หมายเหตุ – ภาคเอกชนให้ความเห็นถึงความคาดหวังการทำหน้าที่ของรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งที่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

เกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ของปีนี้ (เมษายน-มิถุนายน 2566) สิ่งที่ต้องจับตาคือภาคการส่งออกสัดส่วนหลักของเศรษฐกิจไทย คาดว่าส่งออกไตรมาส 2 จะติดลบ 4-5% ลดลงจากไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม 2566) ที่คาดว่าจะติดลบประมาณ 10%
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการส่งออกจะพลิกฟื้นกลับมาในไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2566) และไตรมาส 4 (ตุลาคม-ธันวาคม 2566) ซึ่งการฟื้นตัวดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ภาคเอกชนในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์ไว้ที่ 3-3.5%
โดยภาคการส่งออกของไทยค่อนข้างเหนื่อย เพราะผลจากเศรษฐกิจโลกไม่ดี ตลาดชะลอตัว เวลานี้จึงเป็นโอกาสของผู้ซื้อที่ต้องการของดี ราคาถูก ทำให้ไทยต้องลดราคาเพื่อต่อสู้กับคู่แข่ง กระทบรายได้ตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกระทบเศรษฐกิจโลกที่เอกชนต้องติดตามใกล้ชิดคือ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่จีนเป็นตัวกลางจะสำเร็จหรือไม่ หรือจะมีประเด็นใดเกิดขึ้นอีก หากเจรจาไม่ได้ผลและเกิดผลกระทบด้านลบ อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นกว่านี้ จนต้องมาประเมินสถานการณ์ ผลกระทบกันใหม่
อีกประเด็นคือราคาน้ำมัน ช่วงก่อนหน้าราคาเริ่มนิ่งมาตลอด กระทั่งประเทศผู้ผลิตน้ำมันและพันธมิตร (โอเปคพลัส) ประกาศลดกำลังผลิตลง 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เริ่มเดือนพฤษภาคมนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะพุ่งเป็น 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากราคาขยับพุ่งจริงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต กระทบเงินเฟ้อ ทั้งในประเทศไทยและตลาดโลกอย่างแน่นอน
สำหรับปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ที่เห็นชัดเจนคือ ภาคการท่องเที่ยว ที่่ล่าสุดจากการเก็บตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยช่วงไตรมาสแรกของปี ล่าสุด อยู่ที่ 6.5 ล้านคน จึงคาดการณ์ว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 27-30 ล้านคน โดยท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องยนต์ที่กระจายรายได้ ช่วยเพิ่มการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยวและบริการ
โดยผลจากการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวยังทำให้กำลังซื้อในประเทศดีขึ้นตามไปด้วย ดีทุกภาค เพราะมีรายได้หมุนเวียนในระบบ ซึ่งที่ประชุม กกร.ล่าสุดก็เห็นสัญญาณการใช้จ่ายว่าดีขึ้นทั่วประเทศ อานิสงส์จากการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามการเข้าพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในโรงแรมระดับ 4 ดาว และโรงแรม 5 ดาวเป็นหลัก ซึ่งโรงแรมระดับนี้เป็นเชนต่างประเทศ อยู่ในเมืองหลัก ขณะที่โรงแรมระดับ 3 ดาว และที่พักรายย่อยของเอสเอ็มอีเข้าพักน้อย รวมทั้งพื้นที่เมืองรองก็ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปมากนัก
ดังนั้น เรื่องนี้จะเป็นโจทย์หลักของรัฐบาลชุดใหม่ เอกชนประเมินว่าหลังเลือกตั้งแล้วไทยจะได้รัฐบาลชุดใหม่ช่วงเดือนสิงหาคม รัฐบาลควรคิดหามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองโดยด่วน เพื่อให้ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และที่เกี่ยวข้องที่มีเอสเอ็มอีเป็นเจ้าของยังดำเนินกิจการต่อไปได้ ไม่สายป่านขาดไปเสียก่อน
ส่วนปัจจัยเศรษฐกิจจากบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในเวลานี้ ธุรกิจที่ได้ประโยชน์หลักๆ คือ ธุรกิจป้าย โปสเตอร์ต่างๆ ทำให้มีเม็ดเงินกระจายในระบบฐานรากค่อนข้างมาก เห็นบรรยากาศการใช้จ่ายชัดเจนในระดับประชาชนทั่วไปของประเทศ ตรงข้ามกับกลุ่มส่งออกที่ชะลอตัวซึ่งกระทบต่อรายได้แรงงาน ความต้องการวัตถุดิบในระบบให้ลดลง
