ส่องกลยุทธ์พรรค งัดออนไลน์สู้เลือกตั้ง

19.03.23 | 12:11 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการวิเคราะห์กรณีพรรคการเมืองต่างๆ หันมาใช้แพลตฟอร์มโซเชียลจัดทำนโยบาย รวมทั้งการหาเสียงเพื่อสื่อสารกับประชาชนในการเลือกตั้ง ส.ส.ในเดือนพฤษภาคมนี้

 

รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส
คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน หรือจะเรียกว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ก็ว่าได้ ฉะนั้นจึงมีความสำคัญในทางการเมืองด้วย สำคัญทั้งในแง่ที่จะเป็นเครื่องมือในการที่จะสื่อสารนโยบายไปยังผู้เลือกตั้ง หมายถึงพรรคการเมืองต่างๆ ก็จะต้องใช้เทคโนโลยีนี้ในการนำพาสารของตัวเองไปให้ถึงผู้เลือกตั้งที่สำคัญคือการนำเอาตัวเทคโนโลยีมากำหนดเป็นนโยบายหาเสียง ในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มีส่วนที่พรรคการเมืองนำเรื่องเทคโนโลยีมากำหนดเป็นนโยบายแล้ว เช่น กรณีของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่แจกแท็บเล็ตให้นักเรียน หรือบางพรรคการเมืองเสนอนโยบายว่าจะให้มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทุกหมู่บ้าน ฉะนั้นจึงมีความสำคัญมากทั้งในเรื่องการนำสารไปสู่ประชาชน และการนำเทคโนโลยีมากำหนดเป็นนโยบาย

Advertisement

การสื่อสารในช่องทางออนไลน์ปัจจุบันสามารถเข้าถึงผู้คนได้แทบทุกกลุ่ม เพราะการเข้าถึงไม่ใช่เรื่องยาก อุปกรณ์ต่างๆ มีราคาเข้าถึงได้ และเทคโนโลยีไม่ได้ซับซ้อนมาก ฉะนั้นช่องทางนี้จะเข้าถึงกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เกือบทุกกลุ่ม แต่จะมีกลุ่มที่มีข้อจำกัด คือ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ หรือคนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เพราะเป็นกลุ่มที่มาก่อนเทคโนโลยี จึงไม่คุ้นเคย มีจำนวนอยู่ประมาณ 13 ล้านคน และอีกกลุ่มที่อยู่ก้ำกึ่งในการเปิดรับสื่อออนไลน์คือ กลุ่มเจนเอ็กซ์ มีประมาณ 16 ล้านคน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก อายุ 43-58 ปี บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่จะใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านดิจิทัลและออนไลน์ต้องคำนึงถึงคนกลุ่มที่กล่าวถึงข้างต้นด้วย โดยจะต้องใช้สื่ออย่างอื่นเพื่อให้เข้าถึงคนกลุ่มเหล่านี้ด้วย

กรณีที่พรรคเพื่อไทยนำเทคโนโลยีมาเสนอเป็นนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลนั้นเป็นการใช้เทคโนโลยีที่จะส่งผ่านความช่วยเหลือของรัฐ ตามที่แถลงออกมาเป็นเรื่องของการใช้เหรียญภายในรัศมีการใช้ 4 กิโลเมตรและการจับจ่ายใช้สอยจะหมุนเวียนอยู่ในชุมชน ตรงนี้จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนและไม่หมุนออกไปไกล จึงเป็นการนำเอาเทคโนโลยีแนวใหม่มาใช้ เพราะจำกัดไม่ให้การใช้กระจายออกไป แต่ของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ใช้คลิปไอติมมาอธิบาย และวิพากษ์วิจารณ์การส่งเงินช่วยเหลือของภาครัฐไปยังประชาชนแบบเดิมๆ ทำให้เงินไม่ไปถึงประชาชนโดยตรง การใช้ไอติมมานำเสนอน่าจะหมายถึงการทุจริตในกระบวนการที่จะส่งความช่วยเหลือผ่านทางหลากหลายคน กว่าจะเข้าไปถึงประชาชนทำให้ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจริงๆ สูญหายไประหว่างทาง

