‘โรม-ทวี’เคลียร์ปม ซักฟอกชั้น 14 ‘ทักษิณ’

26.03.25 | 12:36 น.

‘โรม-ทวี’เคลียร์ปม
ซักฟอกชั้น 14 ‘ทักษิณ’

หมายเหตุนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายในประเด็นการตรวจสอบกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ถึงการกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของนายกรัฐมนตรี ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงการทำหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคม

รังสิมันต์ โรม
ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน

การทำลายกระบวนการยุติธรรม กรณีให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะบิดา พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

โดยนายกรัฐมนตรีคือประจักษ์พยานและตัวการสำคัญต่อการทำผิดกฎหมายในเรื่องชั้น 14 เพราะมีชื่อ 1 ใน 10 คนที่สามารถเข้าเยี่ยมที่โรงพยาบาลตำรวจได้ อย่างไรก็ดี ช่วงที่นายทักษิณลี้ภัยในต่างประเทศ 15 ปี ได้กลับประเทศไทยช่วงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งการกลับประเทศดังกล่าว ผมเชื่อว่ามีดีลลังกาวีเกิดขึ้น และภาพที่เดินทางมาถึงประเทศไทย คือคนที่สุขภาพแข็งแรง แต่ผ่านไป 2 วันพบว่าทางเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ แถลงถึงอาการป่วย 4 โรคร้ายแรง และมีอาการวิกฤต ที่ต้องส่งไปยังโรงพยาบาลตำรวจ

Advertisement

มีไอ้โม่ง 2 ตัวใจดี ลดแลกแจกแถมให้บิดานายกฯออกจากเรือนจำ เพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ หากวันนั้นไอ้โม่งขัดขวาง ไม่มีทางที่นายใหญ่จะได้ไปโรงพยาบาลตำรวจ จนกว่านายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ มีอำนาจเต็ม ซึ่งเรื่องนี้ น.ส.แพทองธารรู้เห็นทั้งหมด รวมถึงไม่มีการดำเนินคดีกับไอ้โม่งตามที่สัญญากับประชาชน เพราะพ่อได้กลับบ้านแล้ว นี่คือดีลแลกประเทศที่นายกฯสมคบ เพื่อช่วยเหลือพ่อตัวเอง ไม่ให้นอนคุกแม้แต่วันเดียว

นอกจากนั้น ยังพบการร้องขออภัยโทษเฉพาะราย ภายหลังจากที่นายทักษิณพักในโรงพยาบาลตำรวจแล้ว 7 วัน ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ไม่ดำเนินการ ทำให้นายทักษิณต้องดำเนินการด้วยตนเอง ทั้งที่มีอาการป่วยหนัก ปางตาย ต้องเตรียมเอกสาร เพื่อร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษด้วยตนเอง ผมมองว่านายกรัฐมนตรีรู้ว่าพ่อไม่ป่วย จึงให้เขียนขออภัยโทษเอง ซึ่งกรณีดังกล่าว มีรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีอาการป่วยวิกฤตสลับปกติ จึงเป็นการย้อนแย้ง และนายกรัฐมนตรีทำเรื่องตบตาประชาชน เรื่องอาการป่วย เพื่อได้อภิสิทธิ์ของการพักรักษาตัวระดับวีวีไอพี ที่โรงพยาบาลตำรวจ

นายกฯปกปิดอาการป่วยเพื่อให้ไม่ให้คนติดคุกแม้แต่วันเดียว และมีการสมคบคิด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงแต่งตั้งบุคคลที่ช่วยเหลือพ่อให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง อวยยศ หน้าที่การงาน ได้รับการปูนบำเหน็จเพิ่มเติม ในรอยต่อรัฐบาลนายเศรษฐาและ น.ส.แพทองธาร จนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอยู่ในตำแหน่งอย่างเหนียวแน่น เพราะดำเนินการกรณีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

โดยเฉพาะแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจที่ได้นั่งเป็นกรรมการอิสระของบอร์ดไออาร์พีซี ได้เงินนับล้านบาทต่อปี และเป็นตัวเต็งรอง ผบ.ตร. ก่อนเกษียณ นอกจากนั้นยังให้หมอที่ลงนามในใบความเห็นแพทย์ เพื่อรักษาตัวต่อ ซึ่งชื่อย่อ พล.ต.ท. ส.ม. เป็นพี่ชายของอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย อาจมีส่วนได้เสียหรือไม่ เพราะคิดเป็นอื่นไม่ได้ว่าเป็นการตอบแทนทางการเมือง เอาความยุติธรรมและผลประโยชน์แลก เพื่อคนในครอบครัว

แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะเกิดก่อนที่เป็น น.ส.แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว กลับไม่ดำเนินคดีใดๆ ทั้งยังพบข้อมูลว่าระหว่างรักษาตัว มีบุคคลนอกรายชื่อ คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และอดีต ผบ.ตร. เข้าเยี่ยมด้วย และยังมีรายละเอียดว่ามีการกินอยู่ระดับหรู

รวมถึงยังมีประเด็นด้วยว่า นายทักษิณแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทบุคคลที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จด้วย ซึ่ง 1 วัน หลังจากที่แพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์แถลงว่ามีอาการป่วยหนัก แสดงให้เห็นว่านายทักษิณที่แพทย์ระบุว่ามีอาการป่วยหนัก สามารถมีโทรศัพท์มือถือไว้ใช้ได้ อย่างไม่ถูกจำกัดสิทธิใดๆ ในกรณีนี้นายใหญ่ถือเป็นเจ้าพ่อเครือข่ายทางการเมืองที่ชั้น 14 หรือไม่

นายกฯอาจเอาโทรศัพท์ไปให้ใช้ระหว่างควบคุมตัว คือการละเมิดกฎหมายราชทัณฑ์ และยืนยันว่าไม่มีการป่วยวิกฤต แต่คือป่วยทิพย์ และหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ไม่พบว่ามีการเข้ารับการรักษาตัวต่อ ถือเป็นการโกหก เพราะทราบดีว่าบิดาไม่ได้ป่วย

ส่วนการพักโทษนั้น ก็ไม่ตรงกับความจริง เพราะในกรณีชั้น 14 นายกรัฐมนตรีปฏิเสธไม่ได้ถึงการสมคบคิด เพื่อทำลายระบบยุติธรรม อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ซึ่งถูกคาดหวังต่อการตรวจสอบความยุติธรรมว่า อย่าให้การเข้าเรียนหลักสูตร บยส.23 ที่แพทย์ใหญ่กับประธาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมา เป็นอุปสรรคตรวจสอบ

ทั้งนี้การกระทำของนายกรัฐมนตรี และคณะ ไม่ต่างจากพานักโทษหนีคุก และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีและพวกดำเนินการ คือการสมรู้ร่วมคิดของหน่วยงานโรงพยาบาลตำรวจ และราชทัณฑ์ และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำ ครบองค์ประกอบกฎหมายอาญามาตรา 209 และมาตรา 210 ฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งบทบัญญัติกำหนดโทษร้ายแรง

อย่างไรก็ดี เหตุที่นายทักษิณไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว เป็นเพราะการกระทำที่ผิดกฎหมาย ที่นายกรัฐมนตรีและลูกน้อง ทำดีลแลกประเทศ จนทำลายหลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรม ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ผมถูกพาดพิงโดยนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ที่ได้ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอยู่ในตำแหน่งอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากเรื่องไม่โปร่งใสกรณีชั้น 14 ยืนยันว่า กระทรวงยุติธรรมต้องเชื่อมั่น เข้าถึงและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ซึ่งตนแอบหวังว่าท่านน่าจะเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ แต่สิ่งที่ท่านพูดมาตนก็เสียใจ เพราะท่านช่างตัดตอน จินตนาการ และใช้วาทกรรม ในกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ได้เกี่ยวกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯเลย เพราะนายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยโทษไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ตอนนั้น น.ส.แพทองธารยังไม่ได้เป็นนายกฯ

การที่นายรังสิมันต์อ้างว่ามีดีลแลกประเทศ และขยายว่ามีดีลปีศาจ ผมไม่รู้ว่าก้นบึ้งของจิตใจท่าน ท่านจะหมายถึงอะไร ถ้านายรังสิมันต์ดูให้ดี เป็นวาทกรรม และเป็นเรื่องที่นายรังสิมันต์จินตนาการเอง ท่านต้องยอมรับว่าหลังจากการยุบสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดคือพรรคก้าวไกล ปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นดีลแลกประเทศ ส่วนท่านจินตนาการอย่างไรในเชิงลึก ผมไม่ใช่คนแบบท่าน ผมรู้อะไรลึกกว่าท่าน พูดไปคนของท่านก็จะเสียหาย ผมก็จะไม่พูด ส่วนกรณีของนายทักษิณ ตอนที่ท่านเข้ามารัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล และตนก็ไม่รู้ว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ นายทักษิณเข้ามาก็มีอาการที่เล่าว่าป่วย และส่งโรงพยาบาลตำรวจ แต่สิ่งที่น่าเสียใจคือนายรังสิมันต์จบนิติศาสตร์ และทราบหรือไม่ว่าในกฎหมายราชทัณฑ์ คนที่เจ็บป่วยต้องส่งไปรักษาพยาบาล เขาให้ถือว่าสถานที่รักษาพยาบาลคือเรือนจำ ท่านไม่สะใจใช่หรือไม่ ต้องการให้ถูกทรมานหรืออย่างไร เราถือว่าโรงพยาบาลที่ไปรักษาตอนนี้ปีหนึ่งมีผู้ต้องขังเกือบแสนคนที่ต้องไปพัก เราถือว่าสถานที่เหล่านั้นเป็นที่ควบคุม กฎกระทรวงก็เขียนว่าเป็นที่ควบคุมพิเศษ ซึ่งเป็นสิทธิของโรงพยาบาลจะจัด และถ้าท่านเกิดหนีจากที่ควบคุมก็เหมือนหนีจากเรือนจำ

