ชำแหละโค้งสุดท้าย ศึกชิงเก้าอี้ ‘นายก อบจ.’

15.01.25 | 12:05 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการประเมินการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในวันที่ 1 ก.พ.นี้ โดยเฉพาะพื้นที่แข่งกันดุเดือดของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

ประเทือง ม่วงอ่อน
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

ประเมินภาพรวมการแข่งขันใน 47 จังหวัด พื้นที่แข่งกันดุเดือดโอกาสของผู้สมัครพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ถือเป็นการเลือกตั้งระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ ภายใต้พลวัตและบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกระแสความนิยมที่ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของพรรคเพื่อไทย การเลือกตั้งวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 เกิดขึ้นภายใต้ตัวแปรใหม่อย่างน้อย 3 ประการคือ (1) กระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยในหลายเขตพื้นที่ลดลงอย่างชัดเจน หลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันได้จากผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 (2) ตัวแปรด้านคู่แข่งจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่สามารถขยายฐานที่มั่นของพรรคการเมืองจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งระดับชาติ โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ มีสัดส่วนจำนวน ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (3) ยิ่งกว่านั้น ภูมิทัศน์ทางการเมืองหลายพื้นที่ยังเกิด “กลุ่มบ้านใหญ่หลังใหม่” ที่สะสมและสร้างบารมีจนมีโอกาสต่อสู้กับ “บ้านใหญ่เดิม” เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบเฉพาะสองพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน พบว่า พรรคเพื่อไทยได้เปรียบในด้านความผูกพันต่อพรรคการเมือง (Party Identification) มากกว่าพรรคประชาชน แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับความนิยมลดลงในบางพื้นที่ แต่กระแสที่ลดลงเหล่านี้สามารถชดเชยด้วยการเร่งผลักดันนโยบายสำคัญในช่วงการเลือกตั้ง การลงพื้นที่ของผู้นำคนสำคัญ การเชื่อมโยงท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติ การอ้างอิงผลงานในอดีตที่มีความชัดเจนและนำเสนอได้ง่ายกว่า ที่สำคัญปัจจัยที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้เปรียบพรรคประชาชนอย่างชัดเจนคือ พรรคเพื่อไทยมีเครือข่าย แกนนำหัวคะแนนของตนเองที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้มากกว่า ในขณะที่พรรคประชาชนเป็นกลุ่มการเมืองที่ต้องสร้างเครือข่ายขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ย่อมเสียเปรียบและมีโอกาสน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับตัวแปรด้านอื่นๆ กระแสพรรคอย่างเดียวไม่สามารถเป็นปัจจัยตัดสิน หรือเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและเพียงพอ (Necessary and Sufficient Conditions : NSC) ที่จะทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้

Advertisement

สำหรับกลยุทธ์การหาเสียงทั้งของพรรคเพื่อไทย-ประชาชนนั้น พรรคเพื่อไทยมีกลยุทธ์ทั้งบนดินและใต้ดิน มีชั้นเชิง ความเจนจัดทางการเมือง ประสบการณ์ เครื่องมือ และเครือข่าย ที่เหนือกว่าพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบทั้งในด้านความเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติที่กำลังออกมา กลยุทธ์ในภาพรวมที่สำคัญคือ การเร่งออกนโยบายเพื่อดึงความนิยมของพรรคกลับคืนมา โดยเฉพาะโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท หรือ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ในเฟส 2 และเฟส 3 ที่เร่งออกในช่วงนี้ รวมทั้งนโยบายอื่นๆ การลงพื้นที่ช่วยหาเสียงและการแสดงบทบาท การให้สัมภาษณ์สื่อของ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นต้น ในขณะที่พรรคประชาชนก็ส่งหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน อดีตหัวหน้าพรรค และแกนนำคนสำคัญลงช่วยหาเสียงเช่นเดียวกัน แต่ความเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติพบว่า ผู้สมัครจากพรรคประชาชนเสียเปรียบพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลได้บริหารประเทศ พรรคประชาชนมีกระแสพรรคช่วยอย่างเดียว แต่การมีเพียงกระแสพรรคเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้สมัครนายก อบจ.ชนะการเลือกตั้งได้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งระดับนายก อบจ.ครอบคุลมพื้นที่ทั้งเขตองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นๆ

