เปิดมาตรการเยียวยา ช่วยแรงงานกลับจากอิสราเอล

31.10.23 | 12:11 น.

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบในอิสราเอล วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา มีแรงงานไทยจำนวนนับหมื่นคนได้รับผล กระทบ ทั้งบาดเจ็บ เสียชีวิต ถูกจับเป็นตัวประกัน บางส่วนต้องอพยพย้ายหนีออกจากพื้นที่การสู้รบไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัย หรือแม้แต่ที่อพยพกลับบ้านเกิดมาแล้วถึง 7,415 คนนั้น

ในส่วนกระทรวงแรงงานที่ดูแลแรงงานโดยตรง ได้เริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบและอพยพกลับมาไทยแล้วอย่างต่อเนื่อง มีแนวทางช่วยเหลือให้ได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนี้

1.“เยียวยา” ให้กับแรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และอยู่ในความคุ้มครองเมื่อกลับมาถึงไทย กระทรวงแรงงานจ่ายรายละ 15,000 บาท ทันที ตามสิทธิประโยชน์เงินสงเคราะห์ กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาจ้างจากเหตุสงคราม

หรือกรณีที่มีการรับรองจากแพทย์ว่าทุพพลภาพ จะสงเคราะห์ จำนวน 30,000 บาท หรือกรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ จะสงเคราะห์ จำนวน 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการศพในต่างประเทศเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท

นอกจากนี้ อิสราเอลยังมีสวัสดิการตามกฎหมาย (ประกันการทำงาน + นายจ้างจ่าย) กรณีบาดเจ็บ/พิการตามการรับรองของแพทย์ แบ่งเป็น บาดเจ็บ 10-19% ได้รับเงินก้อนเดียว ประมาณ 1,440,000 บาท บาดเจ็บเกิน 20% ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าจะเสียชีวิต โดยประเมินจากความสูญเสีย กรณีเสียชีวิต ภรรยาและบุตร ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่ และบุตรอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ (ภรรยาได้รับเงิน ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน/บุตรได้รับเงินประมาณ 8,000-16,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน)

Advertisement

2.“หางานใหม่ทั้งในและต่างประเทศ” โดยกระทรวงแรงงานเจรจาประสานให้กับแรงงานไทยที่ยังไม่หมดสัญญาและประสงค์จะกลับไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล เพื่อให้สามารถกลับไปทำงานได้เมื่อเหตุการณ์สงบ

ทั้งนี้ นายกิตติ์ธนา ศรีสุริยะ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ได้รายงานผลการหารือกับ นายอิยัล ชิโซ (Mr.Gyal Siso) อธิบดีสำนักงานประชากรและคนเข้าเมืองอิสราเอล หรือ Population and Immigration Authority (PIBA) และ Ms.Inbal Masshash ผู้อำนวยการกองบริหารแรงงานต่างชาติ สรุป ดังนี้

กลุ่มแรก คือ กลุ่มแรงงานไทยที่ทำงานครบ 5 ปี3 เดือน และเดินทางกลับไทยเนื่องจากสภาวะสงคราม รวมถึงกลุ่มที่กลับไทยไปก่อนหน้าที่จะเกิดสภาวะสงคราม 3-4 ปี สามารถกลับเข้าไปทำงานในประเทศอิสราเอลได้ ภายใต้เงื่อนไข ซึ่ง PIBA จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงแรงงานของไทยอีกครั้ง

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มแรงงานไทยที่อยู่ในประเทศอิสราเอลโดยไม่มีวีซ่า และยังไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน จะทำการต่อวีซ่าให้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2567 รวมถึงกลุ่มที่กำลังจะครบสัญญา 5 ปี 3 เดือน แต่ไม่เกินเดือนเมษายน 2567 และยังอยู่ในประเทศอิสราเอล PIBA จะดำเนินการต่อวีซ่าให้อีก 1 ปี ทั้งนี้ PIBA อยู่ระหว่างการเตรียมออกประกาศแจ้งข้อมูลรายละเอียดและข้อกำหนดต่างๆ ให้ทราบต่อไป และกระทรวงแรงงานจะแจ้งให้แรงงานไทยรับทราบถึงรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานจะสอบถามความสมัครใจของแรงงาน หากไม่ประสงค์กลับไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล สามารถแจ้งความประสงค์ไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อเดินทางไปทำงานยังประเทศอื่นๆ ในส่วนผู้ที่มีความประสงค์จะทำงานในประเทศไทย กระทรวงแรงงานพร้อมหางานใหม่ให้ โดยสามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่กรมการจัดหางาน (กกจ.) โดยมีทั้งการเตรียมตำแหน่งงานในต่างประเทศ ที่มีรายได้และลักษณะงานใกล้เคียงกับงานในประเทศอิสราเอลให้กับแรงงานไทยที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ อาทิ ไต้หวัน ทำงานในภาคก่อสร้าง, สาธารณรัฐโปรตุเกส คนงานเกษตร, กรีซ คนงานเกษตร, สาธารณรัฐเกาหลี งานปศุสัตว์และงานภาคเกษตร (วีซ่า E-8) ระยะสั้น 6-8 เดือน ซึ่งสามารถไปซ้ำได้และไม่ต้องสอบวัดระดับภาษาเกาหลี รวมถึงกำลังเร่งพยายามเจาะตลาดประเทศแถบยุโรป หรือในออสเตรเลีย ที่ต้องการแรงงานภาคการเกษตร ที่กระทรวงแรงงานจะมีการลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ในการส่งแรงงานไทยไปทำงานออสเตรเลียในเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นทางเลือกงานต่างประเทศรายได้ดีให้กับแรงงานไทย

