6เดือน‘รบ.อิ๊งค์’
ฝ่าศึกนอก-ศึกใน
การเมืองยังร้อน
รัฐบาลผสมที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำทีมบริหารประเทศ ผ่านห้วง 6 เดือน เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา หากนับจากวันแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567
ที่รับไม้นั่งนายกฯบริหารประเทศต่อจากรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน โดยมีพรรคร่วมรัฐบาลแทบจะเหมือนเดิม เพิ่มเติมมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้ามาร่วมเป็น ครม. และปรับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกไปเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน
กว่า 6 เดือนของรัฐบาลแพทองธาร ต้องเดินทางบริหารประเทศทันทีแทบจะไม่มีเวลาให้ฮันนีมูน โดยต้องนำพารัฐนาวาฝ่าคลื่นลมการเมือง รวมทั้งศึกในและศึกนอกที่ประเดประดังเข้ามาท้าทายฝีมือบริหารของนายกฯ
โดยมีโจทย์ใหญ่ที่เป็นการบ้านสำคัญ รอวัดฝีมือรัฐบาล คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตเหมือนเมื่อครั้งรัฐบาลไทยรักไทย ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกฯ
ซึ่งตัวเลขการเติบโตจีดีพีของไทยในปี 2567 ปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 2.5% จากตัวเลขจีดีพีของปี 2566 ที่โตเพียง 1.9% โดยรัฐบาลแพทองธารตั้งเป้าการเติบโตของจีดีพีในปี 2568 ไว้ที่ 3% ผ่านนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ
อาทิ โครงการเติมเงินหนึ่งหมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ในเฟสที่ 3 ให้กับกลุ่มอายุ 16-20 ปี กว่า 2.7 ล้านคน วงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท โครงการ Amazing Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การจัดงานเทศกาลตลอดทั้งปี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการต่างๆ สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เปิดเผยตัวเลขส่งเสริมการลงทุนมูลค่ามากกว่า 1.13 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีของไทย ซึ่งฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลได้เตรียมโครงสร้างและปัจจัยต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ตามทิศทางการลงทุนของโลก
ขณะที่ศึกในที่รัฐบาลแพทองธารต้องเผชิญเช่นเดียวกับรัฐบาลเศรษฐา คือ การทำงานร่วมกันของรัฐบาลผสม ดังจะเห็นได้จากห้วง 6 เดือนที่ผ่านมา มักมีปัญหาความเห็นที่ไม่ตรงกันของพรรคแกนนำรัฐบาล อย่างพรรค พท. กับพรรคร่วมรัฐบาลอันดับสองอย่าง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ขยายความขัดแย้งมาถึงการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ ว่าเข้าข่ายความผิดฮั้วเลือก ส.ว.หรือไม่ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใต้กำกับของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีหลักฐานเชื่อมโยงว่า 140 ส.ว.กลุ่มสีน้ำเงิน เข้าข่ายกระทำความผิดโพยฮั้ว ส่งผลให้กระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2561 โดยคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติ 11 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 4 เสียง ให้ดีเอสไอตรวจสอบคดีโพยฮั้ว ส.ว.ในฐานความผิดฟอกเงิน
ส่วนฟากฝั่ง 140 ส.ว.ผนึกกำลังตอบโต้กลับ ด้วยการเปิดอภิปรายแบบไม่ลงมติ พร้อมกับเข้าชื่อยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิด พ.ต.อ.ทวี และดีเอสไอ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีบางฝ่ายยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ ขอให้การเลือก ส.ว.เป็นโมฆะ และให้ดำเนินการตรวจสอบว่ามีการเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองด้วยหรือไม่
นอกจากนี้ รัฐบาลแพทองธารยังต้องเตรียมพร้อมรับการตรวจสอบ ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ได้ยื่นญัตติอภิปราย น.ส.แพทองธาร นายกฯ เพียงคนเดียว โดยจะพุ่งเป้าเนื้อหาสาระการอภิปรายนายกฯถึง 95% แม้จะยอมปรับ ตัดชื่อ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ออกจากญัตติ เพื่อให้สามารถเดินหน้าอภิปรายได้โดยไม่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมสภา
แต่ประเด็นที่ประชาชนต้องการรับฟัง คือ เนื้อหาสาระ ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ ส.ส.พรรค ปชน.จะอภิปรายด้วยมาตรฐานของพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล แบบตรงไปตรงมา จับต้องได้ สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองจนถึงขั้นต้องปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ โดยคาดว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเริ่มขึ้นในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ส่วนเวลาการอภิปรายที่ฝ่ายค้านขอไป 30 ชั่วโมง อยู่ที่ผลประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่ายตกลงกันอีกครั้ง
ส่วนศึกนอกที่รัฐบาลจะต้องเผชิญ คือ แรงกดดันจากประเทศสหรัฐอเมริกา ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ สมัยที่ 2 ผ่านมาตรการการขึ้นภาษี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าหลายชนิดของไทย รวมทั้งแรงกดดันจากนานาประเทศ ในประเด็นการส่งชาวอุยกูร์ 40 คน กลับประเทศจีน แม้รัฐบาลจะดำเนินการด้วยความรัดกุม มีการพูดคุยกับรัฐบาลจีนให้มีช่องทางการตรวจสอบกระบวนการส่งกลับชาวอุยกูร์ให้มีความโปร่งใส แต่ในมุมมองของนานาชาติ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนสำคัญที่สุด จึงไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการส่งกลับชาวอุยกูร์ จึงมีการประณามผ่านช่องทางต่างๆ
นอกจากนี้ รัฐสภายุโรปได้ลงมติประณามประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในไทย เรียกร้องให้ใช้การเจรจาการค้าเสรีเป็นแต้มต่อกดดันไทยให้ปฏิรูปกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพ รวมถึงระงับการเนรเทศผู้อพยพชาวอุยกูร์ จึงเป็นอีกแรงกดดันจากภายนอกที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว
6เดือนของรัฐบาลแพทองธารที่ต้องเผชิญทั้งปัจจัยบวกและลบ หากนายกฯและ ครม.เดินหน้าบริหารประเทศให้เกิดความสำเร็จผ่านตัวชี้วัด ทั้งนโยบายที่สำคัญๆ ออกมาจับต้องได้ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างจีดีพีเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ตลอดจนบริหารความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลให้ปราศจากรอยร้าวมากระทบเสถียรภาพของรัฐบาล ย่อมส่งผลต่อการเดินหน้าของรัฐบาลแพทองธารในห้วงอายุของรัฐบาลที่เหลืออยู่เกือบ 2 ปี ก่อนจะครบวาระในปี 2570 ได้ไม่ยากนัก หากผลออกมาในทางตรงข้าม คงไม่ต่างกับการนับถอยหลังรัฐบาลผสม ภายใต้การนำของพรรค พท.
ทั้งหมดจึงอยู่ที่ฝีมือการบริหารจัดการ ทั้งศึกใน ศึกนอก ของนายกฯ ว่าจะฝ่าด่านการเมืองร้อน ให้รัฐบาลเดินหน้าไปจนครบวาระได้หรือไม่