อย่างไรก็ตามเมื่อประเมินโอกาสที่พรรคประชาชนจะปักธงเก้าอี้นายก อบจ. จากงานวิจัย มีหลักฐานสำคัญว่า ในการเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งนี้โอกาสที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชนจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในภาพรวม อาจจะมีโอกาสและสูสีในบางจังหวัดเท่านั้น โดยเฉพาะการเลือกตั้งนายก อบจ.ในภาคอีสาน อาทิ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ จะเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยกับผู้สมัครจากเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น โอกาสที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งนายก อบจ.ยังมีน้อย นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมีกลยุทธ์ทั้งบนดินและใต้ดิน มีชั้นเชิง ความเจนจัดทางการเมือง ประสบการณ์ เครื่องมือ และเครือข่าย ที่เหนือกว่าพรรคประชาชน อีกทั้งพรรคเพื่อไทยยังมีความได้เปรียบทั้งในด้านความเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติที่กำลังออกมา พรรคเพื่อไทยมีเครือข่าย แกนนำหัวคะแนนของตนเองที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้มากกว่า เป็นต้น ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินขั้นสุดท้ายในพื้นที่ที่มีการแข่งกันดุเดือด ในภาพรวมหลายจังหวัดพรรคประชาชนจะมีโอกาสได้คะแนนในเขตเมือง แต่จะเสียคะแนนในเขตรอบนอก ในขณะที่พรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้คะแนนทั้งในเขตรอบนอกและในเขตเมือง

ประเด็นสำคัญขอสรุปว่า ผู้สมัครนายก อบจ.ไม่สามารถคาดหวังได้ว่าคะแนนจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือแบบปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ของพรรค จะเป็นคะแนนการเลือกตั้งของตนเอง เนื่องจากการเลือกตั้งระดับชาติกับระดับท้องถิ่นมีบริบท ตัวแปรและปัจจัยที่แตกต่างกัน การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นประชาชนจะมีความผูกพันกับผู้สมัครตัวบุคคลมากกว่าระดับชาติ ดังนั้น การคัดเลือกผู้สมัครจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะมีส่วนสนับสนุน หรือเป็นอุปสรรคให้พรรคการเมืองนั้นๆ ชนะหรือแพ้การเลือกตั้ง นอกจากนั้นผลการวิจัยยังค้นพบว่า การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นไม่ใช่เป็นเรื่องของการสู้ที่นโยบายเหมือนกันเลือกตั้งระดับชาติ ความเชื่อมโยงการนำเสนอนโยบายน้อยกว่าการเมืองระดับชาติ แม้ว่าผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยจะได้เปรียบกับการหาเสียงโดยเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติก็ตาม

แต่การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นโดยเฉพาะผู้สมัครท่านเดิมที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อนหน้านั้น จะกลายเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรค กล่าวคือ กรณีผู้สมัครที่ทำผลงาน หรือมีภาพลักษณ์ที่ประชาชนชื่นชอบ ผู้สมัครท่านนั้นมีโอกาสได้รับความนิยมจะเป็นกลายเป็นโอกาสที่เกื้อหนุนส่งเสริมผู้สมัครท่านนั้น ในทางกลับกัน หากผู้สมัครท่านนั้นมีภาพลักษณ์ในเชิงลบ ประชาชนเกิดความเบื่อหน่าย หรืออยากเปลี่ยนแปลง ก็จะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง กลายเป็นต้นทุนที่ผู้สมัครและพรรคของตนจะต้องหาทางแก้ไขชดเชยต้นทุนเหล่านั้น หากไม่สามารถแก้ไขต้นทุนเหล่านั้นแล้วจะกลายเป็นโอกาสของคู่แข่งขันในทันที

 

