‘มาริษ’ชูจุดยืนไทยบนเวทีโลก เป็นมิตรกับทุกประเทศ หนุนความเป็นขั้วหลายอำนาจ

6.11.24 | 12:05 น.

‘มาริษ’ชูจุดยืนไทยบนเวทีโลก
เป็นมิตรกับทุกประเทศ
หนุนความเป็นขั้วหลายอำนาจ

หมายเหตุนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “เครือมติชน” เกี่ยวกับนโยบายและการขับเคลื่อนงานด้านการต่างประเทศ

⦁รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วางนโยบายการต่างประเทศไว้อย่างไร

คำพูดของนายกฯ นเรนทา โมดี ของอินเดียที่กล่าวว่า “ศตวรรษที่ 21 จะเป็นศตวรรษของเอเชีย” นั้น ส่งผลให้กระทรวงการต่างประเทศต้องมาพิจารณากันใหม่ในเรื่องแนวทางการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทย โดยได้กำหนดเป้าหมายไว้ 2 ประการคือ 1.ต้องเป็นนโยบายการต่างประเทศเพื่อประชาชน 2.ต้องเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายชัดเจน มีผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ และต้องส่งผลที่ดีต่อประชาชนตามมาหลังจากนั้น

วัตถุประสงค์ของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศข้างต้นส่งผลให้การต่างประเทศของไทยได้รับการวางแผนเอาไว้ว่าจะต้องเป็นการทูตเพื่อประชาชนและเป็นการทูตเชิงรุก โดยจะใช้มิติการต่างประเทศเข้ามาช่วยส่งเสริมนโยบายภายในประเทศ และให้ความสำคัญกับนโยบายสาธารณะ ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องการดำเนินงานด้านการต่างประเทศ

Advertisement

อีกทั้ง สืบเนื่องจากว่าโลกปัจจุบันเป็นยุคแห่งความแตกแยก (fragmented) และมีความพยายามที่จะใช้ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นเครื่องมือบีบบังคับให้เกิดการเลือกข้าง ไทยไม่สามารถที่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งได้ ดังนั้น ไทยต้องดำเนินนโยบายที่จะไม่ต้องเป็นกลางอีกต่อไป แต่เป็นนโยบายที่ไม่เป็นศัตรู ทว่าเป็นมิตรกับทุกประเทศ โดยไทยจำเป็นที่จะต้องเข้าได้กับทุกกลุ่มและสนับสนุนความเป็นหลายขั้วอำนาจ (multilateralism) และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับขั้วตะวันตกและตะวันออกไปพร้อมกัน

⦁การยื่นขอเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มบริกส์ (BRICS) ของไทย

ในโลกหลายขั้วอำนาจนี้เอง ขั้วประเทศกำลังพัฒนาหรือในทางการทูตที่เรียกว่า Global South กำลังมีบทบาทมาก ไทยต้องการมีบทบาทในกลุ่มประเทศนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งนี้ การช่วยขับเคลื่อนประเทศกำลังพัฒนาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศกำลังพัฒนาเองก็มีความแตกต่างกันทั้งในระดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ค่านิยม รวมถึงวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีแกนกลางหลัก (core group) ผลักดันบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาให้ก้าวเข้ามาอยู่ในบริบทของประชาคมโลกให้ได้ เพื่อไม่ให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องสูญเสียความยุติธรรม เพราะในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง ตกอยู่ในมือของมหาอำนาจ ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติบนพื้นฐานของความมีบทบาทนำที่จะใช้แต้มต่อทางการเมือง ร่วมกับประเทศกำลังพัฒนา ในฐานะที่เรากำลังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว (emerging economy)

ไทยมองว่ากลุ่มบริกส์เป็นแกนกลางหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไปข้างหน้า ซึ่งในการประชุมระดับกลุ่มประเทศบริกส์กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ไทยได้ยืนยันในที่ประชุมว่า ไทยต้องการที่จะมีบทบาทนำ อีกทั้งยังต้องการที่จะมีความร่วมมืออย่างเข้มข้นกับประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิมีเสียงมากขึ้น มีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางของโลก รวมทั้งกำหนดระเบียบโลกที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกกลุ่มประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ ไทยยืนยันในที่ประชุมว่าไทยต้องการร่วมมือกับทุกประเทศ ไม่ได้ต้องการที่จะไปเอาเปรียบใคร แต่ต้องการเป็นตัวประสานผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาโดยเน้นเอาบทบาทของประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลง โดยจะมีกลุ่มประเทศบริกส์เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เสริมเติมและดึงเอาบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาให้สร้างปรับปรุงระเบียบโลกเพื่อที่จะให้เกิดความยุติธรรมกับทุกประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ตกอยู่กับประเทศมหาอำนาจหรือกลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น

