หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ กรณีคณะรัฐมนตรี ผู้ร้อง มอบหมายให้นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ กรณีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของนายกฯและ ครม. ในการเสนอชื่อบุคคลเป็นรัฐมนตรี และต่อมาศาลมีมติไม่รับคำร้องตีความคุณสมบัติบุคคลดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-ไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรง
วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
การให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เสมือนเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย ในการร่วมพิจารณาว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 21/2567 และรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 160 ที่กล่าวถึงการพิจารณาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงตรงนี้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญตีเรื่องกลับมา บอกว่านี่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ต้องยอมรับว่าศาลวินิจฉัยถูกต้อง
การตรวจสอบดังกล่าวจะทำได้บนเงื่อนไขที่ว่ามีการกระทำของหน่วยงานภาครัฐและมีกฎหมายยื่นเข้าไปในสภา แล้วส่งให้ตรวจสอบ รัฐบาลอาจจะสับสนระหว่างบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญกับสำนักงานกฤษฎีกา ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลจริงๆ แต่เข้าใจรัฐบาลได้จากประเด็นนี้เพราะต้องการความแน่นอนและความมั่นใจในการปรับ ครม.ไม่ให้เกิดปัญหา
พอเป็นรัฐบาลแพทองธาร ยิ่งจะต้องดูแลรัฐบาลนี้ยิ่งกว่าไข่ในหิน ต้องตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมายกับทุกหน่วยงาน แต่กรณีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญไม่เล่นด้วย ความหนักใจเลยโยนกลับมาที่รัฐบาล ปัจจุบันคนที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายคนไม่ใช่ตัวจริง รัฐมนตรีคนไหนตัวจริง อาจจะมีปัญหาทางกฎหมาย จึงต้องส่งตัวสำรองมา ในเชิงการบริหารจะลำบาก ตรงที่ตัวจริงไม่มีอำนาจหน้าที่ทางกฎหมาย ขณะที่คนที่มีตำแหน่งอาจจะตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องรอฟังจากคนข้างหลัง ตรงนี้ก็เป็นความน่าสนใจของรัฐบาลเพราะการปรับคณะรัฐมนตรี มักเกิดขึ้นในทุกๆ ครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
อยากให้มองภาพใหญ่กว่านั้นในอีกประเด็นหนึ่ง เป็นปัญหาระดับโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ถูกยกไว้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง มีการกำหนดมาตราและคุณสมบัติของของรัฐมนตรีเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต การยึดในจริยธรรม เข้มข้นยิ่งกว่าการคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถมีความรู้เสียอีก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการรัฐมนตรีที่เป็นคนสีขาว ไม่เคยมีข้อบกพร่องเลย อาจจะไม่ได้สนใจว่าบุคคลจะมีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้เป็นปัญหาระดับโครงสร้างรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลควรจะมองว่าไม่ใช่แค่การส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากรณีปรับ ครม.จะเข้ามาตรา 160 นี้หรือไม่ แต่รัฐบาลต้องร่วมมือกับนักการเมืองทุกคนในสภาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ใครมาเป็นนายกฯก็ต้องเผชิญและลักษณะของมาตราแบบนี้เปิดช่องให้แทรกแซงทางการเมืองโดยฝ่ายตุลาการได้ง่าย เรื่องจริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริต เป็นเรื่องที่กว้างมาก และบางเรื่องคนในสังคมก็เห็นไม่ตรงกัน ทางออกจึงไม่ใช่แค่การมองศาลรัฐธรรมนูญเป็นเหมือนที่ปรึกษา ผมเห็นนักการเมืองในปัจจุบันมีปัญหาอะไร ก็ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญดูก่อน ปัญหากลายเป็นว่าการตัดสินใจสำคัญทางการเมืองในประเทศ สุดท้ายต้องได้รับการตรวจโดยศาลรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นทางออกจริงๆ นี้คือการแก้รัฐธรรมนูญ