ทั้งนี้ สิ่งที่เอกชนกังวลคือ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่ขาดแคลนแรงงานถึง 30% หรือคิดเป็นจำนวนหลักแสนคน เรื่องนี้เป็นปัญหาเร่งด่วนกว่าประเด็นนักท่องเที่ยวไม่ไปเมืองรอง เพราะหากขาดแรงงานธุรกิจก็ขับเคลื่อนลำบาก เรื่องนี้ภาครัฐทั้งชุดรักษาการและรัฐบาลชุดใหม่ควรให้ความสำคัญ หาทางแก้ไข ผ่านมาตรการดึงดูดแรงงานเข้าระบบ เพราะที่ผ่านมามีแรงงานภาคท่องเที่ยวและบริการจำนวนมากที่ออกจากระบบช่วงโควิด-19 และหันไปทำอาชีพอื่นจึงไม่กลับเข้าระบบ
เรื่องนี้เร่งด่วน เพราะเวลานี้หากออกไปเที่ยว พักโรงแรม เข้าร้านอาหาร จะสังเกตเห็นเลยว่าพนักงานน้อยลง ประเด็นนี้จะกระทบต่อการใช้บริการของลูกค้า กระทบต่อธุรกิจ กระทบผู้ประกอบการด้วย ซึ่งการหารือกับผู้ประกอบการได้ข้อมูลว่าพยายามปรับตัว แต่อยากให้ภาครัฐช่วยหาแรงงานให้ด่วน
สุดท้ายอยากสะท้อนปัญหาถึงรัฐบาลทั้งชุดรักษาการและรัฐบาลชุดใหม่ดูแลต้นทุนของเอกชน เวลานี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าไฟ 4.77 บาทต่อหน่วย กำลังเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และยังกระทบต่อประชาชน ยิ่งในช่วงหน้าร้อนที่ประชาชนใช้ไฟเยอะ ดังนั้น อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ทบทวน ซึ่งแนวโน้มต้นทุนล่าสุดคาดว่าค่าไฟจะถูกลงได้ 4.40 บาทต่อหน่วยด้วย
นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการรองรับทุนจีนกลุ่มค้าส่งค้าปลีกที่จะเข้ามาลงทุนไทยมากขึ้น จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เมื่อสินค้าจีนที่ผลิตจำนวนมากขายไม่ได้ ก็มีโอกาสที่สินค้าเหล่านั้นจะทะลักเข้าไทย ซึ่งต้นทุนราคาถูกกว่าสินค้าไทย ล่าสุด มีทุนจีนจะเข้าตั้งศูนย์การค้าส่งค้าปลีกย่านบางนา จึงจะทำให้สินค้าจีนตีตลาดไทย กลุ่มที่เดือดร้อนคือเอสเอ็มอี ต้องรีบช่วยเหลือโดยด่วน

สนั่น อังอุบลกุล
ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ประเมินนโยบายในการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายที่เป็นประชานิยม ทั้งแจกเงิน และเติมเงินนั้น มองว่าในหลักการสามารถทำได้ แต่ต้องดูเงื่อนไขและความจำเป็นในการแจกเงินหรือเติมเงินลงไป เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนที่มีความเดือดร้อนอย่างแท้จริงเป็นหลักก่อน เพราะงบประมาณประเทศมีจำกัด ทำให้การใช้เงินงบประมาณจะต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หอการค้าได้จัดเวทีตอบข้อซักถามระหว่างภาคธุรกิจกับพรรคการเมือง ซึ่งได้รวบรวมเป็นสมุดปกขาว เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมี โดยเป็นข้อเสนอและแนวทางการขับเคลื่อนประเทศจากทุกภาคส่วนของสังคมใน 10 ประเด็น เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการจัดทำนโยบายที่ไม่เป็นการสร้างภาระทางการคลังให้กับประเทศ เน้นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในระยะยาว ซึ่งพรรคการเมืองเองจะต้องตอบคำถามประชาชนให้ชัดเจนว่านโยบายต่างๆ จะใช้งบประมาณจากแหล่งใด กระทบต่อฐานะทางการเงินการคลังของประเทศหรือไม่ มีความคุ้มค่าและการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันอย่างไรบ้าง
ท้ายสุดคือ หอการค้ามีความกังวลเรื่องสุญญากาศทางเศรษฐกิจ ในระหว่างที่รอพรรคการเมืองฟอร์มรัฐบาลใหม่ ซึ่งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเชื่อว่ารัฐบาลที่เข้ามาจะต้องมีการทบทวนการใช้งบประมาณ ทำให้เม็ดเงินที่ควรจะลงสู่แผนงานโครงการในพื้นที่ต่างๆ ชะลอตัวออกไปอีกจนถึงต้นปี 2567 โดยส่วนนี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจ จึงอยากฝากให้รัฐบาลหน้าเร่งดำเนินการโดยเฉพาะโครงการด้านเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วตามศักยภาพที่มีอยู่มาก
