ตัดเกรด ‘รบ.-ฝ่ายค้าน’ ศึกซักฟอก ‘ดีลแลกปท.’

27.03.25 | 10:20 น.

หมายเหตุ – การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน กับคณะจำนวน 165 คน เป็นผู้เสนอ โดย น.ส.แพทองธารได้รับเสียงไว้วางใจ 319 เสียง ไม่ไว้วางใจ 162 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง
จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปนั้น

 

รศ.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์
คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา ตลอด 2 วันที่ฟังการอภิปรายต้องยอมรับว่าได้ข้อมูลค่อนข้างมาก และฝ่ายค้านก็หาข้อมูลหรือรายละเอียดมาได้เยอะ รวมทั้งข้อมูลในประเด็นต่างๆ ที่หามาได้ก็น่าสนใจ ซึ่งความน่าสนใจของฝ่ายค้าน คือ ส.ส.ที่อภิปรายส่วนใหญ่ เป็น ส.ส.หน้าใหม่ที่ทำงานสภาค่อนข้างเข้มแข็ง หาข้อมูลได้เก่ง อภิปรายได้เนื้อหาสาระ เนื้อหาค่อนข้างละเอียดและลึก จึงค่อนข้างเซอร์ไพรส์เรื่องประสบการณ์ทางการเมืองในสภา เพราะในอดีตที่ติดตามการอภิปรายมา ดาวสภาส่วนใหญ่จะเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์สูง หรือนักการเมืองที่เก๋าเกม

การเห็นนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาอภิปรายด้วยข้อมูล เป็นสิ่งที่อยากเห็นภาพแบบนี้ไม่ใช่แค่กับพรรคประชาชน แต่รวมถึงทุกพรรคการเมือง สามารถทำงานการเมืองโดยใช้ข้อมูลแบบนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์และได้ความรู้ จริงไม่จริง และข้อมูลน่าสนใจหรือไม่ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินและไปเสาะหาข้อมูลกันเพิ่มเติมต่อเอง เพราะแหล่งข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายมีรายละเอียดและที่มาที่ไป

Advertisement

อีกส่วนที่ต้องยอมรับ คือยังมีภาวะของเนื้อหาที่วน เพราะการเมืองไทยในช่วง 2-3 ที่ผ่านมา ยังวนเวียนประเด็นเดิมๆ ในประเด็นของตระกูลชินวัตร นายทักษิณ และการเมืองแบบเดิมๆ ที่เรายังเห็นอยู่ ฉะนั้นการอภิปรายในสภาของ ส.ส.พรรคประชาชนจึงวนแต่ประเด็นเดิมๆ และเนื้อหายังซ้ำกับสิ่งที่เคยพูดมาตลอด แต่ก็ทำให้ประชาชนฉุกคิดในฐานะประชาชนว่า ประเด็นเหล่านี้ยังคงวนเวียนต่อไปจนกว่าจะครบวาระของรัฐบาลชุดนี้ จะไม่เปลี่ยนเพราะไม่ได้รับการแก้ไข

เมื่อไม่ถูกแก้ไข หรือไม่มีคำตอบ ก็จะถูกหยิบมาพูดอยู่ตลอด และจะวนเวียนเป็นแดนสนธยาที่ทำให้เราไม่รู้ว่าคำตอบหรือข้อเท็จจริงคืออะไร ขณะที่ประชาชนอยากได้คำตอบ เพราะมีข้อเคลือบแคลงสงสัยหลายอย่างที่อยากรู้ว่าคำตอบคืออะไร และประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ในหลายๆ เรื่อง เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

การอภิปรายครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อภิปรายนายกรัฐมนตรีก็จริง แต่อย่างน้อยก็เป็นการเปิดประเด็นที่ทำให้เราเห็นบทบาทของฝ่ายค้านในสภาของพรรคประชาชน และ ส.ส.รุ่นใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนอยากฟังนายกรัฐมนตรีให้ข้อมูล หรือตอบในประเด็นที่เป็นข้อมูลจริงๆ มีเนื้อหาสาระ โต้ตอบสิ่งที่ฝ่ายค้านกล่าวหาตามญัตติด้วยข้อมูล หรือสาระและข้อมูลที่ถูกต้องที่ประชาชนควรรู้เช่นกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชน ต้องยอมรับว่าตอนนี้มีปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้น จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจ รวมทั้งความมั่นคงในชีวิตให้ประชาชน แต่น่าผิดหวังเพราะคำตอบของนายกรัฐมนตรียังไม่ชัดเจน เป็นคำตอบในลักษณะของการโต้ตอบหลายอย่าง จึงไม่มั่นใจว่าคนที่เตรียมข้อมูลให้นายกรัฐมนตรีทำงานอย่างไร ยังไม่พร้อมหรือไม่