รัฐบาลอาจต้องให้ความสำคัญในการหาคะแนนเสียงสนับสนุนจากทั้งสภาล่างและสภาสูงให้เข้มข้นมากกว่านี้ ขณะที่การปรับ ครม.ทิศทางมันก็คงจะเป็นเหมือนกับรัฐบาลแพทองธาร 1 คือต้องเอาตัวสำรองมาเล่นแทน คนที่อยู่ในตำแหน่งไม่สามารถตัดสินใจได้เอง จะส่งผลต่อภาพรวมในการบริหาร เวลาจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเริ่มตรวจสอบจากคนที่อยู่ในตำแหน่งก่อน ผมเลยอยากเห็นว่า การแก้รัฐธรรมนูญให้แก้ในประเด็นเหล่านี้ว่านักการเมืองจะซื่อสัตย์สุจริตหรือจะมีจริยธรรมหรือไม่ ให้นักการเมืองเป็นคนตรวจสอบกันเอง กลไกแรกเลยคือการเลือกตั้งจากประชาชน ให้กลไกของประชาธิปไตยดังกล่าว เป็นคนตรวจสอบฝ่ายบริหาร
พรรคเพื่อไทยสามารถเสนอแก้เป็นรายมาตราก็ได้ จะได้ไม่ต้องไปติดล็อกเรื่องการทำประชามติ แต่พรรคเพื่อไทยไม่ทำ เพราะจะถูกกล่าวหาว่าแก้กฎหมายเพื่อประโยชน์ตัวเอง ก็เลยเลือกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับดีกว่า เป็นทางออกที่พอจะทำได้ อาจไม่ใช่ที่ดีที่สุด แต่จำใจจะต้องออกในทางนี้
วันวิชิต บุญโปร่ง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ก ารยื่นหนังสือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติการเสนอชื่อแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ว่าบุคคลต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แสดงว่ามีเป้าประสงค์ที่จะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอนาคต ซึ่งมีข้ออ้างไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน เหมือนกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนมีคำวินิจฉัยไปที่นายเศรษฐาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
เนื้อหาคำวินิจฉัยดังกล่าว จะผูกพันไปยังการแต่งตั้งรัฐมนตรีในอนาคต หมายถึงว่า รัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่ง หรือการจะแต่งตั้งรัฐมนตรีในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในอนาคต ต้องรู้ว่าอยู่ในขอบเขต หรือขอบข่ายอะไรบ้าง การปรับคณะรัฐมนตรีก็อาจจะมีบางคนที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คณะรัฐมนตรีพยายามจะยื่นประเด็นหารือในเรื่องความชัดเจนเกี่ยวกับมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ว่ามีความกว้าง ครอบคลุมไปที่ระดับไหนบ้าง ทั้งนี้ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะให้ความเห็นในลักษณะปรึกษาหารือได้
แหน่งรัฐมนตรีเกิดขึ้น แล้วมีการร้องเพื่อตรวจสอบรัฐมนตรีที่กำลังดำรงตำแหน่งว่า ตัวรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่มีความสื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
การตั้งเรือธงตรงนี้ที่ยื่นไปถามศาลรัฐธรรมนูญ อาจต้องการสร้างบรรทัดฐานว่า ศาลฯจะมีความเห็นอย่างไรต่อคำว่า มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่อยากให้เกิดความสุ่มเสี่ยงในการปรับคณะมนตรีว่า มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่บกพร่องต่อหน้าที่ หรือแต่งตั้งโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ส่วนการวางสเปกของรัฐมนตรีนั้น คิดว่าจะทำให้ได้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีความซื่อสัตย์สุจริตมาดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นการสกัดให้คนที่ไม่ดี ไม่ให้เข้ามามีอำนาจทางการเมือง อันนี้เป็นข้อดี แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการนิยามที่ทำให้เห็นว่ามีเจตนาที่มีวาระซ่อนเร้นอยู่ เพราะคำว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้นมีความเป็นสากลอยู่แล้ว
ยกตัวอย่างว่า ถ้ามีการขโมยของในบ้าน ถ้าพ่อแม่รู้ว่าขโมยของในบ้าน พ่อแม่อาจจะทำโทษหรือตำหนิ แต่ถ้าไปขโมยของนอกบ้านอาจจะต้องรับโทษทางกฎหมาย ซึ่งการเปรียบเทียบนี้จะแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ก็ย่อมรู้ว่ามีความผิดอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับคำว่า ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้น ถ้าเคยติดคุกติดตะรางในต่างประเทศ หรือในประเทศ ก็ถือว่ามีความผิดอยู่แล้ว
