เปิดข้อเสนอเอกชน‘ภาคเหนือ’ ชงครม.สัญจร‘แก้ฝุ่น-บูมศก.’

27.11.24 | 12:28 น.

เปิดข้อเสนอเอกชน‘ภาคเหนือ’
ชงครม.สัญจร‘แก้ฝุ่น-บูมศก.’

หมายเหตุความเห็นภาคธุรกิจ กรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่และเชียงราย เพื่อตรวจราชการ และเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2567 ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2567

พัลลภ แซ่จิว
รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่

สิ่งที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวอยากฝากต่อที่ประชุม ครม.สัญจร จะมีขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ แบ่งเป็น 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ อุปสรรคและการแก้ไข เป็นปัญหาที่ยาวนานมานาน นั่นคือเรื่องฝุ่นควัน รัฐบาลต้องหามาตรการจริงจังหารือและหาทางแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟป่าและฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ตามด้วยการบริหารจัดการไฟป่าที่ชัดเจน รวมทั้งการส่งเสริมการไม่สั่งซื้อหรือกีดกั้นสินค้าการเกษตรที่มาจากการส่งเสริมให้เกิดการเผาทุกชนิด

เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เห็นความชัดเจนของการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม ที่สำคัญพระราชบัญญัติอากาศสะอาดยังต้องรอไปอีกสักพักใหญ่ ที่ผ่านมาควรมีหลักการบริหารจัดการเชื้อเพลิงจะเผาวันไหน ชิงเผา หรือจะทำอย่างไรต้องชัดเจน เพราะมีการลองผิดลองถูกกันมานานแล้ว อะไรกันแน่ที่สมควรและไม่สมควรทำ ส่วนภาคเอกชนโดยเฉพาะการท่องเที่ยวอยากให้อากาศเมืองเชียงใหม่สะอาดจริงๆ

Advertisement

เรื่องที่สอง คือ ประโยชน์ที่จะเกิดกับเมือง ภาพแรกคือ เทรนด์ของโลกมุ่งไปที่แนวทางรักษาสิ่งแวดล้อม รักษ์โลก และเชียงใหม่ก็ปักหมุดและเสนอตัวว่าจะส่งเสริมกิจกรรม Low Carbon ต้องสนับสนุนผู้ประกอบการที่ทำความดีในการรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น การลดภาษีเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์ อยากให้ หารือและสนับสนุนกันให้มากขึ้น

ส่วนการกระตุ้นให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่ม เราขอความชัดเจนในเรื่องการสร้างสนามบินล้านนาหรือสนามบินเชียงใหม่ 2 ที่ต้องเกิดขึ้น เรื่องนี้ภาคธุรกิจยอมให้รัฐบาลละเลยไม่ได้ ในส่วนของสนามบินเดิมจะขยายไปให้สุดอย่างไรก็ทำไป แต่สนามบินที่ 2 ต้องชัดเจน เพราะนักลงทุนมองดูว่าจะมีการขยับที่ชัดเจนแค่ไหน หากเราต้องการให้เขาอยากมาลงทุนก็ต้องบอก เนื่องจากถ้าเราไม่มีเมกะ โปรเจ็กต์เลย แล้วจะเป็นศูนย์กลางทางภาคเหนือหรือลุ่มน้ำโขงได้อย่างไร ไม่เช่นนั้นภาคเหนือก็จะซึมลงไปเรื่อยๆ

ส่วนในแง่เศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีการเดินทางข้ามแดนโดยใช้ทางบกหรือถนนมากขึ้น ตัวอย่างที่ดีและน่าจับตามองคือ นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางข้ามด่านพรมแดนสะเดาเข้ามาสู่ อ.หาดใหญ่ และออกไปท่องเที่ยว จ.สตูลและพัทลุง ระยะทางประมาณ 150-200 กิโลเมตร เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

