หมายเหตุ – สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยแพร่โอกาสของไทยเพื่อขยายความร่วมมือการค้าและการลงทุน ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมาเห็นชอบให้ยื่นแสดงความจำนงเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ประกอบด้วย บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน แอฟริกาใต้ อียิปต์, เอธิโอเปีย, อิหร่าน, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อแสวงหาความร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในระหว่างประเทศสมาชิก
⦁โอกาสจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มบริกส์ (BRICS) ของไทย
กลุ่ม BRICS เป็นการรวมตัวของประเทศที่กำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ในระยะเริ่มแรก ปี 2549 เป็นการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการของ 4 ประเทศ ได้แก่ บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) และจีน (China) ก่อนที่แอฟริกาใต้ (South Africa) จะเข้าร่วมในปี 2553 และเมื่อต้นปี 2567 อียิปต์ เอธิโอเปีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน ได้รับการตอบรับเข้าร่วมกลุ่มเพิ่มเติมทำให้ปัจจุบันกลุ่ม BRICS มีสมาชิกรวม 10 ประเทศ ขณะที่มีประเทศต่างๆ ต้องการเข้าร่วมกลุ่มมากกว่า 40 ประเทศ
วัตถุประสงค์ของกลุ่ม BRICS คือ การสร้างความเป็นเอกภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศพัฒนาแล้ว โดยเสริมสร้างความร่วมมือด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง ประเทศสมาชิกมีการจัดการประชุมและการทำงานร่วมกันในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน เพื่อเพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน ด้านเศรษฐกิจและการเงิน มีการก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank: NDB) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาอื่นๆ และด้านการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก มีการแสดงบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสมดุลและลดการพึ่งพาจากประเทศพัฒนาแล้ว โดยเน้นการสร้างความร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน
สำหรับการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างหนังสือแสดงความประสงค์ของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS หากได้รับการตอบรับเข้าร่วมกลุ่ม คาดว่าจะส่งผลดีต่อประเทศไทย ในเชิงโอกาสทางการค้า การลงทุน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมิติต่างๆ ดังนี้

⦁การส่งเสริมการส่งออก ประเทศสมาชิก BRICS มีความต้องการสินค้าที่หลากหลายประเภท เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายการส่งออกสินค้า เช่น สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป รถยนต์ เครื่องจักร และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ
ปี 2566 ไทยส่งออกสินค้าไปยังกลุ่ม BRICS มูลค่า 57,211.0 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.1 ของการส่งออกทั้งหมด ขยายตัวร้อยละ 0.4 สวนทางกับการส่งออกในภาพรวมที่ชะลอตัวลงร้อยละ 1.0 โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน (สัดส่วนร้อยละ 12) อินเดีย (ร้อยละ 3.6) แอฟริกาใต้ (ร้อยละ 1.2)สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ร้อยละ 1.1) และซาอุดีอาระเบีย (ร้อยละ 0.9)
4 เดือนแรกของปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าไปยังกลุ่ม BRICS มูลค่า 18,510.3 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.6 ของการส่งออกทั้งหมด หดตัวร้อยละ 3.0 จากการส่งออกไปตลาดสำคัญอย่างจีนและแอฟริกาใต้ที่ชะลอลงจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจภายในของทั้งสองประเทศ ซึ่งหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติคาดว่าจะช่วยให้การส่งออกไปยังกลุ่ม BRICS กลับมาขยายตัวและส่งเสริมการส่งออกของไทยในภาพรวมต่อไป

⦁การเปิดตลาดใหม่ การเข้าร่วมกลุ่ม BRICS จะช่วยให้ไทยเข้าถึงตลาดของกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและจำนวนประชากร
ในปี 2565 ขนาดเศรษฐกิจของกลุ่ม BRICS คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของขนาดเศรษฐกิจโลก (สัดส่วนร้อยละ 28.3) ด้วยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งสิ้น 28.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตร้อยละ 5.6 มากกว่าอัตราขยายตัวของโลกที่ร้อยละ 3.1 สะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก
นอกจากนี้ กลุ่ม BRICS ยังมีจำนวนประชากรรวมมากถึง 3,617.6 ล้านคน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก (สัดส่วนร้อยละ 45.5) จากการมีประเทศสมาชิกที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก 2 อันดับแรกอย่างอินเดีย และจีน(สัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 17.8) สะท้อนถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีความต้องการสินค้ามาก ทำให้ผู้ส่งออกมีโอกาสสูงในการขยายตลาดและส่งออกสินค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การร่วมมือกับประเทศ BRICS อาจเปิดโอกาสให้ไทยได้รับการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาเครือข่ายคมนาคม การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
ธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank: NDB) จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่ม BRICS เพื่อให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศที่ต้องการนำไปใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ โดยในปี 2567 NDB ตั้งเป้าที่จะให้กู้เงินลงทุนประมาณ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าจีนและอินเดียจะได้รับการสนับสนุนมากกว่าประเทศอื่นเล็กน้อย
⦁การสร้างโอกาสทางการลงทุน นักลงทุนจากประเทศ BRICS อาจเห็นโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย ทั้งในด้านการผลิต การบริการ และการพัฒนาโครงการต่างๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยและสร้างงานให้กับแรงงานภายในประเทศ
จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 จีนเป็นประเทศที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงที่สุด ด้วยมูลค่า 159,387 ล้านบาท นอกจากนี้ จีนยังติดอันดับ 1 ใน 5 ของชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ตามข้อมูลชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจประเทศไทยของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเข้ามาลงทุนในธุรกิจก่อสร้าง การบำรุงรักษาหลุมขุดเจาะปิโตรเลียมบนชายฝั่ง การรับจ้างผลิตสินค้า และกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)
การสนับสนุนการท่องเที่ยว การเป็นสมาชิก BRICS อาจนำไปสู่การลดข้อจำกัดด้านวีซ่า หรือการทำข้อตกลงให้ประชาชนของประเทศสมาชิกเดินทางระหว่างกันได้ง่ายขึ้น
นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นนักท่องเที่ยวหลักของประเทศ เทียบเท่านักท่องเที่ยวชาวจีน โดยในปี 2566 มีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางมาประเทศไทยมากกว่า 1.61 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 5 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย และขยายตัวจากปีก่อนถึงร้อยละ245.31
การเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเป็นสมาชิก BRICS จะเปิดโอกาสให้ไทยเข้าร่วมความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนร่วมกัน การวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี รวมถึงการเสริมสร้างบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ไทยมีโอกาสแสดงจุดยืนและมีบทบาทในการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนา
อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วม BRICS ยังมีความท้าทายที่ต้องพิจารณา เช่น การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานและข้อกำหนดของกลุ่ม การแข่งขันกับประเทศสมาชิกอื่นๆ และการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิก ดังนั้น การเตรียมตัวและการวางแผนกลยุทธ์ที่ดีจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับไทยในการสร้างประโยชน์สูงสุดจากการเข้าร่วมกลุ่ม BRICS

