โซเชียลมีเดีย+ข่าวปลอม+ความแตกแยก = ประธานาธิบดี?

9.10.24 | 12:05 น.

โซเชียลมีเดีย+ข่าวปลอม+ความแตกแยก = ประธานาธิบดี?

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 2016 “โดนัลด์ ทรัมป์” มีชัยชนะเหนือ “ฮิลลารี คลินตัน” อย่างพลิกความคาดหมาย ด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ X (เดิมคือ Twitter) ที่เขาใช้มันอย่างดุดัน ได้ผล และดูเหมือนสถานการณ์นี้กำลังจะเกิดขึ้นกับ “คามาลา แฮร์ริส”

Newsweek อ้างอิงรายงานล่าสุดจาก BetMGM Sportsbook Canada ระบุถึงกิจกรรมโซเชียล มีเดียและการมีส่วนร่วมของทั้งสองแคนดิเดต บน X (เดิมคือ Twitter) และ Instagram ซึ่งในหลายจุด ทรัมป์ได้อันดับเหนือแฮร์ริส

จุดแรก เขามียอดไลค์ต่อโพสต์ ผู้ติดตามเพิ่มขึ้น และจำนวนผู้ติดตามทั้งหมดบนทั้งสองแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้รับผู้ติดตามเพิ่มขึ้นสูงสุดบนทั้งสองแพลตฟอร์มในช่วง 30 วันที่ผ่านมา

ทรัมป์มีผู้กดถูกใจเฉลี่ย 239,000 รายต่อโพสต์บน X ในขณะที่แฮร์ริสมีผู้กดถูกใจเพียง 39,000 รายเท่านั้น เขายังมีอัตราการมีส่วนร่วมที่สูงกว่า 0.06 เปอร์เซ็นต์ ใน X และได้รับจำนวนไลค์เฉลี่ยมากกว่าแฮร์ริสถึงห้าเท่า

Advertisement

ทรัมป์มีผู้ติดตามใหม่เพิ่มขึ้น 1.1 ล้านคนในเดือนที่แล้ว ในขณะที่แฮร์ริสได้รับเพียง 249,000 รายเท่านั้น

ในยุคดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ด้วยความสามารถในการเข้าถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการสื่อสารทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง

สื่อสังคมออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้สมัครสามารถสื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านสื่อกระแสหลัก ทำให้สามารถนำเสนอนโยบาย แสดงความคิดเห็น และตอบโต้คู่แข่งได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังช่วยในการระดมทุนและสร้างเครือข่ายอาสาสมัคร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนแคมเปญ ตัวอย่างที่โดดเด่น คือ การใช้ Twitter ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการสื่อสารกับฐานเสียงของเขาอย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ Twitter ของทรัมป์เป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงวงการการเมืองสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ เขาใช้แพลตฟอร์มนี้เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารโดยตรงกับประชาชน โดยไม่ต้องผ่านสื่อกระแสหลัก วิธีการใช้ Twitter ของทรัมป์มีลักษณะเฉพาะตัว ดังนี้ :

หนึ่ง ความถี่และช่วงเวลา : ทรัมป์ทวีตบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ ทำให้เขาสามารถกำหนดวาระข่าวประจำวันได้

สอง ภาษาที่ใช้ : เขาใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา บางครั้งถึงขั้นหยาบคาย ซึ่งแตกต่างจากการสื่อสารแบบทางการของนักการเมืองทั่วไป ลักษณะการใช้ภาษาของทรัมป์บน Twitter มีดังนี้:

-ความตรงไปตรงมา : ทรัมป์มักใช้ประโยคสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย ไม่อ้อมค้อม และมักแสดงความคิดเห็นของเขาอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองจากทีมงานประชาสัมพันธ์

-การใช้คำที่เน้นอารมณ์ : เขาใช้คำที่มีพลังทางอารมณ์สูง เช่น “tremendous”, “huge”, “disaster”, “fake news” เพื่อสร้างผลกระทบและดึงดูดความสนใจ

-การใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ : ทรัมป์มักใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งประโยคหรือเน้นคำสำคัญด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ เพื่อเน้นย้ำและสร้างความโดดเด่น

-การใช้คำสแลงและภาษาพูด : ทรัมป์ใช้ภาษาที่ใกล้เคียงกับการพูดคุยทั่วไป รวมถึงคำสแลงและสำนวนที่ไม่เป็นทางการ ทำให้ผู้ติดตามรู้สึกใกล้ชิดและเข้าถึงได้ง่าย

-การใช้คำหยาบหรือดูถูก : ในบางครั้ง ทรัมป์ใช้ภาษาที่หยาบคายหรือดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น ซึ่งสร้างความขัดแย้งและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

-การใช้เครื่องหมายวรรคตอนแบบเกินจำเป็น: เขามักใช้เครื่องหมายตกใจ (!) หลายอันติดกันเพื่อเน้นย้ำประเด็น หรือใช้เครื่องหมายคำถาม (?) เพื่อแสดงความสงสัยหรือท้าทาย

-การใช้คำซ้ำ : ทรัมป์มักใช้คำหรือวลีซ้ำๆ เพื่อเน้นย้ำประเด็นของเขา เช่น “very, very” หรือ “many, many”

