วงเสวนาหอการค้า ห่วง‘หนี้-ส่งออก’ฉุด ศก.

6.09.23 | 12:11 น.

หมายเหตุ – สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สมาคมการค้าและหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย จัดงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยประจำปี 2023 ภายใต้ธีม Connect Competitive Sustainable เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งเพื่อสะท้อนไปยังรัฐบาลใหม่ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 5 กันยายน

ธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์
ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

หัวข้อที่จะมาเล่าให้ฟังคือแนวนโยบายภูมิทัศน์ใหม่ของภาคการเงินไทย เพื่อเศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน (financial landscape) โดยงานของ ธปท.เป็นการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในคติหลักการดำเนินงานของ ธปท. และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งมีการพัฒนารวมอยู่ด้วยเป็นเรื่องสำคัญ ฉายภาพใหญ่แนวนโยบายภูมิทัศน์ใหม่ของภาคการเงินไทย แบ่งเป็น 3 เรื่องหลัก 1.Digital คือการสร้างเทคโนโลยีและข้อมูล โดยหากมองจากสถาบันการเงินเป็นหลักจะบอกคล้ายๆ กันว่า ธปท.อยากเห็นสถาบันการเงินเกาะเทรนด์ดิจิทัล ก็คือ Open Competition หรือมีผู้เล่นใหม่ๆที่นำเทคโนโลยีเข้ามาบริการประชาชน ขณะที่ Open Infrastructure หรือการมีโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดกว้าง เพื่อนำไปสู่ต้นทุนที่ถูกในการให้บริการประชาชน และมี Open Data เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นเรื่องที่นำประโยชน์ค่อนข้างมาก 2.ด้าน Sustainable หรือการสนับสนุนเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านได้อย่างยั่งยืน จะมี 2 เรื่องหลักที่ ธปท.ให้ความสนใจ คือเรื่องสิ่งแวดล้อมและหนี้ครัวเรือน และ 3.ด้าน Resilient หรือการกำกับดูแลอย่างยืดหยุ่นเท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่

ความท้าทายด้าน Sustainability ธปท.ทำสิ่งเหล่านี้คนเดียวไม่ได้ และต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญที่ไทยต้องก้าวข้าม เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน 4 เรื่อง อาทิ 1.ปัญหาหนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงปัญหาทางการเงินอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ 3.การรับมือกับภาวะโลกร้อน และ 4.การเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล จากปัญหาที่กล่าวมาเป็นเรื่องที่ ธปท. แนวนโยบายภูมิทัศน์ใหม่ของภาคการเงินไทยเข้ามาแก้ปัญหาและตอบสนองเป็นสำคัญ

Advertisement

โดยปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย เริ่มจาก 76% ต่อจีดีพีในปี 2555 ซึ่งภายใน 10 ปี เพิ่มขึ้น 20% เป็นการเติบโตเร็วมาก โดยไตรมาส 1 ในปี 2566 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 90.8% ซึ่งช่วงต้นปี 2555 ประเทศไทยเจอวิกฤตน้ำท่วม ประชาชนกู้เงินมาซ่อมบ้าน ประกอบกับในช่วงนั้นมีนโยบายรถคันแรก ทำให้ประชาชนกู้เงินมาซื้อรถมากขึ้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้มีข้อดีและข้อระวัง แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดี ประชาชนใช้หนี้มากขึ้น หนี้ครัวเรือนลดลง

แต่เมื่อเจอวิกฤตโควิดทำให้ประชาชนขาดรายได้ ทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น จากการกู้หนี้มาเติมในกระเป๋าโดยที่ยังมีหนี้เดิมอยู่ แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ประชาชนมีเงินก็เริ่มจ่ายคืนหนี้มากขึ้น และมีการกู้ยืมเงินลดลง รวมถึงหนี้ครัวเรือนลดลงตาม อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือนยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะหากเทียบกับมาตรฐานสากลตั้งหนี้ครัวเรือนที่ 80% แต่หนี้ครัวเรือนอยู่สูงกว่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลากว่าจะดึงหนี้ครัวเรือนกลับมาที่ 80% ซึ่งเรื่องหนี้ครัวเรือนระดับสูงเป็นเรื่องหนึ่ง แต่องค์ประกอบหนี้ครัวเรือนสำคัญ ซึ่งหนี้ครัวเรือนมีทั้งหนี้บ้าน จะเป็นหนี้เพื่อความมั่นคง แต่ถ้าเป็นหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคที่มากเกินไปจะส่งผลต่อการเติบโตในอนาคต ซึ่งของประเทศไทยจะเป็นหนี้บ้านที่ 34% และมีหนี้เพื่ออุปโภคบริโภค 66% ซึ่งในภาพรวมเป็นระดับสูง