ขณะที่ทางภาคเหนือของเรามีการเชื่อมประเทศลาวและจีน หากจะใช้ประโยชน์ตรงจุดนี้ก็ต้องลดอุปสรรคในการเดินทางข้ามแดน จะทำให้เกิดการค้าขายระหว่างไทยและจีน เกิดการเดินทางไปมาหาสู่กัน และจังหวัดที่จะได้ประโยชน์ก็คือ เชียงรายและเชียงใหม่ เราต้องหาจุดสมดุลที่ทำให้ประชาชนในเมืองมีความสุขไปด้วย ต้องไม่ทำให้เมื่อนักท่องเที่ยวมาแล้วคนในพื้นที่เกิดอุปสรรคในการใช้ชีวิต

ปัจจุบันการคมนาคมในบ้านเราไม่ดีเลย ขณะที่คนไทยเองยังนิยมขับรถมาเที่ยวหรือมาถึงสนามบินก็เช่ารถขับเอง สังเกตว่ารถในเมืองเยอะมาก การจราจรติดขัดกว่าเดิม ขณะที่ถนนหนทางและตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าและออกสนามบินเฉลี่ย 30,000 คนต่อวัน รถเช่าวันละ 4,000-5,000 คัน ยังไม่พอเพียง รถแท็กซี่ก็ไม่พอ สนามบินก็รองรับไม่ไหว เราอยากเห็นคนมาเที่ยวและคนที่อยู่มีความสุข เขามาเพราะบ้านเมืองเราน่าอยู่ ดังนั้น รัฐบาลต้องทำให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่ดีก่อน การคมนาคมที่ดี รถไฟฟ้าบนดินใต้ดินไม่เคาะมาให้เลย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องท้ายของความสำคัญ ทั้งที่จุดเหล่านี้จะช่วยกำจัดจุดอ่อนลงได้

เมืองเชียงใหม่จะน่าอยู่และคนอยากมาเที่ยวได้ คือ การลบจุดบอด ต้องไม่เป็นเมืองที่น่าเกลียด หรือมีความอัปลักษณ์ เริ่มจากการจราจรที่ดี คนนอนค้างและเร่ร่อนขอทานตามท้องถนน สิ่งเหล่านี้ คือ ความยี้ ที่ไม่ควรมีในเมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลกแบบเมืองเชียงใหม่ รัฐบาลต้องกระตุ้นหน่วยงานในพื้นที่และท้องถิ่นให้หันมาให้ความสำคัญด้วยการกำจัดจุดอ่อนออกไป

หัสนัย แก้วกุล
ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
และประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2

พื้นที่ 4 จังหวัดของภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) ต่างประสบอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่ช่วงที่ผ่านมา ก่อนเข้าสู่ปลายปี 2567 แม้จะมีการฟื้นฟูสภาพเมืองและสถานที่ต่างๆ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร พืชผลทางการเกษตรจมน้ำเสียหายจำนวนมหาศาล ความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนในที่สุด เพราะเกษตรกรถือเป็นลูกค้าหลักและเป็นสายป่านสำคัญของภาคเอกชน ดังนั้น ทาง กกร.จึงประชุมเพื่อจัดทำสมุดปกขาวเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.สัญจร

เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบจากแง่มุมของเอกชนที่ได้รับข้อมูลโดยตรงจากภาคประชาชน เนื้อหาหลักๆ คือ การฟื้นฟูภาคการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าว ตามปกติเกษตรกรจะปลูกข้าวพันธุ์เดิมๆ เช่น หอมมะลิ กข.6 ฯลฯ ต้องเก็บเกี่ยวช่วงเดียวหรือหลัง ส.ค.-ก.ย.ซึ่งจะถูกน้ำท่วมเสียหายหมด