หลังจากพรรคการเมืองได้เปิดตัวทีมเศรษฐกิจ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้วนั้น มองว่าตอนนี้ประชาชนได้เห็นความชัดเจนของแต่ละพรรคในการนำเสนอทีมเศรษฐกิจ และแคนดิเดตแต่ละพรรคที่เสนอตัวจะเข้ามาบริหารประเทศแล้ว สิ่งที่ภาคเอกชนเห็นและคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่น่าจะเห็นตรงกันคือ การชูนโยบาย และคน ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งการที่ทุกพรรคให้ความสำคัญเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
จากนั้นคงเป็นเรื่องของแนวทำงานตามนโยบาย และความต้องการของประชาชนว่าอยากจะกำหนดทิศทางประเทศไปในทางใด การนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคที่มีความหลากหลายถือเป็นเรื่องที่ดีในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งประชาชนจะได้มีทางเลือกและตัวเลือก สิ่งสำคัญคือการนำเสนอนโยบายแล้วทำได้จริง สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้จริง เป็นสิ่งที่ทุกพรรคต้องสร้างความชัดเจนให้กับประชาชน ส่วนภาคเอกชนโดยเฉพาะหอการค้าไทย เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ผ่านมาหอการค้าทำงานเคียงคู่กับทุกรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย และพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนทุกพรรค ตลอดจนรัฐบาลใหม่ในการเดินหน้าเศรษฐกิจต่อไป
ย้ำคำว่ารัฐบาลที่มีเสถียรภาพมีส่วนสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ ที่กำหนดขึ้นจะต้องมีความชัดเจนว่าจะนำพาเศรษฐกิจไปสู่เป้าหมายแบบใด สิ่งสำคัญคือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจะยังต้องมี Action plan ที่ชัดเจนเช่นกัน ส่วนนี้ช่วยทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน หรือแม้แต่กลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติ ให้เกิดความเชื่อมั่นและมั่นใจในนโยบายต่างๆ และเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งผมเชื่อว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ธเนศ ตันติพิริยะกิจ
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต
มองว่าตอนนี้รัฐบาลทั่วโลกคงมองภาพในแง่เดียวกันคือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว น่าเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทุกประเทศ หมายความว่าเมื่อรัฐบาลทั่วโลกมองภาพเดียวกัน ก็ต้องทำทุกอย่างให้ประเทศของตัวเองเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังคือ นโยบายของรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ ต้องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวไทย ให้สามารถสู้กับตลาดโลกได้
ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวและสินค้า เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งมองว่าประเทศไทยไม่แพ้ใครแน่นอน มีทั้งทะเล ภูเขา วัฒนธรรม ซอฟต์เพาเวอร์ เรามีทุกอย่างพร้อมหมด เราจึงคาดหวังว่ารัฐบาลจะเข้ามาสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่แล้วให้ดีมากขึ้น หากรัฐบาลมองว่าท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต เหมือนกับทุกประเทศทั่วโลก
เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา เราก็คาดหวังว่าจะได้เห็นการจัดสรรงบประมาณใส่เข้ามาในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวมากกว่า ทั้งผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (ทีเส็บ) และเรื่องมหกรรมกีฬาต่างๆ เพราะถือเป็นเทรนด์ที่เห็นมากขึ้นในปัจจุบัน บวกกับการพัฒนาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมากกว่านี้ ควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสิ่งพื้นฐานจริงๆ อย่างถนนหลัก สะพานต่างๆ
อยากเห็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เป็นการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล หรือคนทุกระดับ ไม่ใช่ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และต้องทำให้คนในจังหวัดท่องเที่ยวอยู่อาศัยอย่างมีความสุขด้วย ไม่ได้เป็นการพูดถึงความสุขที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเท่านั้น เพราะที่คนมาเที่ยวก็ต้องการความสุขกลับไปอยู่แล้ว แต่พูดถึงคนที่อยู่ในพื้นที่ก็ต้องมีความสุขด้วย โดยประเมินว่านโยบายของพรรคการเมืองที่เห็นในปัจจุบันนี้ มีความกว้างมากเกินไป และเน้นในเรื่องการนำจำนวนเข้ามามากเกินไป