ช่วงที่ผ่านมา ธปท.ผลักดันมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ อาทิ 1.การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (responsible lending) ที่รวมถึงการดูแลหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt) โดยผู้ให้บริการต้องให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมแก่ลูกหนี้ตลอดวงจรหนี้ และเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งเสริมการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนยั่งยืน 2.การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกหนี้ (risk-based pricing: RBP) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเครดิตลูกหนี้ให้ดีขึ้น 3.การกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (debt service ratio: DSR) ให้สถาบันการเงินพิจารณาการให้สินเชื่อโดยใช้ความเสี่ยงของลูกหนี้มาพิจารณา และ 4.Financial Literacy ทำหลักสูตรให้ความรู้ จัดกิจกรรม เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมทักษะทางการเงินให้ลูกหนี้มีวินัยทางการเงินมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธปท.ทำคนเดียวไม่ได้ ซึ่งต้องให้หลายภาคส่วนทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนสัมฤทธิผลได้ดีมากขึ้น เนื่องจากเรื่องวินัยทางการเงิน โดย ธปท.มีการให้ความรู้เฉพาะทางการเงิน แต่ยังมีไม่เพียงพอ เนื่องจากวินัยทางการเงินจะต้องเข้ามาตั้งแต่ในช่วงสถานศึกษา หรือในโรงเรียน ถ้าสามารถทำได้จะช่วยให้พฤติกรรมการใช้เงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญคือดูแลเรื่องรายได้ และการพัฒนาทักษะแรงงานที่สำคัญ รวมถึงการยกระดับโครงสร้างธุรกิจต่างๆ เป็นเรื่องที่ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้

ขณะเดียวกัน เรื่องการเข้าถึงบริการทางการเงิน ซึ่งคนบางกลุ่มยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ ทำให้เกิดหนี้นอกระบบและมีการคิดดอกเบี้ยสูง จากการศึกษาข้อมูลพบปัญหาหนี้นอกระบบจากสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบคนที่มีหนี้นอกระบบจะมีประมาณคนละ 54,300 บาท ดูเป็นจำนวนน้อยแต่คนที่เป็นหนี้เป็นคนกลุ่มรายได้ต่ำ ทำให้จำนวนเงินดังกล่าวอยู่ระดับสูง และไปเจออัตราดอกเบี้ย 100-300% ดังนั้น โอกาสจะฟื้นจากวังวนหนี้น้อยมากๆ ซึ่งจากตัวอย่างหนี้ 54,300 บาท ต้องจ่ายดอกเบี้ย 15,000 บาท รวมแล้ว 200,000 บาท เป็นจำนวนที่สูงมากจึงทำให้หมดหนี้ได้ยาก

ซึ่งสิ่งที่ ธปท.ทำได้ โดยที่ผ่านมา ธปท.เพิ่มผู้เล่นในระบบการเงิน (open competition) ให้หน่วยงานที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือนอนแบงก์ เข้ามาสนับสนุนกลุ่มบุคคลที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงิน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามกำหนด สามารถประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล เช่น P-loan/Nano Finance สินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบธุรกิจ ซึ่งสิ่งที่เห็นคือมีกลุ่มบุคคลที่เข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นด้วยคุณสมบัติการขอสินเชื่อในจำนวนที่ไม่สูงมากนัก ทำให้รายย่อยเข้าถึงบริการมากขึ้น โดยหลายมาตรการ และการดำเนินการต่างๆ ของ ธปท. พยายามผลักดันมาตรการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และต้องอาศัยหลายฝ่ายทำงานร่วมกัน เพื่อให้หนี้ครัวเรือนของประชาชนลดลง และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ดนุชา พิชยนันท์
เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะไตรมาส 2/2566 ประกาศออกมา บวกอยู่ประมาณ 1.8% เท่านั้น ถือว่าน่าผิดหวังกว่าที่คาดไว้ว่าจะบวกได้มากกว่านี้ โดยสาเหตุเป็นเพราะการส่งออกสินค้าที่ติดลบมา 3 ไตรมาสติดต่อกันตั้งแต่ไตรมาส 4/2565 รวมถึงหากประเมินตัวเลขที่กระทรวงพาณิชย์รายงานออกมาในรายเดือน ก็ยังเห็นการหดตัวต่อเนื่อง ซึ่งมูลค่าการค้าการส่งออกเฉลี่ยอยู่ประมาณ 22,000 ล้านบาท จึงมาพันกับการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ที่พอส่งออกหดตัวลงจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภาคอุตสาหกรรมไทยที่ผูกพันกับการส่งออกเป็นส่วนใหญ่ จึงหดตัวลงด้วย อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ประมาณ 60% เท่านั้น ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่อย่างนั้นจะส่งผลกระทบกับการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมด้วย การเติบโตที่ 1.8% เป็นเรื่องของการอุปโภคของรัฐบาลที่ติดลบ 4.3% เทียบกับปี 2565 ที่มีการโอนเงินจ่ายเพื่อสวัสดิการในการรักษาพยาบาลที่มีค่อนข้างมากจากการรักษาโควิด-19 แต่ปีนี้ไม่มีแล้ว ทำให้ตัวเลขติดลบไป โดยหากประเมินตัวเลขเศรษฐกิจในเครื่องชี้วัดตัวอื่นพบว่า ภาคการบริโภคของเอกชนมีความแข็งแรงมาก โตประมาณ 7.8% รวมถึงการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมาเข้ามา สามารถขยายตัวได้ สนับสนุนเรื่องการพักแรมในภาคบริการ

