หมายเหตุ – พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ได้อัพเดตการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากรัฐบาลประกาศตัดน้ำมัน-ไฟฟ้า และอินเตอร์เน็ต เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ มีรายละเอียดดังนี้
ตั้งแต่ที่มีมาตรการตัดน้ำตัดไฟซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เราพบว่าตัวเลขการรับคดีเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมคิดว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินตามเส้นทางในการตัดโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกกันว่าสะพานโจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ บัญชีธนาคาร และการถ่ายเงินออกจากบัญชีองค์ประกอบหลัก 3 สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ด้วยอำนาจของเราเอง
หลังจากมีมาตรการนี้ในฝั่งของเมียวดี ประเทศเมียนมา พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ยังมีฝั่งกัมพูชาที่จะต้องดูความเปลี่ยนแปลงต่อ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พบว่ามีคนไทยเข้าไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นจำนวนมาก เชื่อว่ามีชาวไทยเข้าไปตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาจำนวนหลักพันคน ซึ่งชาวไทยกลุ่มนี้เวลาที่ไปหลอกผู้อื่นนั้นจะไม่ได้หลอกประชาชนกัมพูชา จะหลอกเฉพาะคนไทย ทีนี้เวลาทางการกัมพูชาเข้าไปจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไทยจึงมีความผิดแค่การหลบหนีเข้าเมือง การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเมื่อกลับมาประเทศไทย เราก็ยังไม่มีข้อมูลว่ามีการหลอกประชาชนในรูปแบบใด จึงกลายเป็นว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มดังกล่าวมีการใช้ข้ออ้างว่าตนเองนั้นเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ เมื่อทางเจ้าหน้าที่ไม่ทราบรายละเอียดในส่วนนี้ว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างไร จึงเป็นช่องว่างให้บุคคลกลุ่มนี้สามารถกลับไปใช้เงินที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชน พอเงินดังกล่าวหมด บุคคลกลุ่มนี้ก็กลับไปยังประเทศกัมพูชาเพื่อทำงานร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกครั้งโดยชักชวนผู้อื่นเข้าไปร่วมขบวนการนี้ด้วย
ถือเป็นเรื่องยากของเจ้าหน้าที่ที่จะแก้ไขในส่วนนี้ ผมได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เข้าไปเป็นตัวแทนพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กัมพูชา ที่ผ่านมามีผู้เกี่ยวข้อง 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก 119 คน และครั้งที่ 2 จำนวน 56 คน โดยทั้งหมดเมื่อมาถึงประเทศไทยก็จะใช้ข้ออ้างว่า เพิ่งไปทำงานบ้าง ยังไม่ทันได้หลอกลวงใคร ไม่ได้ตั้งใจไปทำงานที่นั่น ทุกครั้งจะมีการใช้ข้ออ้างแบบนี้เสมอ
ผมมีกระบวนการสำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการสืบสวนขยายผล และรวบรวมพยานหลักฐานจนกระทั่งศาลอาญาออกหมายจับบุคคลทั้งหมด โดยทั้งหมดก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง อั้งยี่ ซ่องโจร และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดเป็นข้อหาที่หนัก ถ้าศาลตัดสินถึงที่สุด มั่นใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะติดคุกมากถึง 10-20 ปีเลยด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นเสาที่ 3 ที่เราต้องการล้ม ถ้าสามารถจัดการส่วนนี้ได้ผมเชื่อว่าจำนวนคนไทยที่จะไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมีจำนวนลดลงอย่างแน่นอน
ส่วนวิธีแยกอย่างไรว่ากลุ่มชาวไทยเข้าไปร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยโดนหลอก กับกลุ่มคนที่สมัครใจไปจริงๆ แต่ไม่ได้โดนหลอก ผมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตรวจสอบจากข้อเท็จจริง การหลอกจะต้องดูว่าถูกหลอกได้อย่างไร เดินทางไปยังแนวตะเข็บชายแดนได้อย่างไร ผมว่าสำหรับประเทศไทยความเป็นไปได้จากการที่ใครคนใดคนหนึ่งกำลังรอขึ้นรถอยู่ที่สนามบินแล้วจะถูกกลุ่มคนจากไหนก็ไม่รู้เข้ามาใช้ยาสลบโปะหน้า ใช้ถุงดำคลุมหัว พอตื่นมาอีกที่พบว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ทำการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว ผมมองว่าถ้าจะทำแบบนี้ภายในประเทศไทยมันเสี่ยงเกินไปสำหรับคนร้ายที่จะทำแบบนั้น