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้รับฟังข้อมูลจากรัฐบาล จึงรู้สึกผิดหวังกับคำตอบที่ตอบโดยน้ำหนักของข้อมูลยังไม่เสมอภาคและเท่าเทียมกัน หากให้คะแนนพรรคฝ่ายค้านโดยรวมน่าจะได้ประมาณ 7.5 คะแนน ส่วนรัฐบาลยังไม่กล้าให้ เพราะยังไม่ได้เนื้อหาและข้อมูลเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึก คืออยากเห็นพรรคการเมืองอื่นๆ พัฒนานักการเมืองขึ้นมาสู่ระดับนี้ให้ได้ หลายพรรคก็มีมานานแล้ว จึงอยากเห็นการบ่มเพาะนักการเมืองเพื่อทำหน้าที่สภาเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เป็นนักการเมืองและหาเสียงช่วงเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่ในสภาได้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบ หรือการทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะต้องยอมรับว่า ปัจจุบันประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารทางการเมืองและการอภิปรายไม่ไว้วางเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

ส่วนหลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลไม่น่ามีการทบทวนในระดับนโยบายหรือการทำงาน แต่อาจใช้วิธีแก้ไขการทำงาน และการให้ข่าวกับสื่อ เพื่อป้องกันและทำให้ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลมากขึ้นในเรื่องของความนิยมและคะแนนเสียง ไม่น่ามีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและทิศทางการทำงานของรัฐบาล หรือในพรรคเพื่อไทย แต่อาจมีการเปลี่ยนกลไกการทำงานของพรรคการเมืองเรื่องการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนหันกลับมาเชื่อมั่น เพราะการอภิปรายครั้งนี้เห็นบทบาทของนายกรัฐมนตรีเรื่องภาวะผู้นำค่อนข้างชัดเจน

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ภาพรวมหลังจากการจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตลอด 2 วันเราเห็นปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ก่อนที่นายกฯแพทองธารจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง หลายปัญหายังไม่เสร็จสิ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องปลาหมอคางดำ ปัญหาเรื่องค่าไฟ รวมถึงปัญหาให้สัมปทานกาสิโน หรือการพนันถูกกฎหมายต่างๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวล ภายใต้การอภิปราย ผมมองว่าเป็นการอภิปรายที่ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลดูเหมือนจะเกื้อหนุนกันในระดับหนึ่ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจกันในครั้งนี้ ไม่เหมือนการอภิปรายที่ต้องการจะเล่นงานฝ่ายตรงข้ามให้หลุดออกจากรัฐบาล เพราะถ้าเราดูจากประเด็นในการอภิปรายหลายประเด็นพบว่าไม่สามารถนำไปตรวจสอบต่อใน ป.ป.ช.ได้ และอาจจะมีบางประเด็นที่จะไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีได้ ในเรื่องเกี่ยวกับ
นายกฯไปแต่งตั้งรัฐมนตรีบางคนที่เคยถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำทุจริตประพฤติมิชอบ ถูกกล่าวหาว่าไปค้ามนุษย์ แบบนี้อาจทำให้นายกฯเผชิญกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้หลุดออกจากตำแหน่งตามมาตรา 160 ได้ แต่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนก็ไม่ได้จะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

เพราะฉะนั้นโดยสรุปการอภิปรายในครั้งนี้ ผมมองในลักษณะที่ว่าเป็นคู่แข่งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล แต่ไม่ใช่ศัตรูทางการเมืองระหว่างกัน เพราะหลายการอภิปรายเห็นปัญหาร่วมกัน เช่นฝ่ายค้านได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารไอโอของกองทัพ ซึ่งไม่ได้เล่นงานแค่ฝ่ายพรรคสีส้มอย่างเดียว แต่เล่นงานถึงฝ่ายพรรคสีแดงและตัวนายกรัฐมนตรีด้วย ที่ถูกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ในขณะเดียวกันฟังรัฐบาลตอนชี้แจงเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ทางฝั่งรัฐบาลก็ชี้แจงชัดเจนว่าไม่ใช่เพียงพรรคส้มนะที่ถูกยุบพรรคจากศาลรัฐธรรมนูญปีž60 พรรคแดง นายกรัฐมนตรีก็ถูกสอย โดยเกิดจากรัฐธรรมนูญปีž60 เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นทั้งสีส้มและสีแดงต่างเป็นเหยื่อของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ทั้งสิ้น

