เปิด4ปัจจัยเสี่ยง ท้าทาย-ฉุด ศก.ไทยปี’66

22.08.23 | 12:11 น.
เปิด4ปัจจัยเสี่ยง ท้าทาย-ฉุด ศก.ไทยปี’66 หมายเหตุ - นายดนุชา พิชยนันท์

หมายเหตุ – นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาสที่ 2/2566 และภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2566 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม

ดนุชา พิชยนันท์

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2/2566 ขยายตัว 1.8% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.6% ในไตรมาส 1/2566 โดยขยายตัวในรายไตรมาสต่อไตรมาสอยู่ที่ 0.2% และเมื่อปรับฤดูกลาง รวมครึ่งแรกของปี 2566 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.2%

โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2/2566 ขยายตัวได้แค่ 1.8% มาจากภาคการส่งออกลดลง 5.7% เป็นการหดตัว 3 ไตรมาสติดต่อกัน นับตั้งแต่ไตรมาส 4/2565 ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรม ติดลบ 3.3% รวมถึงการอุปโภคบริโภคของภาครัฐ ติดลบ 4.3% จากติดลบ 6.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเรื่องเงินโอนที่เป็นลักษณะสวัสดิการที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของวิกฤตโควิด-19 ของปีก่อนที่ยังมีการใช้จ่ายในส่วนนี้อยู่ แต่ปีนี้ไม่มีแล้ว ทำให้การอุปโภคบริโภคของภาครัฐลดลง หากมาดูในส่วนที่เป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำของภาครัฐ ในช่วงที่ผ่านมาเบิกจ่ายได้ 24.7% ขยายตัวได้ที่ 24.7% มากกว่าไตรมาส 1/2566

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยที่ยังขับเคลื่อนได้มาจากการบริโภคภาคเอกชนที่มีการขยายตัวถึง 7.8% จากไตรมาสก่อนหน้าขยายตัวที่ 5.8% โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจปรับตัวสูงสุดอยู่ที่ 50.3% ซึ่งสูงสุดในรอบ 14 ไตรมาส ขณะเดียวกัน เรื่องการลงทุนรวมในภาคเอกชน ขยายตัวได้ 1.1% เป็นการชะลอลงจาก 2.6% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ในส่วนของภาครัฐบาลหดตัว 1.1% ทำให้การลงทุนรวมในช่วงครึ่งปีแรกปี 2566 ขยายตัวที่ 1.8% โดยที่เป็นการลงทุนรวมภาคเอกชนอยู่ที่ 1.8% และภาครัฐบาล 1.9%

ขณะเดียวกัน ปริมาณการส่งออกบริการ หรือภาคการท่องเที่ยว ขยายตัวได้ 54.6% เป็นการขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่พักแรม และบริการด้านอาหารที่ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องเช่นกัน สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2566 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยอยู่ที่ 12.95 ล้านคน และมาตรการไทยเที่ยวไทย สนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศอยู่ที่ 60.22 ล้านคนครั้ง ทำรายได้การท่องเที่ยวในประเทศ โดยนักท่องเที่ยวไทยอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ระดับ 66.93% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 70%

Advertisement

ขณะที่ด้านการก่อสร้าง ขยายตัวได้ 0.4% ชะลอลงจากไตรมาสที่แล้ว และภาคการเกษตร ชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดจากไตรมาส 2/2566 ขยายตัวที่ 0.5% มาจากผลผลิตทางการเกษตรที่ปรับตัวลดลง และเรื่องของราคาสินค้าทางการเกษตรเริ่มปรับตัวลดลง

นอกจากนี้ เสถียรภาพเศรษฐกิจไทย โดยอัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.06% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 1.05% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1.1% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.5% สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขณะนี้ขาดดุลอยู่ที่ 1.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศอยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท และหนี้สาธารณะอยู่ที่ 61.1% ซึ่งถือว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ จากเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยง แม้เศรษฐกิจจะคลี่คลายมากขึ้น โดยได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เติบโต 2.8% เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเศรษฐกิจสหรัฐ เติบโต 1.2% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.9% เศรษฐกิจยุโรป เติบโต 0.8% จากเดิมคาดการณ์อยู่ที่ 0.5% และเศรษฐกิจจีน เติบโต 4.9% ยังคงการขยายตัวเท่าเดิม

จากการคาดการณ์ดังกล่าว สภาพัฒน์ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของไทยปี 2566 จากเดิมเติบโตระหว่าง 2.7-3.7% เหลือแค่ 2.5-3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากในเรื่องการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่จะขยายตัวได้ 5% จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 3.7% การบริโภคภาครัฐบาลติดลบที่ 3.1% จากติดลบที่ 2.6% การลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ 1.5% จากเดิม 1.9% การลงทุนภาครัฐอยู่ที่ 2.0% จากเดิม 2.7% ขณะที่มูลค่าการส่งออกติดลบที่ 1.8% จากเดิมติดลบที่ 1.6% ตามปริมาณการค้าโลกที่ลดลงต่อเนื่อง ด้านเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.7-2.2% และดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะเกินดุลได้ 1.2%

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยว 28 ล้านราย ซึ่งยังมีลุ้นช่วงไตรมาส 4/2566 ที่เป็นช่วงพีคซีซั่น โดยคาดว่าจะมีรายรับอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 1.27 ล้านล้านบาท สืบเนื่องจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อหัวต่อทริปของนักท่องเที่ยวยังไม่สูงมาก หรือแค่ระดับ 37,000 บาท

เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีการใช้จ่ายสูง เช่น ประเทศอินเดียและมาเลเซีย เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากยุโรปและจีนที่มีการใช้จ่ายสูงกว่า ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจีนยังเข้าไทยไม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะต้องมีการเร่งดำเนินการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายการลงทุนและการส่งออกจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยต้องปรับลดประมาณการลงเหลือ 2.5-3% เป็นการประเมินจากเครื่องชี้เศรษฐกิจหลัก โดยจะส่งผลในการจัดทำงบประมาณที่เป็นการลงทุนของภาครัฐที่จะเข้าสู่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2566

สำหรับปี 2566 มีความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาอยู่ 3-4 ข้อหลักๆ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนไม่ให้เป็นผลกระทบรุนแรงในช่วงถัดไป อาทิ 1.เงื่อนไขทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ ในส่วนการเปลี่ยนแปลงทางขั้วการเมือง ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนจะลดลง หากย้อนกลับไปสถิติการเมืองในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจทำให้มีการเบิกจ่ายการลงทุนจากรัฐบาลปรับตัวลดลงในช่วงแรก ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นการบริโภคและภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบและปรับลดลง เมื่อหากมีการเปลี่ยนแปลงส่งผลให้มีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศ

2.การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงถัดไป แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจหลักปรับตัวดีขึ้น แต่ช่วงถัดไปยังมีปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางจนส่งผลให้เกิดภาวะตลาดการเงินตึงตัว และต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นรวมถึงมีปัญหาเกี่ยวกับของสถาบันการเงิน อัตราเงินเฟ้อของประเทศเศรษฐกิจระดับสูง เศรษฐกิจจีนที่มีปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ และอัตราการว่างงานอยู่ระดับสูง จะเป็นปัญหาให้การส่งออกของไทย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ

3.สำหรับปัญหาภายในประเทศ โดยหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูงอยู่ที่ 90.6% หรือ 15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของภาระดอกเบี้ย รวมถึงการสิ้นสุดมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีจะเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการรายย่อย(เอสเอ็มอี) และหนี้ครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เร็วที่สุด และป้องกันไม่ให้กระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชน

และ 4.ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะเอลนิโญ ทำให้ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติและอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติต่อผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ 0.4% ดังนั้น จึงต้องเร่งจัดทำมาตรการในการเร่งแก้ปัญหาเพื่อเตรียมความพร้อม โดยการกักเก็บน้ำให้เพียงพอต่อการใช้น้ำในการผลิตต่อภาคเกษตร และการผลิตในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการบริโภคในภาคประชาชนด้วย

สำหรับประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2566 ควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ เพื่อแก้ปัญหา และเฝ้าระวังความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น อาทิ 1.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ รวมทั้งการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการติดตามป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก

2.การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ โดยการเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปีและงบลงทุนรัฐวิสาหกิจในช่วงที่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ยังมีความล่าช้า, การเร่งรัดกระบวนการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 และเตรียมความพร้อมของโครงการให้สามารถเบิกจ่ายได้โดยเร็ว รวมถึงการกำหนดเป้าหมายและติดตามผลการเบิกจ่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ถ้าได้มีการจัดสรรแล้วจะได้เบิกจ่ายได้ทันที

เนื่องจากการคาดการณ์สถานการณ์การเมืองเบื้องต้น งบประมาณปี 2567 จะออกมาได้ประมาณเดือนเมษายน 2567 อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เหลือของปีหากดูงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในส่วนการใช้ปีปฏิทินและบริษัทมหาชนจำกัด ยังคงมีวงเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงจากนี้ไปจนถึงไตรมาส 4/2566 อยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท และไตรมาส 1/2567 รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ไม่ต้องนำงบลงทุนส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ จะมีวงเงินที่สามารถเบิกจ่ายได้อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน สัปดาห์ที่ผ่านมา สภาพัฒน์ได้นำเรื่องงบลงทุนประจำปี 2567 ของรัฐวิสาหกิจเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสภาพัฒน์แล้ว ก็ได้รับความเห็นชอบ และมีการเตรียมงบลงทุนที่เป็นงบผูกพันที่มีสัญญาเดิมของรัฐวิสาหกิจที่ใช้ปีงบประมาณ โดยคาดว่ากระบวนการพิจารณาจะล่าช้าออกไป อาจนำเสนอในส่วนการลงทุนในงบผูกพันที่ใช้ปีงบประมาณ 2567 ให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยปีงบประมาณ 2567 มีวงเงินผูกพันที่ 1 แสนล้านบาท

3.การสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวเนื่อง โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและการสร้างการรับรู้ต่อมาตรการ Long-term Resident VISA (LTR) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพโดยเฉพาะกลุ่มพำนักระยะยาว, การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองที่มีศักยภาพ และการส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

4.การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร โดยการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เพียงพอต่อการผลิต การเพิ่มส่วนแบ่งให้เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต ขั้นสุดท้ายมากขึ้น, การดำเนินมาตรการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่เกษตรกรผ่านการส่งเสริมระบบประกันภัย พืชผลจากความเสี่ยงของสภาพอากาศ และการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตรที่ยังอยู่ในระดับสูง

5.การขับเคลื่อนภาคการส่งออกสินค้าเพื่อไม่ให้เป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยการอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก การเร่งรัดการส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่ยังมีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเกณฑ์ดี และสร้างตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง, การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการกีดกันทางการค้า, การใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่,

การป้องกันและแก้ไขปัญหากีดกันทางการค้าโดยเฉพาะมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีของประเทศ คู่ค้าสำคัญ, การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก

และ 6.การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยการเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2563-2565 ให้เกิดการลงทุนจริง, การแก้ไขปัญหาที่นักลงทุนและผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อ 6 การลงทุนและการประกอบธุรกิจ รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย

การดำเนินมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงรุกเพื่อดึงดูดนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมาย, การส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และการขับเคลื่อนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละภูมิภาค และการขับเคลื่อนการลงทุนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้