และผมเชื่อว่าประชาชนไทยไม่น่าที่จะมีใครเชื่อด้วยว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และอีกอย่างที่ผมมองว่าบุคคลกลุ่มนี้เต็มใจที่จะเข้าไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเอง เป็นเพราะว่าบุคคลเหล่านี้ถูกทางการกัมพูชาตั้งขอหาหลบหนีเข้าเมือง และพรมแดนไทยกับกัมพูชาไม่ได้เป็นสถานที่ที่สามารถเดินข้ามไปได้ง่ายๆ และคนสุจริตที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดกฎหมายคงไม่คิดที่จะเดินทางโดยวิธีลักลอบข้ามแดนเพื่อไปทำงานผิดกฎหมายอย่างแน่นอน
ส่วนพื้นที่การทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยังน่าหนักใจอยู่ ผมมองว่าเป็นพื้นที่ของประเทศกัมพูชาเพราะพื้นที่ดังกล่าวมีคนไทยเข้าไปทำงานร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นจำนวนมาก ซึ่งทางเราได้ล็อกเป้าพื้นที่นี้ไว้แล้ว โดยจะต้องร่วมมือกับทางการกัมพูชาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อให้มีการช่วยเหลือสำหรับการระดมกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ประเทศกัมพูชา โดยผมได้ขอร้องกับทางการที่นั่นเลยว่าให้ส่งสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไทยกลับมาดำเนินคดียังประเทศไทยอย่างเด็ดขาดทุกข้อหาและมีการยึดทรัพย์ด้วย โดยจะมี ปปง.เข้ามาช่วยในส่วนนี้ด้วย และผมยังได้ร่วมประชุมกับทางธนาคารซึ่งเป็นเสาหลักเสาที่ 2 ของกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งตอนนี้การอายัดบัญชีม้าต่างๆ ทำได้ดีเป็นอย่างมาก และจะเพิ่มความเข้มข้นเพื่อไม่ให้เงินที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกประชาชนมาออกไปยังนอกประเทศ ไปถึงคนร้ายที่เป็นระดับหัวหน้า จะมีการออก พ.ร.ก.หลังจากนี้อย่างแน่นอน ทุกอย่างผ่านหมดแล้วจะมีการประกาศใช้เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตนั้น เรามุ่งเป้าไปที่การตัดสัญญาณจากสายซิม ที่เป็นหัวใจสำคัญแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยหลังจากที่ดำเนินการกับ 3 สิ่งที่เป็นองค์ประกอบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปแล้ว พบว่าการรับแจ้งเกี่ยวกับการที่มีผู้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกนั้นมีลดลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์อย่างเห็นได้ชัด โดยช่วงที่มีการตัดสัญญาณและสาธารณูปโภคต่างๆ นั้นจำนวนผู้ถูกหลอกลวงจากกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์กัมพูชา และเมียวดี เมียนมา ลดลงเห็นได้ชัด และเราก็จะใช้มาตรการระเบิดสะพานโจร และล้ม 3 เสาของคนร้ายให้ได้ และผมเชื่อว่า ถ้าเราล้มเสาใดเสาหนึ่งได้แล้วก็จบ เพราะว่า 3 เสานี้ อยู่ภายในประเทศไทยสามารถที่ทำได้ด้วยอำนาจของเรา
ส่วนที่ตั้งอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประเทศต่างๆ จะต้องใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย โดยการร่วมมือกับต่างประเทศ คือการที่เราเข้าไปแลกเปลี่ยนข้อมูลและขอความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ภาพรวมนั้นตอนนี้ทางเราจะมีการนำเสนอให้แลกเปลี่ยนข้อมูลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมไปถึงที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการรวบรวมพยานหลักฐาน ผมคิดว่าถ้าเราสามารถรู้ 4 ส่วนนี้ได้ สมมุติว่ามีชาวไทยไปตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มาเลเซีย แล้วทางการของประเทศเขาเข้าจับกุม ก็ไม่ได้เป็นการกระทำผิดกฎหมายของทางมาเลเซีย ผิดที่การเข้าเมืองผิดกฎหมาย และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานเท่านั้น เมื่อตอนที่ทางการมาเลเซียส่งตัวกลับมาเราก็จะดำเนินการให้ฝั่งนั้นรวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ว่าเรื่องมือถือ เรื่องข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยเมื่อส่งตัวกลับมายังไทยจะส่งมาพร้อมกับข้อมูลในส่วนนี้ด้วย และทางเราก็จะสามารถนำข้อมูลตรงนั้นมาดำเนินคดีภายในประเทศไทยได้
ในฐานะบทบาทหัวหน้าหน่วยที่เป็นหน่วยงานของ UN ผมได้พูดคุยกับประเทศต่างๆ อย่างน้อย 20 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศจีน อินโดนีเซีย เคนยา เกาหลี ญี่ปุ่น โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกลุ่มประเทศดังกล่าวโดยจะมีการให้สถานทูตเข้าไปช่วยทำการบ้าน เพื่อดำเนินการเรื่องนี้ และหลังเทศกาลสงกรานต์จะมีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในทุกสัปดาห์ด้วย