เศรษฐกิจโลกในช่วงข้างหน้ายังมีความเสี่ยงอยู่จากสถานการณ์ที่แต่ละประเทศยังมีอัตราเงินเฟ้ออยู่สูง และอัตราดอกเบี้ยทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้แม้สหรัฐ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรยังคงดีอยู่ และน่าจะไม่ได้มีปัญหาอะไร จึงเห็นเศรษฐกิจสหรัฐไตรมาส 2/3566 ที่เติบโตขึ้นประมาณ 2% กว่า ส่วนเศรษฐกิจจีนโตประมาณ 4% แต่อาจไม่ได้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่าน่าจะเติบโตได้มากกว่านี้ ขณะเดียวกันจีนก็มีปัญหาภายในด้วย ทำให้ระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกอยู่ โดยเฉพาะเมื่อประเมินจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในภาคการผลิตอยู่ต่ำกว่า 50% ทำให้คำสั่งซื้อเพื่อการผลิตและส่งออกของไทยลดลง แม้ไทยจะไม่ได้เป็นประเทศที่การส่งออกติดลบเพียงประเทศเดียวเท่านั้น เพราะประเทศอื่นก็เห็นการส่งออกติดลบเช่นกัน อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย แม้มีปัจจัยเฉพาะอย่างการมีน้ำมัน ทำให้ค่อนข้างดีกว่าเราบ้างเล็กน้อย ส่วนประเทศไทยต้องยอมรับว่าสินค้าของไทยเป็นการรับจ้างผลิต ที่ยังไม่ได้ปรับโครงสร้างใหม่ ทำให้ระดับความสามารถในการแข่งขันอาจลดลงบ้างเล็กน้อย ซึ่งส่วนนี้เป็นจุดสำคัญที่จะต้องปรับโครงสร้างภาคการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ด้านการเชื่อมโยงระบบขนส่งคมนาคมและโลจิสติกส์ ของประเทศในภูมิภาคทางถนนตามแนวระเบียงเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้การค้าขายตามแนวชายแดนหรือการส่งสินค้าไปต่างประเทศ สามารถขยายตัวได้มาก ถือเป็นส่วนสำคัญของไทยสำหรับการส่งออกที่หากเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เราก็มีตลาดในประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถรองรับได้ แต่ก็อยู่ที่ตัวสินค้าของไทยด้วย โดยตลาดหลักของส่งออกไทยจริงๆ อยู่ที่จีน ทำให้เส้นทางการขนส่งสินค้าจากไทยไปจีนจะมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งหากประเมินภาพในอนาคตการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจีนเข้ามาในไทยผ่านธุรกิจต่างๆ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในช่วงอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราจะเห็นการขนส่งผ่านทางรางระหว่างไทยและจีนได้สะดวกมากขึ้น และมีจำนวนมากขึ้นกว่านี้ รวมถึงหากมีการขยายท่าเรือแหลมฉบังและบริการจัดการได้ดี ทำควบคู่กับการบริหารเส้นทางรถไฟ จะทำให้สินค้าที่ต้องส่งไปจีน สามารถถ่ายโอนจากทางเรือไปทางราง เพื่อขนส่งได้รวดเร็วมากขึ้นอีกจึงถือว่ามีความสำคัญมาก