ดังนั้น จึงขอให้ภาครัฐสนับสนุนการปลูกข้าวและพันธุ์ข้าวที่เติบโตเร็วแต่มีคุณภาพดีและให้ผลผลิตมาก คือ ข้าวพันธุ์ปทุม 1 ปทุม 2 ใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ก็เก็บเกี่ยวได้ในเดือน มิ.ย.-ก.ค.ทำให้ไม่ถูกน้ำท่วม

รวมทั้งส่งเสริมนาข้าวอินทรีย์ ราคาก็จะสูงกว่าพันธุ์เดิมๆ และทำให้สามารถปลูกได้ปีละถึง 2 ครั้ง โดยขอให้ดำเนินการในปี 2568 เป็นต้นไป เพราะปัจจุบันล่วงเลยระยะเวลาดังกล่าวไปแล้ว หากทำสำเร็จจะช่วยฟื้นฟูเกษตรกร เพราะมีรายได้มากขึ้นกว่าการปลูกปีละแค่ครั้งเดียว ผลผลิตก็สูงมากกว่า 600 กิโลกรัมต่อไร่ จากพันธุ์เดิมๆ ที่ได้เพียง 470 กิโลกรัมต่อไร่ หากมีการเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกของเกษตรกรก็จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคเหนือได้เป็นอย่างดี

ประธาน อินทรียงค์
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย

การประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เชียงใหม่ และตรวจราชการที่ จ.เชียงราย จะส่งผลดีต่อพื้นที่ทั้งสองจังหวัดอย่างมาก โดยยังรวมถึงพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนืออื่นๆ ในการพัฒนาทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ยอมรับว่าระยะที่ผ่านมากลุ่มภาคเหนือได้รับผลกระทบอย่างมากจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่กระเตื้องขึ้นและปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ รวมถึงปัญหาเรื่องของฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ความเสียหายและผลเสียเหล่านี้มีผลต่อการค้าการลงทุนชะลอตัว ไม่เติบโตเท่าที่ควร การท่องเที่ยวเกิดการชะงัก ต้องมีการเร่งฟื้นฟูและกระตุ้นให้กลับมาเติบโตและคึกคักกว่าที่เป็นอยู่

ในส่วนภาคเอกชน ไม่จะเป็นหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ในพื้นที่ภาคเหนือ เราได้นำหารือกันในการประชุมของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 และอุทกภัยใหญ่รอบนี้เราเสียหายหนัก ต้องบูรณาการคิดกันว่าจะทำอย่างไร ร่วมกับทางจังหวัดเพื่อผลักดันการพัฒนาในท้องถิ่นให้เกิดการกระจายรายได้ รายได้เฉลี่ยครัวเรือนใน จ.เชียงราย ตกเดือนละ 13,497 บาท เป็นตัวเลขต่ำสุดในภาคเหนือ เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข ฟื้นฟู

ที่สำคัญการเตรียมแผนป้องกันการอุบัติซ้ำของภัยธรรมชาติที่มาจากการใช้ที่ดินผิดประเภทและเกิดการบุกรุกหลายแห่งในแหล่งมรดกทางทรัพยากรป่าไม้ และปัญหาจากการปลูกข้าวโพดในรัฐฉานราว 7.5 ล้านไร่ มีผลกระทบทั้งค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้น และอุทกภัยใหญ่ที่เกิดขึ้น ปัญหานี้เกินกว่าทางจังหวัดจะรับมือไหว

เป็นระดับที่รัฐบาลต้องเจรจาในเวทีนานาชาติ แต่ทั้งนี้ก็อยู่ที่หน่วยงานฟังก์ชั่นด้านท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่จะทำงานเพื่อผลสำเร็จตามแผนพัฒนามากน้อยแค่ไหน หรือจะยังคงจัดงานออร์แกไนซ์ แบบเดิมๆ ที่ไม่ได้บริหารกิจกรรมโครงการเชิงพื้นที่แบบบูรณาการเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจแก่จังหวัด

จากการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.พะเยา ที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติวงเงินให้ตามที่ภาคเอกชน ใน กรอ.เสนอ ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. นั้น คงต้องติดตามงบประมาณในปี 2568 และโครงการที่เคยนำเสนอและได้รับการพิจารณาเพื่อส่งเสริมสนับสนุน ให้เป็นไปตามแผนพัฒนา

การประชุมครั้งนั้นก็ได้รับการยืนยันว่าจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้ราว 75 ล้านบาท เป็นโครงการของ อบจ.เชียงราย และมีโครงการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ และ อพท.รวมอยู่ด้วย เป็นโครงการเร่งด่วนที่สำคัญ เช่น การปรับปรุงสวนไม้งามริมกก รองรับเมืองสร้างสรรค์ UNESCO พิพิธภัณฑ์ที่ศาลากลางหลังเก่า ตลอดจนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งการให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนถึงขณะนี้งบประมาณก็ยังไม่ได้รับอุดหนุนมาทำให้แผนการดำเนินงานจึงไม่มีความคืบหน้า ซึ่งการประชุมครั้งนี้อาจต้องมีการทวงถามด้วย

นอกจากนี้ ยังอยากให้มีการสนับสนุนการจัดงาน PATA Destination Marketing Forum 2025 เป็นงานรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวมืออาชีพ เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ด้านการตลาด แนวโน้ม และทิศทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อีกทั้งจังหวัดเชียงราย มีการวางแนวทางการจัดทำ City Package ของเมืองเพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการจัดงาน MICE ก่อนหน้ามีจัดขึ้นหลายงานประชุมมาแล้ว เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนจังหวัดเชียงรายสู่การเป็นจุดหมายปลายทางงานไมซ์ ในระดับนานาชาติ งานนี้จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยจะของบประมาณจากรัฐบาล ในการประชุม ครม.สัญจร 6 ล้านบาท โดยมี TCEB. เป็น CO-HOST ในการช่วยสนับสนุนจังหวัดเชียงราย

เปิด 3 ข้อเสนอ
จังหวัดเชียงใหม่ต่อครม.สัญจร

จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดทำข้อเสนอ 3 ข้อ นำเข้าที่ประชุมต่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2567 ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มรภ.เชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 นี้

หลังการหารือทุกภาคส่วน คือ From Flood to Flourish หรือพื้นคืนสู่ความเฟื่องฟู ภายใต้งบประมาณ 256,528,000 บาท มีรายละเอียดดังนี้

1.ซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน 18 โครงการ ฟื้นฟูเส้นทางและปรับภูมิทัศน์ในเส้นทางน้ำท่วม ซ่อมแซมถนนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ซ่อมแซมระบบควบคุมประตูระบายน้ำ และอาคารป้องกันตลิ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

2.ฟื้นฟูการท่องเที่ยว 5 โครงการ เช่น เชียงใหม่เมืองเทศกาล เชียงใหม่เมืองมรดกโลก และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

3.มาตรการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ประกอบด้วย 1.มาตรการด้านภาษี ขอขยายระยะเวลาในการยื่นภาษีนิติบุคคลต่อสรรพากร ลดอัตราภาษีที่จัดเก็บ โดย อปท. ภาษีป้าย/ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง 2.มาตรการการเงินและอัตราดอกเบี้ย ขอพักชำระหนี้และพักชำระดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่อง Smile Biz ธุรกิจยิ้มได้ 3.มาตรการภาคอุตสาหกรรม ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี 2568 ให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และใบแทนใบอนุญาต มอก. และยกเว้นค่าธรรมเนียม ใบรับรองหน่วยตรวจสอบและรับรอง 4.มาตรการด้านสาธารณูปโภค ยกเว้นค่าไฟและน้ำประปาให้สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.2567) และ 5.มาตรการเยียวยาผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ปรับลดวงเงินสมทบ/ช่วยเหลือค่าชดเชย กรณีต้องหยุดงาน