สรุปผลและวิเคราะห์ โพลเลือกตั้ง ‘มติชนxเดลินิวส์’ ครั้งที่ 1

20.04.23 | 12:10 น.

จากการวิเคราะห์ผลโพลเลือกตั้ง’66 ของ “มติชนxเดลิวนิวส์” โดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ผศ.ดร.พีระ เจริญวัฒนนุกูล อาจารย์เคท ครั้งพิบูลย์ นายปรีชา โพธิ รองคณบดี และ นายอัครพงษ์
ค่ำคูณ
คณบดี ในฐานะหัวหน้าทีมวิเคราะห์ผลโพล พบว่า จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ มติชนและเดลินิวส์ได้ทำการสำรวจครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน 2566 เป็นเวลา 7 วัน มีจำนวนทั้งสิ้น 84,076 คน ผ่านวิธีการ vote ออนไลน์ แบบไม่ซ้ำ IP Address ด้วยคำถามเพียง 2 ข้อ คือ เลือกพรรคการเมืองใด และเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งยังมีการถามข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ระบุชื่อ ได้แก่ ภูมิลำเนา เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ผลโพลในครั้งนี้ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 84,076 คน พบว่ามีร้อยละของความคลาดเคลื่อน (Margin of Error) อยู่ที่ประมาณ 0.34% ค่ามาตรฐานไม่เกิน 3% ซึ่งเพียงพอต่อการอธิบายความน่าเชื่อถือของผลสำรวจ

ประเด็นที่น่าสนใจจากการสำรวจนี้ พบว่าผลโหวตของทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

โดยกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมในการตอบแบบสำรวจของมติชนและเดลินิวส์มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจำนวนเท่าๆ กัน คือ 49.80% และ 50.20% ทำให้ไม่มีผลต่อความคลาดเคลื่อนในประเด็นการโน้มเอียงทางภูมิศาสตร์ และผลโพลแสดงให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯ เลือก 1.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 28.48% 2.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 20.01% 3.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 18.04% และคนต่างจังหวัด เลือก 1.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 30.33% 2.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 26.38% 3.นายเศรษฐา ทวีสิน 17.27% ส่วน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อันดับ 4 ที่ 9.49% คำถามที่น่าสนใจคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีความนิยมสูงกว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล

Advertisement

สำหรับ พรรคการเมืองที่คนกรุงเทพฯ เลือก 3 อันดับแรก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย 35.14% พรรคก้าวไกล 31.42% และ พรรครวมไทยสร้างชาติ 17.15% ตามลำดับ ดังนั้น กรุงเทพมหานครจึงเป็นสนามเลือกตั้ง 3 พรรคใหญ่ ซึ่งประเด็นความนิยมในตัวบุคคลกับพรรคการเมืองมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง แต่หากดูสัดส่วนของความนิยมส่วนใหญ่แล้ว พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล มีรวมกันเกินกว่า 60% ในเขตกรุงเทพฯ

ในส่วนของ ต่างจังหวัด พิจารณาเป็นรายภูมิภาคจะพบว่า พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 1 คือ พรรคเพื่อไทย โดยมีนิยม 5 ภาค ได้แก่ ภาคกลาง 43.29% ภาคเหนือ 49.83% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 43.91% ภาคตะวันออก 43.40% ภาคตะวันตก 41.32% ตามมาด้วย พรรค
ก้าวไกล
ซึ่งได้อันดับที่ 2 ในทุกภูมิภาคยกเว้นภาคใต้ที่มีความนิยมในอันดับ 1 ที่ 36.41% ในขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ตามมาเป็นอันดับที่ 3 ของทุกภูมิภาค ยกเว้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย ได้อันดับ 3 ที่ 14.60% ทั้งนี้ มีข้อสังเกตของกลุ่มตัวอย่างต่อความนิยมในพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้มีเพียง 6.01% ซึ่งน้อยกว่าพรรครวมไทยสร้างชาติที่ได้ 13.40% หรือห่างกันมากกว่าเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในพรรคประชาธิปัตย์ที่ลดน้อยลงจากที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงในพื้นที่ภาคใต้

จากผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะได้รับความนิยมแบบแลนด์สไลด์ดูจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไม่มีภูมิภาคใดเลยที่ได้มากกว่า 50% ผลโพลยังแสดงให้เห็นว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ ตามมาด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้ง นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 3 ในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ ที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นอันดับที่ 3 (15.34%) เบียดแซงเอาชนะ นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 4 (10.18%) ในภาคใต้

หาก จำแนกตามเพศแล้ว เป็นเพศชาย มีส่วนร่วมในโพลมากถึง 67.15% โดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้รับความนิยมจากทุกเพศในอันดับที่ 1 และ 2 และ นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับความนิยมอันดับที่ 3 จากเพศชาย ในขณะที่เพศหญิงและผู้ไม่ระบุเพศ เทความนิยมในอันดับที่ 3 ให้กับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในส่วนของพรรคการเมืองนั้น เพศชายเลือกพรรคเพื่อไทยอันดับ 1 และก้าวไกลอันดับ 2 แต่เพศหญิงและผู้ไม่ระบุเพศเลือกพรรคก้าวไกลอันดับ 1 และทุกเพศให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นอันดับที่ 3

หากพิจารณาจาก ช่วงอายุของกลุ่มตัวอย่าง จะพบว่า Generation X (อายุ 42-57 ปี) เป็นผู้มีส่วนร่วมมากที่สุด คือ 34.82% โดยมีความนิยม พรรคเพื่อไทย และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นอันดับที่ 1

เช่นเดียวกับกลุ่ม Baby Boomer (อายุ 58-76 ปี) ที่เลือกพรรคเพื่อไทยอันดับ 1 แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นอันดับที่ 3 ด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มวัย 77 ปี ขึ้นไป ให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอันดับ 1 แต่ก็ยังมีความนิยมพรรคเพื่อไทยด้วย ส่วนพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยยังคงได้รับความนิยมจากกลุ่ม Gen Y (อายุ 26-41 ปี) และ New Voter ในกลุ่ม Gen Z (อายุ 18-25 ปี) ที่เลือก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ

เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม คือ 49.51% เป็นผู้มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ที่ให้ความนิยม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล เป็นอันดับ 1 และเลือก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย เป็นอันดับ 2 นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่า ผู้ที่มีการศึกษาในระดับปริญญาเอกได้ให้ความนิยม นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นอันดับ 1 และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอันดับที่ 2 ส่วนอันดับ 3 เป็นของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

ในตัวแปรด้าน สาขาอาชีพของกลุ่มตัวอย่าง นั้นพบว่า กลุ่มข้าราชการเข้ามาร่วมตอบแบบสอบถามมากที่สุดจำนวนถึง 24.27% หรือเกือบ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด โดยข้าราชการโหวตให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นอันดับ 1 ที่ 24.78% ตามมาด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อันดับ 2 ที่ 20.74% และอันดับ 3 คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ 17.87% สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มข้าราชการที่ทำงานภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นเวลามากกว่า 8 ปี ต้องการเปลี่ยนแปลงผู้นำโดยเฉพาะผู้นำรุ่นใหม่

เมื่อพิจารณาระดับรายได้ของกลุ่มตัวอย่างพบว่า โดยทุกกลุ่มรายได้เลือก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ น.ส.
แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน มากที่สุดเป็น 3 ลำดับแรก โดยพรรคเพื่อไทยได้อันดับ 1 และพรรคก้าวไกลได้อันดับ 2 แสดงให้เห็นถึงความนิยมของทั้งสองพรรค ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากความชื่นชอบต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจและต้องการความเปลี่ยนแปลงในเรื่องความมั่นคงทางรายได้