ทั้งที่ความจริงแล้ว อยากให้เน้นในเรื่องการสร้างรายได้ ศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว และการอยู่อาศัยของคนไทยเองมากกว่า

อมรเทพ จาวะลา
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT
การชูนโยบายของพรรคการเมืองที่มีความเป็นประชานิยมนั้น เช่น พรรคเพื่อไทย มีนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งนโยบายลักษณะประชานิยมอาจดำเนินการขึ้นเพื่อสะท้อนแรงกดดันของเศรษฐกิจที่โตแต่ตัวเลขแต่ไม่มีการกระจายตัวที่ดีซึ่งเป็นปัญหาของเศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมา
เพราะฉะนั้นในนโยบายอาจเน้นเรื่องเม็ดเงินกระจายไปสู่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่างจังหวัดให้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ข้อเสียของการทำนโยบายไม่ว่าจะเป็นเรื่องไม่เกิดความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ไม่เกิดการจ้างงาน รวมถึงภาระหนี้ทางการคลังจะสูงขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่พรรคการเมืองต้องระวัง
หากมองในส่วนดีถ้าจะมีพรรคการเมืองใดก็ตาม ได้มานั่งทำนโยบายประชานิยมที่สานต่อจากรัฐบาลชุดก่อนในเรื่องของการแจกเงิน อยากให้พยายามทำนโยบายที่สามารถดึงรายได้นอกระบบให้มาอยู่ในระบบมากขึ้น ซึ่งข้อดีของนโยบายนี้จากที่พรรคเพื่อไทยพยายามให้คนที่ได้เงินมีส่วนร่วมในการจ่ายภาษีในอนาคตและอยู่ในระบบอย่างถูกต้องอาจทำได้ ขณะเดียวกัน อยากให้นักการเมืองคิดหาวิธีนำเศรษฐกิจสีเทาถูกนำมาเปลี่ยนเป็นสีขาวให้ได้ หรือมีมาตรการซักฟอกเศรษฐกิจไทยให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด
นอกจากนี้ นโยบายควรทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีจิตสำนึก เพราะเมื่อมีรายได้ก็ต้องมีหน้าที่จ่ายภาษี เพื่อนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาประเทศ ซึ่งมองว่าเป็นจุดสำคัญ ไม่ได้มองว่านโยบายนี้จะเป็นประชานิยมทั้งหมด หรือจะมีปัญหาทางการคลังในอนาคต แต่ควรจะช่วยกันคิดว่าจะหารายได้อย่างไร และพยายามดึงเงินที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น
สำหรับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยรวมอยากให้รัฐบาลใหม่มีทีมเศรษฐกิจที่ประสานนโยบายการคลังและนโยบายการเงินเข้ามาแก้ปัญหาให้ตรงจุด และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มที่จากการกระจายเม็ดเงินให้ตกสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย(SMEs) ให้มากที่สุด รวมถึงอยากเห็นมาตรการที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง โดยเป็นผลมาจากการเจรจาการค้าเสรีที่โปร่งใสบนเวทีนานาชาติ
ซึ่งผู้นำจะเป็นใครก็ตามจะเป็นคนที่มีประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจ เศรษฐกิจ สิ่งสำคัญควรจะเป็นนักการเมืองมือสะอาด มากกว่านั้นควรเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และประสานงานให้เศรษฐกิจขับคลื่อนได้ในระยะยาว เพราะทีมเศรษฐกิจไม่สามารถขับเคลื่อนได้เพียงทีมเดียว จึงต้องมีการเจรจาในหลายภาคส่วนทั้งกลุ่มพรรคการเมืองอื่น ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างๆ จึงอยากเห็นภาพเหล่านี้ที่ช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้
ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตช้า และแทบจะเป็นประเทศสุดท้ายในอาเซียนที่โตพ้นวิกฤตโควิด ดังนั้น เศรษฐกิจไทยไม่มีเวลาเดินและควรจะต้องวิ่งให้ทันสถานการณ์โลก โดยจะต้องตั้งรัฐบาล รวมถึงมีทีมเศรษฐกิจพร้อมแผนการดำเนินงานโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยได้ปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากเดิมที่ 3.4% เป็น 3.3% หลังจากที่เศรษฐกิจไทยปีก่อนขยายตัวต่ำเพียง 2.6% แม้ปีนี้น่าจะสามารถเร่งขึ้นมาได้จากการท่องเที่ยวแต่ก็ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจและการเงินโลกที่กระทบการส่งออก

