่มอีลิทมีใครบ้าง เขาจะได้วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างตรงไปตรงมาเพราะตอนนี้ยังคลุมเครือ

แต่ตอนนี้พอจะวิเคราะห์ได้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสที่จะรับใช้ประเทศชาติและใช้ความสามารถที่ดีงามในการที่จะบริหารประเทศชาติ เขาจะมีโอกาสก็ต่อเมื่อมีวาระพิเศษคือการยึดอำนาจนั่นเองจึงจะถูกเชิญเข้ามามีตำแหน่งในการบริหารประเทศชาติ และในย่อหน้าต่อๆ มาก็มีการโพสต์ถึงคำว่า มีความขัดแย้ง คือก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตรจะมองว่ากลุ่มอีลิทมองนักการเมืองและกระบวนการทางการเมืองในแง่ลบว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเข้ามาสรรหาผลประโยชน์ และวิเคราะห์ไปถึงว่าประชาชนอาจจะขาดความสามารถในการเลือกนักการเมืองที่ดีเข้ามาบริหารประเทศได้จึงทำให้เกิดปัญหา

ดังนั้นถ้าคนกลุ่มนี้ได้เห็นโพสต์คงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะยังคงสนับสนุนวงจรนี้อยู่หรือไม่ คือหวังดีกับประเทศในระยะสั้น แต่ทำให้เกิดผลกระทบในระยะยาวไม่จบไม่สิ้น

ประเด็นต่อมา พล.อ.ประวิตรใช้คำว่า เช่นนี้แล้วแสดงว่ามันเกิดความขัดแย้งเมื่อมีการรัฐประหาร ตรงนี้ผมคิดว่าเขาน่าจะใช้คำว่า อำนาจนิยม จึงจะถูกต้อง ซึ่งเขาจะบอกว่ากลุ่มที่คิดจะก่อการแบบนี้อีกในอนาคตข้างหน้าจะต้องพึงระลึกเสมอว่าท่านกำลังจะเข้าสู่วงจรอุบาทว์อีกครั้งหนึ่งแล้ว อาจจะต้องปล่อยให้กระบวนการมันดำเนินไปตามวิถีทางประชาธิปไตยอย่ายึดอำนาจเลย คือทีมงาน พล.อ.ประวิตรกำลังจะวิเคราะห์ให้คนอ่านเห็นว่าเกิดการปะทะกันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอำนาจนิยม แต่ในย่อหน้าต่อมามีการใช้คำว่าอนุรักษนิยมทำให้เกิดความสับสนอยู่พอสมควรเพราะอำนาจนิยม กับ อนุรักษนิยม สองคำนี้ไม่เหมือนกัน โดยอนุรักษนิยมหมายถึงพลเมืองที่มีอุดมการณ์ไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่ยาวนานในสังคมของตัวเองอย่างฉับพลัน แต่อยากให้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ดังนั้นคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจใฝ่อำนาจนิยมแต่เขาอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่พลเมืองที่มีอุดมการณ์ในเชิงเสรีนิยมก็อยากให้มีการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมมองว่าการโพสต์ครั้งนี้มีความสับสนในการใช้คำอยู่ 3 คำคือ อำนาจนิยม อนุรักษนิยม และเสรีนิยม ซึ่งผมคิดว่าทีมงาน พล.อ.ประวิตรน่าจะมาคลายปมเหล่านี้

แต่สุดท้ายแล้วคือ พล.อ.ประวิตรกำลังจะบอกว่าเมื่อก่อนตัวเองก็คิดแบบนี้ อาจจะเห็นดีเห็นงามด้วยกับการที่มีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า กลุ่มอีลิทอาสาเข้ามาอยู่ในทีมงานฝ่ายบริหารเมื่อมีการยึดอำนาจแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปและได้เข้ามาสู่บทบาทของความเป็นผู้บริหารประเทศชาติในฐานะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ก็เริ่มจะได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างคือเห็นความขัดแย้งและมีความในใจว่าอยากจะมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ และผมคิดว่าหลังจากนี้ทางฝั่งของ พล.อ.ประยุทธ์หรือพรรค รทสช.น่าจะมีแอ๊กชั่นเพราะมันมีผลในการจับขั้วทางการเมือง ถ้าคะแนนนิยมของ พล.อ.ประวิตรเหนือกว่าพรรค รทสช.ในแง่ของจำนวน ส.ส. หลังจบการเลือกตั้งจะมีผลในการจัดตั้งรัฐบาล จำนวน ส.ส.ที่มากกว่ากันแม้ว่าจะมากกว่ากันแค่ 1 เสียงขึ้นไปจะมีผลในการต่อรองเช่น ถ้าพรรค พปชร.ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าพรรค รทสช. ความชอบธรรมหรือการเจรจาว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จำนวน ส.ส.จะมีผลทันที

เพราะฉะนั้นเมื่อ พล.อ.ประวิตรมีการโพสต์แบบนี้ ผมคิดว่าทางทีมงานของ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะอยู่เฉยไม่ได้ ก็ต้องรับมือและหาทางที่จะเคลื่อนไหวว่าจะแก้เกมตรงนี้อย่างไร ซึ่งการสู้กันในที่นี้มีผลต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจน

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

หลายคนคงตั้งคำถามคล้ายๆ กันว่านี่คือจดหมายที่ใครเขียนให้ เพราะด้วยภาษาล้วนแล้วแต่ไม่สามารถแมตชิ่งกับบุคลิกภาพของ พล.อ.ประวิตร ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคาดเดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นเสธ.ด้านการเมืองที่ต่างคิดวิเคราะห์หาจุดช่องว่างเพื่อให้ได้เปรียบทางการเมืองให้มากที่สุด และยังเป็นการสลัดภาพ 3 ป. ออกและย้ำว่านี่คือการแยกกันเดิน

จดหมายนี้น่าคิดว่าต้องการสื่อถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งบนความเชื่อที่ว่าการเมืองแบ่งเป็น 2 ขั้ว คือฝ่ายเสรีนิยม กับฝ่ายอนุรักษนิยม โดยฝ่ายภาพของตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยคือกลุ่มนักการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชน และหากจะมองไปที่พรรคการเมืองที่กำความนิยมของประชาชนอยู่ในซีกนี้คือ พรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย

ในขณะที่ภาพของพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมซึ่งมีพรรครวมไทยสร้างชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหอกสำคัญ โดยมีพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย ฝั่งนี้มีประชาชนกลุ่มใหญ่และเหล่าอีลิทเป็นผู้สนับสนุน

โพสต์ของ พล.อ.ประวิตร มองว่า 2 กลุ่มนี้คือ ศัตรูของประเทศ มันคือกับดัก และถูกแปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งแบ่งฝักฝ่ายและสี แต่ตนอยู่ตรงกลาง ตนคือทางออกของกับดักนี้เป็นลักษณะของการพาตนเองมาอยู่ตรงกลาง หรือขายความเป็นตรงกลางแก่ประชาชน และหากใครเห็นด้วยหรือไม่พอใจที่ถูกขีดเส้นแบ่งให้ต้องอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตนเสมือนเป็นการย้ำชัดว่า พล.อ.ประวิตรไม่ได้ยืนอยู่จุดเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยม อันได้แก่ เหล่าคนดี หรือพวกอีลิท

นอกจากจะสื่อถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้วยังสะท้อนหรือสื่อสารถึงพรรคการเมืองทำนองว่าตนก้าวข้ามความขัดแย้งไปแล้ว ขยับตัวเองจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่ยังมองเห็นคุณงามความดีของทั้งอนุรักษนิยมและเสรีนิยม โดยพร้อมที่จะร่วมงานได้กับทุกพรรคทั้งฝ่ายอนุรักษนิยมและเสรีนิยม ซึ่งเนื้อในของโพสต์ล้วนมีแต่ข้อมูลด้านบวกของทั้งสองขั้ว ไม่มีการกล่าวหาว่าร้ายชนิดบัวก็ไม่ช้ำน้ำก็ไม่ขุ่น อีกทั้งการวางตนอยู่ตรงกลางที่พร้อมจะเป็นฝ่ายรัฐบาลกับทุกฝ่ายอาจช่วยจูงใจบรรดา ส.ส. ให้อยู่กับพรรคต่อโดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์โค้งสุดท้าย

น่าคิดต่อไปว่าโพสต์นี้จะเป็นเทียบเชิญหรือสานสัมพันธ์อันดีในทางการเมืองหรือไม่เพียงใดนั้น หากมองไปที่พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยโดยเฉพาะพรรคก้าวไกลได้ปฏิเสธอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่ร่วมกับ 3 ป. และเชื่อว่าแม้จุดยืนทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตรจะเปลี่ยนไป พรรคก้าวไกลก็ไม่น่าจะร่วมกับ พล.อ.ประวิตร ในฐานะผู้มีมลทินมัวหมองจากการปฏิวัติรัฐประหารแม้จะเริ่มเล่นศัพท์แสงทางด้านเสรีนิยมก็ตาม คงเหลือแต่พรรคเพื่อไทยที่เลือกที่จะใช้วิธีนิ่ง ซึ่งนิ่งจะแปลว่ายอมรับหรือไม่นั้นไม่แน่

แต่ที่แน่ๆ การนิ่งที่ไม่ยอมให้คำพูดเป็นนายก็ทำให้ตีความได้ว่ายังมีความเป็นไปได้ทั้งสองทางที่จะร่วมงานกับ พล.อ.ประวิตร ส่วนซีกฝ่ายอนุรักษนิยมในฐานะพี่น้องชายชาติทหารก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการร่วมงานกันและจะเป็นผลดีเสียอีกที่กลุ่ม ส.ว.จะไม่แตกแถว

โพสต์ของ พล.อ.ประวิตร ยังได้ตอกย้ำถึงประวัติศาสตร์เสมือนบอกผ่านไปยังน้องรัก พล.อ.ประยุทธ์ว่าในสนามเลือกตั้งทุกครั้งกลุ่มอนุรักษนิยมที่จุดเริ่มต้นจากการปฏิวัติรัฐประหารก็จะพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายประชาธิปไตยอยู่เสมอ อีกทั้งการขยับจุดยืนของพรรคครั้งนี้ของ พล.อ.ประวิตร กับเหล่า เสธ. ยิ่งย้ำชัดว่า 8 ปีที่แม้จะมีกลุ่มอีลิทเข้ามานำประเทศก็มิได้เปลี่ยนไปในทางที่ดี หนำซ้ำยังอาจจะอกหักทางการเมืองหากยังยืนในจุดเดิม