จากประเด็นดังกล่าว เกิดจากการอภิปรายที่เกิดขึ้น 2 วัน ทำให้เห็นว่าทั้งสีส้มและสีแดง ไปๆ มาๆ อาจจะไม่ใช่ศัตรูทางการเมืองที่แท้จริง และถ้าหากกลับไปดูเรื่องดีลแลกประเทศหรือฝ่ายค้านเรียกว่าดีลกับปีศาจ ตรงนี้ต่างหากที่เรียกว่าปีศาจของประชาธิปไตย คือใครกันแน่ที่เป็นศัตรูที่แท้จริง เพราะทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ต่างเป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่ถูกเล่นงานและได้รับผลพวงจากรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราพูดถึงดีลแลกประเทศ อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นเหยื่อจากความขัดแย้งทางการเมือง หรือผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคประชาชนอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็เป็นเหยื่อจากการถูกคำวินิจฉัยไม่ให้เล่นการเมือง ตรงนี้จากการอภิปรายในภาพรวม ก็เลยทำให้ประชาชนเห็นภาพกว้างได้ว่า ศัตรูที่แท้จริงอาจจะไม่ใช่ 2 พรรคนี้ แต่ศัตรูที่เป็นศัตรูกับประชาธิปไตยไทย อาจจะซ่อนตัวอยู่เป็นศัตรูที่การเลือกตั้งเปลี่ยนไม่ได้เพราะเขาอยู่ในอำนาจทางการเมืองตลอด ตรงนี้เป็นตัวสำคัญที่เราจะต้องไปหาต่อว่า ปีศาจที่มาดีลตัวนี้ จะทำอย่างไรให้ออกไปจากการเมืองไทย ให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้เสียที นี่คือภาพรวมที่ได้จากการอภิปราย

ถ้าพิจารณาแต่ละฝั่งว่าได้คะแนนประมาณไหน มาดูฝ่ายค้านกันก่อน แม้เราจะได้เห็นผู้อภิปรายหลายคนมีสีสัน แต่ปัญหาจริงๆ คือไม่มีข้อมูลใหม่ การอภิปรายจึงเป็นการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร และมาเล่าใหม่ด้วยลีลาที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ถ้าจะวัดคะแนนจริงๆ ฝ่ายค้านอยู่ที่ระดับ C- C+ เท่านั้น เป็นระดับกลางๆ ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลอันเนื่องมาจากฝ่ายค้านยังไม่มีข้อมูลใหม่ ทำให้รัฐบาลรับมือได้ง่าย เพราะรัฐบาลไม่ใช่มีแค่ทีมพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่คอยทำงานเบื้องหลังให้ แต่ยังรวมถึงหน่วยงานราชการทั้งหมด ที่เกณฑ์กันมาอยู่ในรัฐสภา พบว่าการชี้แจงก็ไม่น่าประทับใจเสียทีเดียว เป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถาม และเป็นการตอบในลักษณะที่ว่าปลอดภัยไว้ก่อน พูดเฉพาะนโยบายที่ตนเองทำ แต่ไม่พูดถึงข้อกล่าวหารัฐบาล ดังนั้นคะแนนก็อยู่ในลำดับเดียวกับฝ่ายค้านคือเป็นกลางๆ เหมือนกันคือระดับ C ถึง C+ เหมือนกัน

น่าเสียดายมากที่เรามีนายกรัฐมนตรีเป็นนายกฯรุ่นใหม่ น่าจะมีคาแร็กเตอร์เป็นผู้นำที่สามารถตอบโต้นักการเมืองได้อย่างตรงไปตรงมามากกว่านี้ แต่กลายเป็นว่านายกฯถูกทีมนักรบในห้องแอร์ หรือทีมข้อมูลของพรรคเพื่อไทยตีกรอบให้พูดเฉพาะในสคริปต์ที่ตั้งมาเท่านั้น เราสังเกตได้จากนายกฯแพทองธารไม่ว่าจะตอบในเรื่องของเนื้อหา หรือตอบโต้ฝ่ายค้าน ดูสคริปต์ที่มาจาก iPad ของนายกฯตลอด

เพราะฉะนั้นนายกฯไม่สามารถที่จะพูดโดยไม่ยกสคริปต์ขึ้นมาดู ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะเราไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของท่านนายกฯ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยก็คงคิดว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

