คดีฮั้วส.ว. – พลันที่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ที่มี “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการ กคพ.
เป็นประธานการประชุม กคพ. โดยมีกรรมการ กคพ.เข้าร่วมประชุม 18 คน จากทั้งหมด 22 คน มีวาระพิจารณา การคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่มีกระบวนการหรือพฤติการณ์ที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ซึ่งมีพฤติการณ์อันอาจเป็นความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 และประมวลกฎหมายอาญา หรือคดีฮั้ว ส.ว.67
ตามที่ความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองด้านอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมพิเศษ ของดีเอสไอ ที่ประชุม และเสนอว่า เข้าข่ายความผิด ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 (อั้งยี่) มาตรา 116 (ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ) พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
โดยที่ประชุม กคพ.มีมติ 11 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และไม่เห็นด้วย 4 เสียง ชี้ว่าคำร้องการเลือก ส.ว. เข้าฐานคดีฟอกเงิน เป็นคดีพิเศษ มีลักษณะเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 (1) ตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ทั้งนี้หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบการกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561 มาตรา 77 วรรคหนึ่ง อันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของ กกต. ให้แจ้งต่อคณะกรรมการ กกต.ทราบ เพื่อพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
ตามข้อเท็จจริงทางข้อกฎหมาย มติของ กคพ.ที่ให้รับคดีการเลือก ส.ว. เข้าฐานความผิดฟอกเงินเป็นคดีพิเศษนั้น ซึ่งเป็นไปตามบัญชีแนบท้ายของการดำเนินคดีพิเศษ ที่ดีเอสไอสามารถดำเนินการได้เลย โดยไม่มีฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 (อั้งยี่) และมาตรา 116 (ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ) เกี่ยวข้องด้วย
ในทางการเมืองดูเหมือนจะผ่อนคลายขึ้น ผ่านสถานการณ์การปะทะกันของ ดีเอสไอ กับ ส.ว.กลุ่มสีน้ำเงินที่ถูกตรวจสอบ พร้อมกับมีการวิเคราะห์กันว่า มติของ กคพ.ที่รับตรวจสอบคดีฮั้วเลือก ส.ว. ไว้แค่ฐานความผิดฟอกเงินเพียงกรณีเดียวนั้น มีความเชื่อมโยงมาจาก 4 ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง ที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พา “เนวิน ชิดชอบ” ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เข้าพูดคุยกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา
ซึ่ง “อนุทิน” ได้ออกมายอมรับว่า มีการพูดคุยกันจริง ทั้งเรื่องการเตรียมความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ การผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … หรือร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรค พท.
สถานการณ์ทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรค พท.เป็นแกนนำ กับการขับเคลื่อนนโยบายหลายเรื่องของรัฐบาลมักจะมีความเห็นต่างจากพรรค ภท. พรรคร่วมรัฐบาลอันดับที่สอง ที่ถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับกลุ่ม ส.ว.สีน้ำเงิน จนถูกมองว่าพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหาเรื่องความเป็นเอกภาพ แต่เมื่อที่ประชุม กคพ. ซึ่งขับเคลื่อนโดยดีเอสไอ ภายใต้กำกับของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีมติรับคดีฮั้ว ส.ว. ฐานความผิดฟอกเงินไว้เป็นคดีพิเศษ ในทางการเมืองดูเหมือนบรรยากาศจะดีขึ้น แต่ในข้อเท็จจริงการเดินหน้าตรวจสอบฐานความผิดฟอกเงิน ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 อาจไม่แน่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะผ่อนคลายขึ้นได้จริง
ผ่านนัยยะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่สวมหมวกเป็น รองประธาน กคพ.อีกตำแหน่ง ที่เผยแนวทางการตรวจสอบคดีฮั้ว ส.ว.ของ กคพ.จากนี้ว่า หลัง กคพ.รับเป็นคดีพิเศษ จะเชิญพนักงานอัยการร่วมสอบสวนด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และอำนวยความยุติธรรม และจะตั้งคณะทำงานสอบสวนเพื่อนำไปสู่การสอบสวน ทั้งนี้มีการประสานข้อมูลกับ กกต.อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาร่วมกันทำงานกันมาตลอด เพราะข้อหาฟอกเงิน ข้อหาผิดอาญาอื่นไม่จำเป็นต้องเชิญผู้แทน กกต.เข้าร่วม ส่วนกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. มีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้มีผู้มาร้องและกระทบต่อความมั่นคง
ทั้งนี้ ดีเอสไอทำเฉพาะกรณีความผิดเกี่ยวกับฟอกเงิน และอาจขยายผลเกี่ยวกับคดีอาญาอื่น เช่น อั้งยี่ หากกลุ่ม ส.ว.อยากมาให้การแสดงความบริสุทธิ์ ก็พร้อมที่จะรับฟัง หากพบที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินทางอาญาในคดีมูลฐาน เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะทำการออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบชั่วคราว
หากถอดรหัสการเดินหน้าตรวจสอบคดีฮั้วเลือก ส.ว.ของ กคพ. ตามแนวทางที่ พ.ต.อ.ทวีระบุไว้ แน่นอนว่าจะส่งผลให้การเผชิญหน้าทางการเมือง ในฉากหน้าคือ พ.ต.อ.ทวี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีดีเอสไอ กับกลุ่ม ส.ว.สีน้ำเงิน ยังคงทวีความร้อนแรงต่อไป ซึ่งกลุ่ม ส.ว.ได้เดินหน้าตรวจสอบกลับอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน ทั้งการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบจริยธรรมและยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง รวมทั้งเตรียมเปิดอภิปรายทั่วไป แบบไม่ลงมติ พ.ต.อ.ทวี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 153
ส่วนฉากหลังอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากมีการเชื่อมโยงกันว่า ส.ว.กลุ่มสีน้ำเงิน มีความใกล้ชิดกับพรรค ภท. พรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสียง ส.ส.อันดับที่สอง ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลพรรค พท. ที่กำลังเผชิญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นอภิปราย “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว รวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญๆ ของรัฐบาล
อย่างการเดินหน้าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … หรือร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่จะต้องอาศัยเสียงสนับสนุนของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรค ภท.ด้วย
จึงเป็นโจทย์ร้อนของ “นายกฯ” ในฐานะผู้นำรัฐบาล ต้องโชว์ฝีมือบริหารจัดการความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล ให้เดินหน้าร่วมกันไปจนครบวาระในปี 2570