คลิปนี้กำลังจะพูดถึงสิ่งที่เขาทำ ทั้งโครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือโครงการคนละครึ่ง เป็นเรื่องที่รัฐบาลปัจจุบันทำอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การออกคลิปนี้มา ไม่ได้ตั้งใจจะโชว์ว่าจะเอาดิจิทัลมาเป็นนโยบาย แต่จะโชว์ว่านโยบายเหล่านี้เป็นของพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ใช่ของพรรคพลังประชารัฐ ต้องไปเคลียร์กันเอง ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ จึงบอกไม่ได้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติกำลังใช้เทคโนโลยีมาเป็นนโยบาย

การที่พรรคการเมืองนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าพรรคการเมืองพรรคนั้นมีความเท่าทันประชาชน คือประชาชนใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ พรรคการเมืองก็ส่งสารผ่านสื่อที่ประชาชนเปิดรับได้ ฉะนั้นการสื่อสารจะไปถึงมือประชาชนและบรรลุเป้าหมาย คือประชาชนได้รับทราบนโยบายของพรรค นี่คือการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร

หากนำเทคโนโลยีมากำหนดเป็นนโยบายแสดงถึงความล้ำหน้าและเท่าทันเทคโนโลยี สามารถนำเทคโนโลยีมารับใช้ประชาชนได้ ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคนี้ทันสมัยและรู้จักนำเทคโนโลยีมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่การใช้เทคโนโลยีจะต้องไม่ล้ำและมาก่อนกาล ย้อนกลับไปถึงนโยบายแจกแท็บเล็ตของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อปี 2554 ถือเป็นนโยบายที่มาก่อนกาล เพราะในช่วงนั้นอินเตอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ และในบางพื้นที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง การแจกแท็บเล็ตในช่วงนั้นจึงถูกมองว่า เป็นเรื่องที่คนในเมืองจะได้ประโยชน์ แต่คนในชนบทจะยังไม่ได้อะไรเลย หากนำมาแจกในตอนนี้ที่มีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตพร้อมแล้วก็จะเป็นนโยบายที่ทันกับโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าล้ำหน้ามากไปประชาชนก็จะไม่ได้ประโยชน์จากส่วนนั้น แต่ถ้าเอาต์จนเกินไปและประเทศอื่นไปกันถึงไหนแล้ว ยังไม่สามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้เลย พรรคการเมืองนั้นก็ตกยุคตกสมัยไป

การใช้เทคโนโลยีเป็นนโยบายหาเสียง และการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนนั้น สามารถแบ่งการใช้เทคโนโลยีเป็น 2 ทางคือ เป็นเครื่องมือการสื่อสารและการนำมาสร้างสรรค์เป็นนโยบาย ถ้านำเทคโนโลยีมาใช้ในการสื่อสารและประชาชนในกลุ่มนั้นๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารนั้น เช่น พรรคการเมืองโพสต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และไลน์ ประชาชนเข้าถึงได้ ก็จะทำให้ประชาชนรับรู้นโยบาย และบรรลุเป้าหมายของพรรคการเมืองได้ แต่หากพรรคการเมืองใช้คลับเฮาส์ในการสื่อสารและประชาชนไม่มีไอโฟน ก็จะเข้าไม่ถึง ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีไม่ตรงกับกลุ่มผู้รับสาร

ส่วนการนำเอาเทคโนโลยีมากำหนดเป็นนโยบาย ถ้าใช้แล้วสามารถเกิดประโยชน์ได้จริงและทำได้จริงประชาชนเห็นผลใช้ประโยชน์ได้ ก็จะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เช่น ไต้หวันสร้างแอพพลิเคชั่นติดตามคนที่ติดเชื้อโควิด-19 ว่าเดินทางไปที่ไหนบ้าง เพื่อทำให้คนหลีกเลี่ยงการติดโควิด-19 ดังนั้น พรรคการเมืองจึงต้องเสนอนโยบายที่ทำได้จริงและต้องไม่มาก่อนกาลคือนำเสนอนโยบายที่ล้ำจนเกินไป หากประชาชนเข้าถึงไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่ได้ประโยชน์