สาม การโจมตีคู่แข่ง : ทรัมป์ใช้ Twitter ในการโจมตีคู่แข่งทางการเมืองและสื่อมวลชนที่วิพากษ์วิจารณ์เขา โดยใช้ฉายาที่ตั้งขึ้นเอง เช่น “Crooked Hillary” สำหรับฮิลลารี คลินตัน

สี่ การประกาศนโยบาย : หลายครั้งที่ทรัมป์ใช้ Twitter ในการประกาศนโยบายสำคัญ ซึ่งบางครั้งสร้างความประหลาดใจให้กับทีมงานของเขาเอง

ห้า การสร้างกระแส : ทวีตของทรัมป์มักสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทำให้เขาอยู่ในความสนใจของสื่อและสาธารณชนอยู่เสมอ

หก การระดมทุนและสร้างฐานสนับสนุน : ทรัมป์ใช้ Twitter ในการระดมทุนและกระตุ้นฐานสนับสนุนของเขา โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งและการรณรงค์ทางการเมือง

รูปแบบการใช้ภาษาเช่นนี้ของทรัมป์สร้างทั้งแรงสนับสนุนและการวิพากษ์วิจารณ์ ในขณะที่ผู้สนับสนุนมองว่าเป็นความจริงใจและตรงไปตรงมา ผู้วิจารณ์กลับมองว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานาธิบดีและอาจสร้างความแตกแยกในสังคม โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลที่เขาเผยแพร่ Twitter ถึงกับต้องแสดงป้ายเตือนบนทวีตบางรายการของเขาว่าอาจมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และในที่สุด หลังเหตุการณ์จลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 Twitter ได้ระงับบัญชีของทรัมป์อย่างถาวร โดยอ้างว่าเขาใช้แพลตฟอร์มในการยุยงให้เกิดความรุนแรง

กรณีของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงทั้งพลังและความเสี่ยงของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการเมือง ในขณะที่มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสื่อสารและสร้างฐานสนับสนุน แต่ก็สามารถนำไปสู่การแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการสร้างความแตกแยกในสังคมได้เช่นกัน

สำหรับทรัมป์ เนื้อหาส่วนใหญ่ที่เขาส่งถึงผู้ติดตามนั้นมาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Truth Social

เขาได้แชร์โพสต์ของมาร์ค เลวิน พร้อมคำบรรยายว่า “Kamala Harris เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ไม่ซื่อสัตย์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

ทรัมป์ยังได้เผยแพร่คลิปจาก Fox News และเขียนว่า “ชาร์ลี เฮิร์ท: ‘โดนัลด์ ทรัมป์ อาจเป็นนักโต้วาทีทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราเคยมีมาในประวัติศาสตร์อเมริกัน…’”

แฮร์ริสมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่นโยบายที่เธอเสนอ แต่ก็ได้โจมตีทรัมป์ด้วยเช่นกัน

ในแคมเปญโฆษณาชุดใหม่ แฮร์ริสได้เปิดเผยมุมมองของเธอเกี่ยวกับอดีตประธานาธิบดี

“ฟังจากคนที่เคยทำงานให้เขา: โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นอันตรายต่อกองกำลังของเรา ความมั่นคงของเรา และประชาธิปไตยของเรา เขาไม่ควรยืนอยู่หลังตราสัญลักษณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐอีกต่อไป” เธอเขียนบน X

แฮร์ริสยังวิพากษ์วิจารณ์มุมมองของทรัมป์เกี่ยวกับการทำแท้ง และระบุว่า ผู้หญิงจะไม่ปลอดภัยหากมีทรัมป์เป็นประธานาธิบดีอีก

แฮร์ริสโพสต์ถึงผู้ติดตามของเธอเกี่ยวกับความไม่เต็มใจของทรัมป์ที่จะเข้าร่วมในการดีเบตครั้งต่อไปด้วย

“ผู้ชนะไม่เคยถอยหนีจากความท้าทาย แชมเปี้ยนรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทุกที่” แคมเปญโฆษณาระบุ “แต่ผู้แพ้จะบ่น โวยวาย และนำลูกบอลกลับบ้าน”

แฮร์ริสยังได้กำหนดเป้าหมายผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อายุน้อยกว่าบน TikTok เพราะเธอหวังที่จะโหวตให้กับคนรุ่น Gen Z

นับตั้งแต่ไบเดนประกาศว่าเขาจะถอนตัวจากการเลือกตั้ง และแฮร์ริสประกาศลงสมัครรับเลือกตั้ง ชาวอเมริกันมากกว่า 230,000 คน ได้ลงทะเบียนเพื่อลงคะแนนเสียง

ในอนาคต คาดว่าบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ในการเลือกตั้งจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น พร้อมกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการรักษาความสมบูรณ์ของกระบวนการประชาธิปไตย การพัฒนากฎหมายและนโยบายที่เหมาะสม รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ

ท้ายที่สุด การรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ของสื่อสังคมออนไลน์ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง กับการป้องกันผลกระทบเชิงลบจากการแพร่กระจายของข่าวปลอม และการสร้างความแตกแยกในสังคม จะเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับสังคมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นักการเมือง และผู้กำหนดนโยบาย จำเป็นต้องตระหนักถึงทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของกระบวนการประชาธิปไตยในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร

#เลือกตั้งสหรัฐ2024 #uspresidentialelection2024 #2024USelections #คามาลาแฮร์ริส #คามาลา แฮร์ริส #MIC #ศูนย์ข้อมูลมติชน