ในส่วนของแรงงานไทยที่ไม่ประสงค์เดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้ว ได้เตรียมตำแหน่งงานว่างจากทั่วประเทศ 63,296 อัตรา ไว้รองรับ 5 อันดับแรก ได้แก่ แรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์, พนักงานขายของหน้าร้าน, เจ้าหน้าที่สำนักงาน, เจ้าหน้าที่คลังสินค้า และผู้ขับรถรับจ้าง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดยังลงพื้นที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ การรับงานไปทำงานที่บ้าน และแนะนำแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมายจากกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้านซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำให้กับแรงงานไทยที่ไม่ต้องการทำงานประจำหรือต้องการเริ่มต้นกิจการของตนเอง

ทั้งนี้ แรงงานที่ต้องการหางานทำสามารถสมัครงานผ่านเว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th หรือ Mobile Application “ไทยมีงานทำ” หรือใช้บริการที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือติดตามประกาศรับสมัครงานในต่างประเทศได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1694 กรมการจัดหางาน

3.“ฝึกทักษะฝีมือ รองรับอาชีพใหม่” กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) โดยแรงงานไทยที่กลับมาจากอิสราเอลและบุคคลในครอบครัว สามารถติดต่อสถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตั้งอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับการฝึกทักษะด้านอาชีพเสริม และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ต่อไป

ทั้งนี้ กพร.พร้อมจัดฝึกฝีมือให้แก่แรงงานที่เดินทางกลับจากอิสราเอล และยังว่างงานอยู่ รวมถึงญาติในครอบครัวด้วย เพื่อพัฒนาทักษะฝีมือเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต ระยะเวลาฝึกอบรม 30 ชั่วโมง เมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้ว หากต้องการทำงานทั้งในและต่างประเทศ กพร.จะส่งข้อมูลให้แก่ กกจ.เพื่อทำการจัดหางานที่เหมาะสมต่อไป

4.“ดูแลสิทธิประโยชน์ และค่าจ้างค้างจ่าย” ในส่วนนี้อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำประเทศอิสราเอล ประสานนายจ้างเพื่อดำเนินการจ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังค้างจ่ายแล้ว อยู่ระหว่างการเจรจา

ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวถึงกรณีมาตรการจูงใจให้แรงงานไทยในอิสราเอลที่เหลืออีกประมาณ 2 หมื่นคนกลับไทยว่าเตรียมเสนอ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เพื่อขอให้พักหนี้แรงงานไทยที่เป็นหนี้จากการเดินทางไปทำงานในอิสราเอล ด้วยการพักต้นและดอกเบี้ย วงเงินคนละไม่เกิน 150,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี คาดใช้งบประมาณไม่เกิน 400 ล้านบาท

“เราจะทำเรื่องไปให้นายกฯ เหมือนที่พักหนี้ให้เกษตรกร โดยพักต้น พักดอก วงเงิน 3 แสนบาท เป็นเวลา 3 ปี จะเอาโมเดลนี้มาใช้ จากการหารือกับ กกจ. แรงงานส่วนใหญ่ที่ไปอิสราเอลจะกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่เกิน150,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายเดินทางไปทำงาน ดังนั้นจะขอในวงเงินนี้ พักต้น พักดอก และหากมีการกู้นอกระบบ ก็จะขอทรานส์เฟอร์ไปสถาบันการเงินของรัฐ ไปปิดบัญชีตรงนั้น” นายพิพัฒน์กล่าว

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา
นักวิชาการด้านแรงงาน

มาตรการช่วยคนไทยกลับจากอิสราเอล รัฐต้องช่วยดูแลว่าเดือดร้อนกันอย่างไร เพราะบางทีไม่สามารถตามเงินค่าจ้างจากนายจ้างได้

ตอนนี้รายได้แรงงานเทียบกับแต่ก่อนไม่ได้สูงมาก หลายคนกลับมาต้องเป็นหนี้เพราะก่อนไปได้ยืมเงินค่าเดินทาง กระทรวงแรงงานต้องช่วยดูแล เพราะแรงงานหาเงินเข้าประเทศ รัฐต้องคอยติดตามหนี้สิน แล้วหาลู่ทางให้กลับไปทำงาน หรือหาที่ปลอดภัยให้ ต้องช่วยกันดูแลเป็นพิเศษ