เศวต เวียนทอง
อาจารย์สาขารัฐศาสตร์การปกครอง
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) วิทยาเขตล้านนา

เป็นไปตามยุคสมัยที่พรรคการเมืองต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สังคมเปลี่ยนจากการสื่อสารจากระบบอนาล็อกไปสู่ดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะแพลตฟอร์มในโลกออนไลน์ ที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตในสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้นตามลำดับ

กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) ชูนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อให้เข้าถึงร้านค้าชุมชน มีเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น เชื่อว่าได้รับผลตอบรับจากประชาชนมากขึ้น เพราะเป็นการตอบโจทย์สังคมระดับล่าง ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตดีกว่าเดิม ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ปรับแพลตฟอร์มเพื่อต่อยอดโครงการเราชนะ คนละครึ่ง เรารักกัน ม.33 และเที่ยวด้วยกันนั้น สามารถทำได้ แต่ไม่ส่งผลเลือกตั้งมากนัก แม้เม็ดเงินกระจายลงสู่ประชาชนที่มีรายได้น้อย ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว เพราะประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคที่ใช่ คนที่ชอบไว้ในใจแล้ว การนำเสนอนโยบายดังกล่าวเหมือนใช้ปลากะพงตกกุ้งฝอย คือ ลงทุนสูง แต่ผลตอบแทนต่ำ หรือขาดทุนได้

การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย หรือแพลตฟอร์มออนไลน์หาเสียงเลือกตั้ง อาจได้ผลกับคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่ไม่ได้ผลกับคนต่างจังหวัด หรือชนบทมากนัก เพราะเป็นสมาชิกพรรคอื่น มีพรรคอยู่ในใจแล้วจึงไม่ให้ความสำคัญ ไม่สนใจ ไม่รับรู้ และปฏิเสธการหาเสียงดังกล่าว ดังนั้น การใช้สื่อดังกล่าวจึงพุ่งเป้าไปที่สมาชิกพรรคมากกว่า เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและตอกย้ำสถานะการเป็นสมาชิก เพื่อสนับสนุนพรรคและว่าที่ผู้สมัครไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ เชื่อว่ามีเสียงตอบรับ และสนับสนุนมากขึ้น

ส่วนตัวเห็นด้วยกับการใช้โซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ พัฒนาสังคมและระบบเศรษฐกิจ ทั้งการค้า ลงทุนท่องเที่ยวโดยเฉพาะการซื้อขาย จับจ่ายใช้สอย ผ่านระบบสแกนและพร้อมเพย์ที่เข้าถึงสังคมทุกระดับชั้น มีการกระจายเม็ดเงินลงสู่ชุมชนท้องถิ่น ส่งผลเกิดการกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากฐานไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนอย่างเป็นระบบภายใต้สังคมไร้เงินสด เป็นธุรกรรมออนไลน์แทน เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การใช้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์หาเสียงนั้น อาจถูกผู้ไม่หวังดีปลอมแปลงเพจเพื่อใส่ร้ายกลั่นแกล้งได้ดังนั้น ต้องมีทีมงานเฝ้าระวังตรวจสอบตลอดเวลา หากพบการกระทำดังกล่าวต้องแจ้งความดำเนินคดีฐานนำความเท็จลงสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นคดีอาญา เพื่อป้องกันความเสียหายตามมา ถ้ายังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทุกพรรคสามารถใช้สื่อดังกล่าวหาเสียงได้ หากประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้วต้องเข้าสู่กฎหมายเลือกตั้งทันที ไม่สามารถใช้สื่อดังกล่าวหาเสียงได้อีกเพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งที่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบ ถ้าไม่แจ้งถือมีความผิดตามกฎหมายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ทำธุรกรรมใดๆ ภายใต้นโยบายพรรคการเมือง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องศึกษาวิจัยความเป็นไปได้และออกกฎหมาย เพื่อประกาศใช้ระบบเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ พร้อมป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ ที่แอบแฝงหลอกลวงประชาชนในรูปแบบลงทุนที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่สูง การฟอกเงินของบ่อนออนไลน์ ค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ที่เป็นทุนสีเทาสนับสนุนพรรคการเมืองใช้ในการเลือกตั้ง เนื่องจากได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจนับแสนล้านบาทต่อปี