ถ้าเอาประเด็นจากการอภิปรายไปต่อยอดเราจะเห็นจุดร่วมปัญหาบางอย่าง ที่ทั้งส้มและแดงต้องเผชิญ มี 3 เรื่องหลักๆ เรื่องแรกคือรัฐธรรมนูญ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นร่วมกันในการอภิปรายครั้งนี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับž60 มีปัญหาเพราะฉะนั้นต้องแก้ไข เรื่องที่ 2 กลุ่มทุนผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนพลังงาน กลุ่มทุนที่อยู่ข้างหลังปลาหมอคางดำ หรือกลุ่มทุนที่ทำงานร่วมกับรัฐ กลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ได้เกาะกินเฉพาะรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่สามารถอยู่ได้กับทุกรัฐบาล และประเด็นสุดท้าย เราพบว่ามีบางหน่วยงานที่ใช้ภาษีของประชาชนมาขัดขวางประชาธิปไตย ซึ่งชัดเจนที่สุดหนีไม่พ้นคือระบบราชการและกองทัพ ซึ่งเอาจริงๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นร่วมกัน แม้ว่าฝ่ายค้านจะเป็นฝ่ายกล่าวหา แต่ฝ่ายรัฐบาลก็แสดงออกถึงความน่ากลัวของกองทัพเช่นเดียวกัน ด้วยการพูดถึงกองทัพให้น้อยที่สุด ตรงนี้อาจต้องตั้งคำถามถึงบทบาทของกองทัพว่าเกิดจริงๆ หรือไม่

รศ.พรอัมรินทร์ พรหมเกิด
อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น

27เป็นไปตามคาดที่ผลโหวตไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่วมท้น โดย ส.ส.เห็นชอบ 319 เสียง ไม่เห็นชอบ 162 เสียง แต่สิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือผลการอภิปรายของฝ่ายค้านหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตกรณีตั๋ว PN ของนายกรัฐมนตรี ใช้ซื้อขายหุ้นจากครอบครัว มูลค่า 4.4 พันล้านบาท ส่อไปในทางทุจริตหรือเลี่ยงภาษี 218 ล้านบาท หรือไม่

แม้ว่ากรมสรรพากรจะออกมาชี้แจงว่าไม่มีความผิด แต่ก็ต้องรอหน่วยงานอิสระอย่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบให้ชัดเจน

การที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตและนำเรื่องนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพจำว่าในอดีตครอบครัวชินวัตรของนายกรัฐมนตรีเคยมีคดีในลักษณะนี้ เป็นการเปิดแผลใหม่ของ น.ส.แพทองธารให้กับสังคมได้รับรู้ และจะต้องมีการตรวจสอบต่อไป

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านแม้จะไม่มีหมัดน็อก หมัดหนัก แต่อย่างน้อยได้เปิดหลายประเด็นให้สังคมรับรู้ และยิ่งไปกว่านั้นการที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนเดียว เป็นการตอกย้ำว่านี่คือจุดอ่อนของรัฐบาล และ น.ส.แพทองธารก็ได้ทำให้สังคมได้เห็นว่าตัวเองไม่มีความเป็นผู้นำ ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีวุฒิภาวะ ผ่านการตอบคำถามที่ไม่ชัดเจน ไม่ตรงประเด็น และยังชอบเสียดสี ทำให้คนทั้งประเทศเห็นถึงความเป็นภาวะผู้นำ ทำให้รัฐบาลเสียคะแนนนิยม

ถ้าหากถามว่าให้คะแนนนายกรัฐมนตรีมากน้อยแค่ไหนในการตอบกระทู้อภิปรายในครั้งนี้ ส่วนตัวให้แค่ 3 คะแนน
เต็ม 10 คะแนน ตามเหตุผลข้างต้นที่ได้กล่าวมา ส่วนฝ่ายค้าน
ให้ 7 คะแนน เพราะมีการเปิดแผลใหม่อย่างเรื่องซื้อขายหุ้น PN ของครอบครัวนายกรัฐมนตรี ส่วนการทำหน้าที่ของประธานสภาของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ให้ 3 คะแนน
ส่วนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 1 ให้ 6 คะแนน ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาคนที่ 2 ให้ 7 คะแนน เพราะทำหน้าที่เป็นกลางควบคุมการอภิปรายอย่างดี

เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของพรรคเพื่อไทยบางกระทรวงที่มีปัญหา เพื่อให้รัฐมนตรีหน้าใหม่เข้ามาทำงาน ซึ่งเป็นสไตล์การบริหารของเพื่อไทย ส่วนพรรคร่วมคงไม่มีการปรับเปลี่ยน