โดยเฉพาะคนที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องไม่มี ภาพลักษณ์ที่มัวหมอง และสังคมสามารถสืบค้นถึงประวัติในอดีตได้ว่า การทำงานทางการเมืองเป็นอย่างไร ซึ่งการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีน่าจะต้องพิจารณาจากความรู้ และความสามารถ
ฉะนั้น การปรับ ครม.ที่อาจกำลังเกิดขึ้น คงไม่มีการแต่งตั้งคนที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคำว่า ไม่มีความซื่อสัตย์ สุริตไม่เป็นที่ประจักษ์ จากกรณีของนายเศรษฐา อดีตนายกฯ นั้น เป็นบรรทัดฐานให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ทำอะไรอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ส่วนประเด็นที่มีข่าวปล่อยออกมาว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะกลับมานั้น ผมคิดว่าสถานะของเขาก็มีลักษณะที่มีอำนาจเหนือกว่ารัฐมนตรีในพรรคกล้าธรรมอยู่แล้ว คงไม่เอาอนาคตตัวเองมาสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ ครม.ของรัฐบาลล่มสลายไปด้วย ดังนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น
ฉะนั้น ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญตีกลับปัดประเด็นนี้ตกไป เนื่องจากเรื่องการหารือไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับว่า มีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้วว่า ครม.ชุดนี้ไม่ผลีผลามจะไปแต่งตั้งบุคคลที่ส่อเค้าว่าจะทำให้ ครม.พังครืนลงไปด้วย
นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา

กรณีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการเสนอชื่อบุคคลเป็นรัฐมนตรี แต่ศาลมีมติไม่รับคำร้องตีความเกี่ยวกับคุณสมบัติบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง ในฐานะเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย นี่คือความผิดพลาดของฝ่ายกฎหมาย ครม. ไม่ทราบว่าเป็นใคร การยื่นคำร้องต่อศาลนั้น ต้องมีข้อพิพาทเกิดขึ้นก่อนศาลจึงจะรับ เพราะศาลไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งเป็นคำที่ต้องขอขีดเส้นใต้เอาไว้ ศาลเป็นที่ตัดสินอรรถคดี การนำเรื่องไปยื่นคำร้องขอหารือศาลและศาลไม่รับนั้นถูกแล้ว เพราะยังไม่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น เช่น สมมุติว่ามีเรื่องนี้หรือเรื่องใดเกิดขึ้นแล้วไปถามต่อศาลว่าท่านจะตัดสินอย่างไร
ส่วนปัญหาใหญ่นั้น คือ รัฐธรรมนูญเราเขียนไม่ชัดเจนว่าอะไรคือการบกพร่องทางจริยธรรมหรือศีลธรรม การเขียนกฎหมายที่ดีนั้นต้อง ไม่ตัน ไม่ตาย ไม่ต้องตีความ และต้องเขียนกฎหมายไม่ให้ศาลต้องใช้ดุลพินิจเยอะ เพราะดุลพินิจไม่มีหลักประกันแห่งความยุติธรรม ต้องระบุไปเลยว่าอะไรคือการบกพร่องทางจริยธรรมหรือคุณธรรม ไม่ใช่เขียนกันแบบลอยๆ แล้วไปรอเหตุผลดุลพินิจของศาลแต่ละคน นี่คือปัญหา
เมื่อ ครม.ยังโย้เย้เรื่องร่าง รธน.กันอยู่ แต่รู้หรือไม่ว่ามันย้อนกลับไปหาใคร มันก็ย้อนกลับไปหาตัวพวกท่านนี่แหละ ฉะนั้นแล้วต้องพูดกลับมาที่เดิมว่าปัญหาใหญ่คือกฎหมายที่เขียนมาไว้ไม่ชัดเจน จึงอยากส่งเสียงนี้สื่อไปให้ถึงยัง ครม.ว่าต้องจริงจังกับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ
เขียนไว้ให้ชัดเจนว่า อะไรคือเรื่องศีลธรรมจริยธรรม ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดปัญหาอย่างนี้ต่อไป เมื่อมีเรื่องหรือข้อพิพาทต้องไปลุ้นกันที่ดุลพินิจของศาล กลายเป็นประเทศนี้ไม่มีมาตรฐานเลยว่าคำพิพากษาจะเป็นอย่างไร
ถ้าจะมีการปรับ ครม.ในเรื่องของคุณสมบัตินั้น ให้กลับไปเขียนกฎหมายให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคุณสมบัติต้องเป็นอย่างไร อะไรคือลักษณะต้องห้าม แต่เมื่อพูดไปก็เหมือนกับเป็นเพียงนามธรรม เพราะเรานั้นทราบกันอยู่แล้วว่า บริบทการเมืองไทยนั้นคืออะไร ฝากไปถึงยังนายกรัฐมนตรีให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถ
ไม่ใช่อาศัยแต่โควต้าของแต่ละพรรค รัฐมนตรีบางคนไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย ให้นึกถึงคนที่มีความรู้ความสามารถวางคนให้ถูกงาน
อย่าให้สังคมมองว่าเป็น ครม.ตัวแทน รัฐมนตรีตัวแทน ไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถประชาชนเขามองกันอยู่ คำตอบสุดท้ายก็อยู่ที่คูหาเลือกตั้ง ที่ทุกวันนี้ประชาชนนั้นเขารู้ทันนักการเมืองแล้วไม่ใช่ไม่รู้