ความยากอีกส่วนคือเราไม่รู้ว่าตัวละครที่เป็นหัวหน้าคือใครเหมือนกับเคสของประเทศจีน แต่ถ้าเกิดมีการแชร์ข้อมูลให้ทางเราก็จะรู้เหมือนกับกรณีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผมคิดว่าที่ทางการของเขาทำเป็นสิ่งที่ดีมาก เนื่องจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่นที่เข้าไปตั้งแก๊งยังเมียวดีนั้น ได้ไปหลอกเยาวชนอายุ 17 ปี ทำให้เห็นตัวละคร เมื่อทางการญี่ปุ่นนำตัวเยาวชนคนดังกล่าวกลับไปขยายผล ทำให้รู้ว่ามีใครที่เกี่ยวข้องบ้าง ท้ายที่สุดเราสามารถจับหัวหน้าแก๊งคนสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่นรายนี้ได้ โดยหัวหน้าแก๊งรายนี้เป็นผู้ที่ทางการญี่ปุ่นต้องการตัวเป็นอย่างมาก การที่ผมและทีมจับกุมหัวหน้าแก๊งรายนี้ได้ที่ย่านสาทรปรากฏว่านักข่าวของประเทศญี่ปุ่นเดินทางมากันเต็มสนามบิน เพราะเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์แก๊งนี้เป็นที่สนใจของชาวญี่ปุ่นมาก
ญี่ปุ่นไม่อยากเชื่อว่าทางการไทยสามารถจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ เนื่องจากผู้ต้องหารายนี้ถือเป็นระดับหัวหน้าขององค์กรเนื่องจากมีการสร้าง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งในประเทศเมียนมา เวียดนาม กัมพูชา
ผมเปรียบเทียบว่าผู้ต้องหารายนี้มีอิทธิพลพอๆ กับแก๊งยากูซ่าในประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทางการญี่ปุ่นถึงกับมีใบส่งคำขอบคุณมาที่ตำรวจไทย รวมถึงรู้สึกขอบคุณและดีใจมากที่ประเทศไทยสามารถจัดการกับหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้ได้ ทำให้ส่งผลดีกับเราในเรื่องของแก๊งต่างๆ ที่ยังกระจายตัวอยู่ในส่วนของฝั่งเมียวดี หรือประเทศกัมพูชานั้นรู้สึกเกรงกลัวที่จะเข้ามาตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ภายในประเทศไทย ผมยังเชื่ออีกว่าหลังจากนี้องค์กรอาชญากรรมแบบนี้จะเริ่มอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเรามีข้อมูลที่แม่นยำ
สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมสำหรับการทำยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องข้อมูลมองว่า ตอนนี้ประเทศเรากลายเป็นผู้นำให้กับเขา เพราะว่าในตอนนี้ประเทศเคนยาก็เข้ามาขอดูวิธีการทำงานของตำรวจไทยด้วยว่าเรามีวิธีการจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างไร World Economic Forum ก็ได้เชิญผมไปพูดเพราะว่ามีความสนใจการทำงานประเทศไทย ซึ่งเขามองว่าเป็นการทำงานที่เทียบกับประเทศอื่นๆ ค่อนข้างจะนำหน้าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของ ประเทศอื่นๆ
ผมยังมั่นใจยุทธศาสตร์ที่ทำทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศ การใช้มาตรการระเบิดสะพานโจร ซึ่ง 2 ส่วนนี้จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เราจะสามารถทำให้ปัญหาของแก๊งคอลเซ็นเตอร์หมดไปได้ และการที่ไทยเข้าไปช่วยฝั่งเมียวดีในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมียวดียังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งชนกลุ่มน้อย รัฐบาลประเทศ เมียนมาในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์
หลังจากนี้ทางเราจะเข้าไปเคลียร์สำนวนจำนวน 800,000 กว่าเล่ม ที่เราพบว่าผู้เสียหายบางส่วนยังไม่ยอมเข้ามาพบพนักงานสอบสวนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ อาจจะเป็นเพราะว่าการแจ้งอายัดบัญชียังไม่มีข้อเท็จจริงก็ได้หรือบางคนอาจจะมองว่าความเสียหายที่ตนเองได้รับนั้นยังไม่มาก โดยผมและทีมงานกำลังที่จะเร่งแก้ปัญหาในส่วนนี้ให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังต้องดูความเชื่อมโยงคดี 800,000 คดี เหลือแค่หลักพันหรืออาจจะลดลงเหลือหลักร้อยก็ได้ ภายในเดือนพฤษภาคมเราจะเคลียร์เอามารวมกันและเชื่อมโยงกันทั้งหมดเพื่อทำเป็นคดีขึ้นมา และจะทำให้การดูแลประชาชนดีขึ้น เพราะอาชญากรรมออนไลน์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเร็วมาก ด้วยโครงสร้างในปัจจุบันที่ยังจัดการไม่ได้ดีเท่าที่ควรแต่ละวันจึงมีคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์มากถึงหลักร้อย หรืออาจจะถึงหลักพันคดีเลยทีเดียว