ณัฐกร วิทิตานนท์
อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

สนามเลือกตั้ง อบจ. 47 จังหวัด มีการแข่งขันที่หลากหลาย ระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย ประชาชน และภูมิใจไทย ไม่ใช่การแข่งขันของพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านทั้งหมด ขึ้นกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น ภาคอีสานเป็นการแข่งขันระหว่างเพื่อไทยและภูมิใจไทย ภาคเหนือเป็นการแข่งขันระหว่างเพื่อไทย ประชาชน และภาคกลาง-ภาคตะวันออก ประชาชนแข่งขันกับบ้านใหญ่

ส่วนกลยุทธ์การแข่งขันของผู้สมัครนายก อบจ.ซึ่งมีเพียง 2 พรรคคือ เพื่อไทยและประชาชน ที่ประกาศส่งผู้สมัครลงแข่งขันอย่างเป็นทางการ จึงมีการแต่งตั้งแกนนำ หรือบุคคลสำคัญของพรรคเป็นผู้ช่วยหาเสียง และส่งตัวแทนของพรรคลงพื้นที่ปราศรัยกับผู้สมัคร โดยพรรคประชาชนมีประมาณ 17 จังหวัด ส่วนพรรคเพื่อไทย หลักมี 9 จังหวัดที่ส่งลงในนามพรรค และอีก 10 จังหวัดส่งในนามสมาชิกพรรค

ขณะที่นโยบายการหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองจะเห็นว่าเพื่อไทยไม่มีนโยบายกลางสำหรับผู้สมัครโดยตรงขึ้นกับแต่ละจังหวัด ส่วนประชาชนมีนโยบายกลางคือ อบจ.โปร่งใส ซึ่งพรรคออกแบบมาให้ผู้สมัครทั่วประเทศนำไปใช้ในการหาเสียง บวกกับนโยบายพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ มีนโยบายแก้ปัญหา PM2.5 ภัยพิบัติ และพหุวัฒนธรรม ฯลฯ

“พื้นที่ที่มีการแข่งขันดุเดือดคือ พื้นที่ที่มีนายก อบจ.เดิมและ ส.ส.สังกัดอยู่คนละพรรคการเมือง เช่น เชียงใหม่ อดีตนายก อบจ.สังกัดเพื่อไทย ส่วน ส.ส.สังกัดประชาชน ถือเป็นจังหวัดที่มีความน่าสนใจ เพราะผู้สมัครแต่ละคนก็มีฐานเสียงของตัวเอง เช่น ประชาชนก็มีฐานเสียงของ ส.ส. ขณะที่เพื่อไทยก็มีความได้เปรียบเพราะเคยเป็นอดีตนายก อบจ.มาก่อน พื้นที่ลักษณะนี้จึงมีความน่าสนใจว่าสุดท้ายแล้วใครจะชนะ”

ที่น่าสนใจพื้นที่ที่พรรคประชาชนคาดหวัง คือจังหวัดที่ได้ ส.ส.ยกจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น ตราด จันทบุรี ระยอง สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ซึ่งไม่ได้ชนกับเพื่อไทยแต่ชนกับบ้านใหญ่ คืออดีตนายก อบจ. คาดว่าพรรคประชาชนไม่ได้หวังจะชนะในพื้นที่สำคัญที่มีการแข่งขันดุเดือด เช่น เชียงใหม่ ซึ่่งมีอดีตนายก อบจ.จากเพื่อไทยลงชิงเก้าอี้สมัยที่ 2 แม้ ส.ส.ในพื้นที่ส่วนใหญ่มาจากประชาชนก็ตาม

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนน่าจะนำผลคะแนนครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับผลคะแนนครั้งก่อน เพื่อทบทวนและปรับยุทธศาสตร์ของพรรคต่อไป แต่จังหวัดที่คาดหวังเก้าอี้ได้มีประมาณ 2-3 จังหวัดคือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครนายก ที่ได้อดีตนายก อบจ.คนเก่ามาลง ส่วนเชียงใหม่โอกาสค่อนข้างยาก เพราะคาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิน้อย ประมาณร้อยละ 50-60 เท่านั้น เมื่อเทียบกับเลือกตั้งใหญ่ที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงกว่าร้อยละ 80