ที่บอกว่าไม่มีสักวันเดียวที่นายทักษิณติดคุก ต้องการวาทกรรมเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดใช่หรือไม่ การคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของคนท่านบอกว่าเป็นอภิสิทธิ์ ท่านพูดไม่จบ เมื่อนายทักษิณเข้าไป ผมเข้ามาสัก 1 เดือน ผมก็มีความคิดว่าระหว่างนี้นายทักษิณอยู่โรงพยาบาลตลอด สังคมจะมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันหรือไม่ ท่านทราบหรือไม่ว่าในรัฐธรรมนูญหมวดหน้าที่ของรัฐ บอกว่าประชาชนเจ็บป่ายก็ต้องไปรักษาพยาบาล นายทักษิณเป็นประชาชนก็ต้องได้รับการรักษา แต่ท่านถูกควบคุมอยู่ไปไหนไม่ได้ เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนให้รัฐต้องปฏิบัติตาม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด คิดว่าจะเอาท่านกลับมาได้หรือไม่ กฎหมายไม่มีให้เลย ต้องทำตามความเห็นของแพทย์ เมื่อครบ 120 วัน ต้องมีเรื่องรายงานมาที่นายกฯ

ทราบหรือไม่ว่าอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นมืออาชีพ ไม่รู้จักกับนายทักษิณ และเมื่อครบวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯตั้งคณะแพทย์ 5 คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ต้องไปดูว่ากลับมาเรือนจำได้หรือไม่ ปรากฏว่าคณะก็ให้ขึ้นกับดุลยพินิจแพทย์ผู้รักษา และอธิบดีกรมราชทัณฑ์มีหนังสือโต้ตอบไปยังโรงพยาบาลตำรวจ ก็อนุมัติให้อยู่โรงพยาบาลต่อเพราะหมอที่โรงพยาบาลเห็นว่าให้อยู่โรงพยาบาลต่อ ส่วนเรื่องเจ้าพนักงานกระทำชอบหรือไม่ชอบนั้น มอบให้อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเรื่องของนายทักษิณ องค์กรอิสระเกือบทุกองค์กรเข้ามาตรวจสอบ

ท่านต้องเข้าใจว่า การที่นายทักษิณอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ที่กฎหมายได้เขียนว่าเป็นเรือนจำแล้วถูกควบคุม แต่ท่านบอกว่าไม่ถูกควบคุม ท่านทำตัวใหญ่กว่ากฎหมายใช่หรือไม่ และที่ผมไม่อยากพูดมากไปกว่านี้ แพทยสภา ในเรื่องของหมอ ความเจ็บป่วยท่านกับผมก็ไม่มีใครรู้ดี และมีกฎหมายเรื่องจรรยาบรรณแพทย์ เรื่องอยู่ที่แพทยสภา รับเรื่องไว้ปีกว่าแล้ว ยังต้องสอบสวน แต่ท่านรับเรื่องไปแป๊บเดียว ท่านวินิจฉัยหมดเลยว่าดีลปีศาจ ท่านมีอะไรอยู่ในใจ ใครคือปีศาจของท่าน

ที่ท่านโน้มน้าวอะไรมาทั้งหมด ท่านสมมุติเอาเอง เพราะวันนี้เราเตรียมการที่จะไปให้การกับ ป.ป.ช. แต่ยังไม่เรียกราชทัณฑ์เลย อย่าไปดูแคลน ป.ป.ช. ท่านอย่าเข้าใจว่าแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีความรู้ ไม่อยากให้ด้อยค่าคนอื่น ความจริงไม่มีอะไรเลย และเมื่อเรื่องเข้า ป.ป.ช. แม้แต่กรรมการ ป.ป.ช.ยังเอาเรื่องมาเปิดเผยไม่ได้ แต่วันนี้ท่านสมมุติไปทั่ว