สำหรับคนที่กลับมา ให้แนะนำเกษตรกรไทยเพราะไปทำงานเกษตรในอิสราเอล ลักษณะภูมิประเทศแห้งแล้งแต่การเกษตรก้าวหน้า คนที่ทำมา 3-4 ปีน่าจะเอาประสบการณ์มาถ่ายทอดในภาคเกษตรบ้านเรา ให้เรียนรู้ จะสร้างงาน สร้างอาชีพให้เขา และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขามีรายได้ด้วย

สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องแก้หนี้สินก่อน หาทางปลดหนี้ให้ได้ รัฐควรสร้างโครงการที่นำไปสู่การจ้างงาน ทำให้คนเหล่านี้มีงานทำ จะได้ไม่ต้องดิ้นรนไปทำงานต่างประเทศ สิ่งที่ควรทำ คือ การวางแผนนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับไทย เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปตามตลาด มากกว่าที่รัฐจะเป็นคนวางแผนเอง จนต้องพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก นำไปสู่การจ้างงานแบบเดิมๆ ที่มีการกดค่าแรง เน้นแรงงานผลิตเพื่อส่งออก

ดังนั้นระยะยาวที่ต้องพูดกันว่าจะพัฒนาประเทศแบบไหน ที่ทำให้ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่คนมีรายได้ต่ำ รัฐไม่ได้มีบทบาทพัฒนาอุตสาหกรรม ต้องมาคุยกันว่าควรยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ดีอย่างไร เกิดการจ้างงานแรงงานทักษะมีฝีมือ รวมถึงต้องส่งเสริมให้รัฐมีอำนาจต่อรองกับภาคธุรกิจสูงขึ้น คนงานก็จะสามารถต่อรองกับนายจ้างได้มากขึ้น มีรายได้ที่สูงมากขึ้นด้วย

ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย)

แ บ่งการช่วยเหลือเป็นกลุ่ม เริ่มที่กลุ่มต้องการกลับไทยก่อน ช่วยเหลือค่าตั๋วเครื่องบินและรถโดยสารแบบไม่มีค่าใช้จ่าย หรือรัฐบาลจ่ายให้ ส่วนกลุ่มยังไม่ต้องการกลับไทย เนื่องจากแรงงานเหล่านั้นทำงานรู้ว่าตัวเองอยู่ในพื้นที่ใด มีความเสี่ยงมากหรือน้อยเท่าใด ต้องเคารพการตัดสินใจ เนื่องจากความจำเป็นและข้อจำกัดแต่ละบุคคลมีไม่เท่ากัน ความช่วยเหลือจึงต้องแยก เน้นย้ำว่าอย่ากดดันแรงงานที่ตัดสินอยู่ต่อให้กลับไทย

ส่วนผู้ที่ต้องการกลับไทยนั้น รัฐบาลต้องใส่ความช่วยเหลือเข้าไปโดยตรง หาวิธีช่วยกลุ่มคนที่ต้องการกลับบ้าน อาทิ สามารถลงทะเบียนได้ที่ใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ถูกหรือผิดกฎหมาย เพราะแรงงานที่ผิดกฎหมายกังวลอยู่แล้ว ควรให้สถานทูตเป็นศูนย์กลาง ตั้งกลุ่มประสานการช่วยเหลือแรงงานขึ้นมา เพราะแรงงานในแต่ละประเทศมักมีวิธีสื่อสารกันอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่อยู่ต่อก็อยากให้หาช่องทางติดต่อกันไว้ได้ ไม่ต้องไปกดดันเขา เพียงแต่หากสถานการณ์เสี่ยงมากขึ้นเกินรับไหวก็สามารถส่งความช่วยเหลือได้ทันเวลา

ส่วนแรงงานที่กลับไทยมาแล้ว มาตรการช่วยเหลือเยียวยา ประเมินว่าอาจไม่ได้ตอบโจทย์มากนัก หากให้เป็นสินเชื่อเงินกู้ และมีดอกเบี้ย แม้เป็นดอกเบี้ยถูกเท่าใดก็ตาม เพราะอย่างไรก็มีดอกเบี้ยอยู่ดี การมีเงินกู้มีดอกเบี้ยเท่ากับมีหนี้เพิ่ม ทั้งที่แรงงานส่วนใหญ่ไปขายแรงงานเพื่อปลดหนี้ หารายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัว แต่เมื่อกลับมาไทยแล้วหนี้เดิมยังใช้ไม่ทันหมด บางรายมีหนี้ใหม่เพิ่ม

มองว่าการช่วยเหลือเรื่องเงินทุนอาจไม่ใช่ต้องการมากสุด แต่ช่วยเรื่องการหางานทำมากกว่า ให้เปลี่ยนอาชีพได้อย่างมั่นคง อาทิ แรงงานที่ทำเกษตรในอิสราเอล กลุ่มนี้ก็ต้องช่วยเหลือในการกลับมาทำเกษตรที่ไทย หรือหากต้องการเปลี่ยนอาชีพ กระทรวงแรงงานต้องเข้ามามีบทบาท ช่วยสร้างอาชีพมั่นคงให้กับแรงงานได้อย่างไรบ้าง