ถ้ามีกฎหมายควบคุมดูแลเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาเป็นรัฐบาล สามารถพัฒนาต่อยอดการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ไปสู่การทำธุรกรรมการเงินได้ทุกรูปแบบ ตอบโจทย์นโยบายพรรคการเมือง เพื่อสนองความต้องการประชาชน หรือสังคมยุคใหม่ได้อย่างแท้จริงต่อไป

ศิริวรรธน์ พัชรนิวัฒนากุล
นักวิชาการอิสระ

ก ารใช้สื่อโซเชียลในการประชาสัมพันธ์หาเสียงของพรรคการเมือง หรือผู้สมัคร ส.ส.ก็ดี จะส่งผลต่อประชาชนในเรื่องของฐานคะแนนเสียงหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่ผู้เสพข่าวสารว่าจะมีวิจารณญาณอย่างไร นโยบายนั้นส่วนใหญ่จะลงสั้นๆ ไม่ชัดเจน หากประชาชนมีใจไปกับพรรคการเมืองนั้นก็จะไปในทางบวก หากประชาชนไม่ศรัทธาและไม่ชอบพรรคการเมืองนั้นก็จะคิดไปในทางลบ เพราะฉะนั้นอยากให้ประชาชนวิเคราะห์เกี่ยวกับสื่อโซเชียลพวกนี้ด้วย

หากเปรียบเทียบกับสื่อโซเชียลกับผู้สมัคร ส.ส.เดินพบประชาชนด้วยตัวเอง ในเรื่องนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าอย่างไหนดีกว่ากัน แต่ที่สำคัญผู้สมัคร ส.ส.จะต้องทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป หากผู้สมัคร ส.ส.ไม่ลงไปพบประชาชนโดยตรง ประชาชนจะมองว่าไม่ให้ความสำคัญกับประชาชน ไม่ให้เกียรติ จะต้องทำควบคู่กันไปในทุกช่องทางที่จะสื่อสารกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

การที่พรรคเพื่อไทยจะออกบัตรดิจิทัลเพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน เชื่อว่าได้รับความสนใจมากเหมือนกัน แต่ได้คะแนนเสียงในระดับหนึ่งเท่านั้น คงไม่หวือหวา เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่จะหาเสียงและซื้อใจเยาวชนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นโยบายของพรรคการเมือง หากลงมาถึงมือประชาชน โดยเฉพาะเป็นตัวเงิน ย่อมมีคะแนนเสียงทั้งนั้นแต่กฎเกณฑ์รายละเอียดปลีกย่อยอยู่ที่จะยุ่งยากไหม หากเปรียบเทียบกับบัตรคนจน

ในการหาเสียงผ่านสื่อโซเชียล ซึ่ง กกต.มีระเบียบปฏิบัติอยู่แล้ว อยากฝากถึงประชาชนในเรื่องการเสพเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ เพราะจะมีการโฆษณาชวนเชื่อ ซื้อใจ เหนี่ยวรั้งให้ประชาชนไปเลือกพรรคนั้นๆ จึงอยากให้พิจารณาในเนื้อหา เพราะในโซเชียลส่วนใหญ่จะมีลักษณะหัวข้อใหญ่ อย่าไปทึกทักว่าจะเป็นจริง

หากนโยบายเน้นไปที่ประชานิยมและนำมาลงในสื่อโซเชียล ก็ขอฝากว่าควรเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง ไม่กระทบกับงบประมาณของประเทศ