อีกทั้ง ไทยได้แสดงบทบาทนำในเรื่องกำหนดเรื่องเปลี่ยนแปลงทิศทางของโลก ซึ่งมีสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องสถาปัตยกรรมทางการเงิน (financial architecture) ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมีโอกาสได้สะท้อนความต้องการของประเทศกำลังพัฒนาด้วย แสดงให้เห็นว่าการต่างประเทศที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯแพทองธารนั้น ต้องการเห็นผลกระทบของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศกลับมาสร้างความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน

⦁ความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียนในระดับพหุภาคี

ไทยมีความประสงค์ที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีระดับทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน และในระดับพหุภาคีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้สมาคมอาเซียน ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับการมีบทบาทนำในเรื่องนี้มาโดยเสมอ ตั้งแต่วันแรกที่ไทยร่วมก่อตั้งสมาคมอาเซียนขึ้น อีกทั้งปฏิญญากรุงเทพยังถูกลงนามโดยประเทศสมาชิกผู้ตั้งอาเซียนในไทยด้วย นอกจากนี้ ไทยได้ผลักดันความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนตะวันออกเฉียงใต้ให้มีความเข้มแข็ง อาทิ นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าของอดีตนายกฯ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่ส่งผลให้อาเซียนมีความเข้มแข็งร่วมกันอย่างแท้จริง และเปลี่ยนจากความคิดที่เป็นอคติต่อกันกลายมาเป็นความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม กัมพูชา ลาว ประเทศพม่าก็เข้ามาเป็นสมาชิกได้สมบูรณ์โดยที่ไม่มีใครคาดว่าจะสามารถร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและเป็นเนื้อเดียวกันได้

ไทยมีความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญกับอาเซียน ตลอดจนความร่วมมือด้านสังคม ในสมัยรัฐบาลของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ถูกนำมาขยายต่อไปต่อยอดทำให้อาเซียนได้สามารถเข้าถึงซึ่งความสมานฉันท์ และความเป็นเนื้อเดียวกันของอาเซียนได้อย่างชัดเจน จนให้ที่สุดอาเซียนถูกพัฒนาจนมามี 3 เสาหลักที่ชัดเจน

อีกทั้ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนของนายมาเธียส คอร์ทันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ไทยยืนยันว่าอาเซียนมีความสำคัญสำหรับไทยด้วย

⦁บทบาทสำคัญและบทบาทนำของไทยในอาเซียน

ไทยมีศักยภาพอย่างเต็มที่ในเรื่องการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN) โดยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นข้อริเริ่มของไทยได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติด้วย นโยบายการต่างประเทศไทยจะใช้บริบทนี้มาเป็นตัวขับเคลื่อนบทบาทนำของไทยในอาเซียน

ในปัจจุบัน การค้าไทยระหว่างไทยและอาเซียนสูงมาก ฉะนั้นความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนก็เป็นหนึ่งในเสาหลักและไทยก็ต้องการส่งเสริม ไทยน่าจะมีบทบาทนำมากที่สุดในการผลักดันให้สังคมของประชาคมอาเซียนเข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างแท้จริง ทำให้ไทยมีน้ำหนักในกรอบอาเซียน รวมทั้งการพยายามที่จะสร้างสังคมอาเซียนอย่างยั่งยืน ต้องมีความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจรวมทั้งความมั่นคงของมนุษยชาติรองรับ

⦁การดำเนินนโยบายการทูตในลักษณะเชิงรุก

ไทยมีบทบาทนำมากในภาคสังคม ในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 79 ไทยร่วมหารือในกรอบของสหประชาชาติ เพราะไทยมีบทบาทนำในเรื่องของการพัฒนาด้านสังคมอย่างยั่งยืน เช่น ในเรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพและได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติว่ามีความมั่นคงในเรื่องสาธารณสุข โดยการแพทย์สามารถเข้าถึงได้โดยประชาชนในทุกระดับ

นอกจากนี้ ไทยยังเสนอข้อริเริ่มในการก่อตั้งความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) ซึ่งไทยได้ใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับอินเดีย รวมถึงศักยภาพของทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงของภูมิภาคกับประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นประเทศสมาชิกของบิมสเทคด้วย

⦁การใช้การทูตเป็นเครื่องมือเพื่อจัดการกับปัญหาทางสังคมที่ประชาชนเผชิญ

ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีกรอบความร่วมมือหลากหลายอย่าง ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐ ความร่วมมือประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ความร่วมมือประเทศลุ่มน้ำโขงกับเกาหลี ความร่วมมือแม่โขงล้านช้างความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-คงคา สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) ซึ่งไทยจะใช้กรอบความร่วมมือเหล่านี้เป็นกลไกในการหารือการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การบริหารจัดการน้ำ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์และมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ด้วย