ปัญหาที่ยังมีอยู่เป็นเรื่องคอขวดหรือขีดความสามารถในการรองรับของแต่ด่านผ่านทางระหว่างพรมแดน ทำให้ต้องมีการจัดระเบียบให้ดีทั้งรถขนส่งนักท่องเที่ยว และรถขนส่งสินค้า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังมีช่องว่างระหว่างกันอาทิ โครงข่ายรถไฟ ทั้งยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีปัญหาบ้างเหมือนกันด้วย อาทิ สปป.ลาว ที่ไม่มีเส้นทางติดทะเล เป็นเพียงทางผ่านในการขนส่งสินค้าไปจีนเท่านั้น จึงต้องการสิทธิประโยชน์เพิ่มให้ ทำให้มีนโยบายออกมาในรูปแบบต้องใช้รถเขา ทำให้เกิดความขัดข้องในการขนส่งทางถนนอยู่บ้าง รวมถึงสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ปริมาณการค้าและการส่งออกสินค้าชะงักไป อาทิ ลาว ที่มีปัญหาเศรษฐกิจภายในเรื่องเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ทำให้การค้าระหว่างเพื่อนบ้านต้องระมัดระวัง เพราะเพื่อนบ้านพยายามใช้เงินบาทไทยในการซื้อขายสินค้า เนื่องจากเป็นค่าเงินที่มีความแข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค ทำให้อนาคตเงินบาทไทยจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงถัดจากนี้

ด้านเศรษฐกิจโลกที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย ข้อดีคือ เราอยู่ในซัพพลายเชนที่สามารถสร้างการค้าและการส่งออกผ่านการผลิตได้ แต่ในช่วงจากนี้ไปเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของทิศทางในเรื่องพวกนี้มากพอสมควร และที่จริงก็เกิดขึ้นมาสักพักแล้ว ทำให้เราต้องพยายามปรับตัวด้วย โดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องใน 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.G7 รวม 7 ประเทศ จำนวน 776.73 ล้านคน 2.BRICS รวม 5 ประเทศ จำนวน 3.21 พันล้านคน 3.CPTPP รวม 11 ประเทศ จำนวน 518 ล้านคน และ 4.RCEP รวม 15 ประเทศ จำนวน 2.3 พันล้านคน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีสัดส่วนประมาณ 27-30% ของจีดีพีโลก มีความสำคัญในแง่ของตลาดและการค้าขายในอนาคต โดยถามว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนและมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศในกลุ่มเหล่านี้อย่างไร เพราะหากประเมินในตอนนี้ เราเข้าถึงเพียงอาร์เซ็ปกลุ่มเดียวเท่านั้น

เศรษฐกิจไทยประเมินเฉพาะจีดีพีอยู่อันดับ 27 ของโลกในจำนวน 193 ประเทศ โดยการค้าระหว่างประเทศ ตลาดส่งออกหลักของไทยเลี่ยงไม่ได้ มี 3 ตลาดหลัก ได้แก่ จีน สหรัฐ และกลุ่มอียู ซึ่งอยากโฟกัสไปที่จีนและสหรัฐ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เกิดมาตรการกีดกันทางการค้าใดขึ้น การส่งออกของไทยก็ยังไปได้ดี อาทิ การส่งออกไปสหรัฐ ได้ดุลการค้าอยู่พอสมควร ขณะที่จีนอาจเป็นการนำเข้ามากกว่าส่งออกบ้าง แต่ก็ยังเป็น 2 ตลาดหลักที่ประเทศไทยต้องยึดไว้อยู่ รวมถึงอียูที่เริ่มมีการเจรจาการค้ากันมากขึ้น เพียงแต่เศรษฐกิจในอียูอาจไม่ได้ดีมากนัก

โดยสิ่งที่อยากบอกจริงๆ คือ สถานการณ์เริ่มแปลงไปสู่การฟื้นฟูกลับมาใหม่อีกครั้งแต่เป็นการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ทำให้ช่วงถัดไปทั้งในเชิงการต่างประเทศและการค้าการลงทุน ไทยจะต้องวางตำแหน่งตัวเองให้ดี อยู่ในจุดที่มีความสมดุล เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบจากการสู้กันของมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดเพิ่มขึ้นในช่วงถัดไป